หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 53 คาดคั้นซูจ้งฝู่


    บทที่ 53 คาดคั้นซูจ้งฝู่

     

    ซงหยางเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก ข้าทะเลาะกับญาติผู้พี่มาตั้งแต่เล็กจนโต เขาอาจเป็นคนปากร้ายไปนิด ใจแคบไปหน่อย ชอบคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร คงไม่ถือสาหาความกับข้าหรอก”

     

    ซงหยางเว้นช่วงแล้วพูดต่อไปว่า “อย่างมาก คราวหน้าก็ทนฟังเขาบ่นสักหลายประโยค ข้าชินแล้วล่ะ”

     

    กู้อวี้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ซงหยางจวิ้นจู่ยกความฉลาดให้ดาวหายนะไปหมดแล้วใช่ไหม ญาติลูกพี่ลูกน้องสองคนนี้จึงมีสติปัญญาต่างกันได้ขนาดนี้

     

    “ท่านเจ็บไหล่มากไหม? ที่บ้านข้ามียารักษาอาการฟกช้ำชั้นดี ท่านแวะไปกับข้าเถอะ”

     

    ดวงตาของซงหยางจวิ้นจู่ทั้งกลมโตและเป็นประกาย เมื่อจ้องนางตาแป๋วเช่นนี้ ทำให้นางคิดถึงน้องสาวที่บ้านขึ้นมา

     

    กู้อวี้ละอายใจ ซงหยางยังเป็นเพียงสาวน้อยไม่รู้ประสา ตนเองกลับวางอุบายต่อนางเช่นนี้ ช่างไม่สมควรเลยจริง ๆ

     

    ทว่าซงหยางก็มีส่วนผิดเช่นกัน รู้ดีแก่ใจว่าต่งฉางเม่ามีคู่หมั้นแต่ก็ยังไปใกล้ชิดกับอีกฝ่าย

     

    ทว่าก็เป็นเพราะจวิ้นจู่ผู้นี้ น้องสาวกับอี๋เหนียงถึงได้เห็นธาตุแท้ของต่งฉางเม่า มิหนำซ้ำ ครู่ก่อนซงหยางยังช่วยปกป้องนางจากโทสะของดาวหายนะ…

     

    ความคิดที่กู้อวี้มีต่อซงหยางจวิ้นจู่แปรเปลี่ยนไปมา คำพูดที่กล่าวออกมาจึงอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ไม่เป็นไร จวิ้นจู่มาหาข้ามีธุระอันใดหรือ”

     

    ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ไหล่ยังคงเจ็บแปลบ ดาวหายนะลงมือไม่เบาเลย

     

    แต่ถ้าตามซงหยางจวิ้นจู่ไปทายาที่จวนตวนชิงอ๋องก็ต้องเปิดเผยไหล่ของตน เกรงว่าอาจทำให้ความลับเรื่องตัวตนถูกเปิดโปงได้

     

    ซงหยางค่อยระลึกได้ถึงสาเหตุที่นางตามหากู้ซื่อจื่อไปทั่ว ตอนแรกไปหาที่จวนตระกูลกู้แล้ว แต่ได้ยินว่ากู้ซื่อจื่อไปถอนหมั้นให้น้องสาว นางว้าวุ่นใจ ถึงจะรู้ว่าต่งฉางเม่าเป็นผู้ชายสารเลว แต่ก็กลัวว่ากู้ซื่อจื่อกับคุณหนูกู้จะพาลโกรธมาถึงนาง

     

    จวิ้นจู่ตรงไปที่จวนตระกูลต่ง พบว่าชาวบ้านที่มามุงกันครึกครื้นต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว นางถามไปทั่วถึงได้รู้ว่ากู้ซื่อจื่อไปที่จวนองค์หญิงใหญ่

     

    นางจึงบ่ายหน้าตามมาด้วยความร้อนใจ ทั้งยังได้มาเห็นญาติผู้พี่รังแกกู้ซื่อจื่อโดยบังเอิญ

     

    ซงหยางกล่าวอย่างไม่สบายใจ “ข้ามาหากู้ซื่อจื่อเพราะอยากขอโทษท่าน ได้ยินว่ากู้ซื่อจื่อไปถอนหมั้นที่จวนตระกูงต่งแล้ว ข้ารู้ว่าเป็นเพราะข้าทำให้พี่สาวกู้ได้รับความไม่เป็นธรรม ข้าสำนึกผิดแล้ว ท่านพ่อตำหนิข้าเสียยกใหญ่ หวังว่ากู้ซื่อจื่อกับพี่สาวกู้จะไม่ถือโทษโกรธข้า”

     

    กู้อวี้ได้ฟังวาจายืดยาวของซงหยาง ความรู้สึกโกรธอีกฝ่ายเพราะเรื่องน้องสาวก็สลายไปจนหมด

     

    แต่ดูจากท่าทางมีชีวิตชีวาของอีกฝ่ายแล้ว คำพูดที่ว่าตวนชินอ๋องตำหนินางยกใหญ่คงไม่ได้น่าเชื่อถือมากนัก

     

    เด็กสาวที่กล้าพูดกล้าทำหาได้ยากนักในสมัยนี้ คาดว่าคงเป็นผลจากความรักใคร่ของตวนชินอ๋องกับพระชายากระมัง

     

    กู้อวี้กล่าวว่า “ข้าเข้าใจ เรื่องนี้เป็นความผิดของต่งฉางเม่า แต่น้องสาวของข้าต้องเสียใจเพราะเรื่องนี้ คนที่จวิ้นจู่ควรขอโทษคือน้องสาวของข้า”

     

    ซงหยางจวิ้นจู่เงยหน้าขึ้นมา “ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าตามซื่อจื่อกลับไปที่จวนดีกว่า จะได้ขอโทษพี่สาวกู้ด้วยตนเอง”

     

    กู้อวี้รู้ว่าน้องสาวมีนิสัยอ่อนไหวง่ายชอบเก็บตัว คาดว่าคงยังไม่อยากพบซงหยางในตอนนี้ ส่วนตนก็ร้อนใจอยากไปพบซูจ้งฝู่โดยไว จึงกล่าวว่า

     

    “วันนี้ยังไม่สะดวก ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการ น้องสาวจะไปร่วมงานเลี้ยงชมโบตั๋นด้วยเช่นกัน ถ้าจวิ้นจู่ยินดีก็ฝากดูแลน้องสาวของข้าด้วย”

     

    ซงหยางอายุยังน้อย เป็นคนที่ภายนอกแข็งกร้าวภายในเปราะบาง ถ้าน้องสาวที่เป็นคนขี้กลัวได้เรียนรู้อะไรจากอีกฝ่ายบ้างก็เป็นเรื่องดี

     

    “ได้เลย ท่านวางใจได้ ซื่อจื่อรีบไปทำธุระเถอะ ข้าไม่รบกวนซื่อจื่อแล้ว” ซงหยางตอบ

     

    กู้อวี้พยักหน้า งอนิ้วขึ้นมาเป่าปาก ผิงซาก็มาพร้อมกับม้าของนาง

     

    ขณะที่กำลังจะกล่าวลา ซงหยางพลันขยับเข้ามาป้องปากกระซิบริมหูนางว่า “เรื่องสุดท้าย ข้ากับต่งฉางเม่าไม่เคยทำเรื่องอย่างว่า ถึงข้าจะเป็นพวกงมงายบุปผาแต่ก็รู้ขอบเขตดี ข้า ข้าอยากรอกู้ซื่อจื่อ”

     

    กู้อวี้เกือบสำลักน้ำลายตัวเอง

     

    อย่าว่าแต่ในยุคนี้ ต่อให้เป็นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็หายากนักที่ผู้หญิงจะกล้าพูดตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้

     

    ซงหยางรีบผละจากไปโดยไม่รอให้นางตอบ

     

    กู้อวี้มองตามเงาหลังของซงหยางแล้วก็รู้สึกปวดหัว

     

    นางเองก็เป็นผู้หญิง หนี้รักที่มาอย่างพิสดารนี้ นางรับไม่ไหวหรอกนะ

     

    ผิงซาเดินเข้ามาใกล้ กู้อวี้ได้สติคืนมาก็พลิกร่างขึ้นหลังม้า กล่าวกับเขาว่า “ผิงซา เจ้าอาจได้ไปเจียงหนานสักรอบ…”

     

    ผิงซาตอบ “ขอรับ”

     

    ฟ้าจวนย่ำสนธยา กู้อวี้ควบม้ามาตลอดทางจนถึงสำนักปราชญ์

     

    ซูจ้งฝู่กำลังรับประทานอาหารอยู่ในห้อง อาหารที่สำนักปราชญ์หยางคังธรรมดาเรียบง่าย เห็นกู้ซื่อจื่อมาหาเวลานี้ ซูจ้งฝู่ประหลาดใจอย่างมาก วางตะเกียบลงทักทายนางว่า “กู้ซื่อจื่อมาหาเวลานี้มีธุระด่วนอันใด? กินข้าวเย็นแล้วหรือยัง?”

     

    ซูจ้งฝู่ใช้ชีวิตสมถะมาแต่ไหนแต่ไร เวลานี้จึงยังไม่จุดไฟ ภายในห้องมืดสลัว เขารู้สึกว่าสีหน้าของกู้อวี้แลดูหนักอึ้ง มืดมัวไปหมด จึงล้วงตะบันไฟออกมาเตรียมจะจุดเทียน

     

    กู้อวี้ยุ่งมาทั้งวัน แม้แต่น้ำก็ยังไม่ตกถึงท้องจึงหิวจนท้องไส้กิ่วไปหมด แต่นางมีความในใจจนไม่รู้สึกอยากอาหาร

     

    นายอำเภอซูตรงหน้ามีชื่อเสียงดีงามเลื่องลือ แต่จากเหตุการณ์ลุกฮือของบัณฑิตเจียงหนานตลอดจนถึงการขอความช่วยเหลือจากองค์หญิงใหญ่ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องการยิ่งใหญ่เพียงใด

     

    เดิมทีเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกู้ซื่อจื่อ นางแค่ต้องจัดงานชุมนุมปราชญ์ให้ดีเพื่อให้ได้รับคำชมเชยจากฝ่าบาทเท่านั้น

     

    แต่วันนั้นกู้อวี้มาได้ยินบทสนทนาระหว่างองค์หญิงใหญ่และซูจ้งฝู่เข้าโดยบังเอิญ จนถูกองค์หญิงใหญ่ลากให้ตกกระไดพลอยโจนไปด้วย ต่อมาคนที่กู้ซื่อจื่อส่งไปคุ้มกันจูเจี้ยนชุนก็เสียชีวิตเพราะเหตุระเบิด ป้ายคำสั่งที่มีตราประจำตระกูลตกไปอยู่ในมือของเซียวเหยาอ๋อง แม้ไม่อยากมายุ่งกับเรื่องนี้ก็คงเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว

     

    สภาพจิตใจของกู้อวี้ย่ำแย่และไม่ต้องการอ้อมค้อม จึงถามอย่างตรงไปตรงมา “นายอำเภอซูรู้หรือไม่ว่าจูเจี้ยนชุนตายแล้ว”

     

    ซูจ้งฝู่กำลังจุดไฟ ครั้นได้ยินก็ตกตะลึงจนเผลอทำเปลวไฟลวกปลายนิ้ว เขาสะดุ้งตัวโยนและรีบร้อนสะบัดมือ

     

    ตะบันไฟตกลงบนพื้น กู้อวี้เหยียบจนไฟมอดสนิท “นายอำเภอซูไม่น่าตกใจถึงเพียงนี้”

     

    ภายในห้องที่สลัวราง ซูจ้งฝู่ทิ้งร่างลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เปิดปากพูดออกมาว่า “ข้าคิดไม่ถึง…”

     

    กู้อวี้เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็แน่ใจว่าเขาคงปิดบังอะไรไว้จริง ๆ นางหรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงเย็นชา “นายอำเภอซูจะคิดไม่ถึงได้อย่างไร”

     

    ซูจ้งฝู่เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นแววตาที่สะท้อนความเศร้าเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก “กู้ซื่อจื่อ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก”

     

    แววตาที่กู้อวี้มองเขาลุกโชนกว่าเดิม “ถึงตอนนี้นายอำเภอซูยังคิดจะปิดบังอีกรึ ท่านทำให้บัณฑิตเจียงหนานวุ่นวายไปหมดโดยอาศัยตัวเองคนเดียวแท้ ๆ!”

     

    “ข้าเปล่า!” ซูจ้งฝู่พรวดพราดลุกขึ้นด้วยใบหน้าเผือดสี “ข้า… ข้าทำไปเพื่อบัณฑิตเหล่านั้นจริง ๆ ใต้หล้ามีปัญญาชนเต็มแผ่นดิน แต่เส้นทางขุนนางกลับถูกชนชั้นสูงยึดครองเอาไว้ ถ้าไม่ลองเดิมพันสักครั้ง บัณฑิตที่ยากจนเหล่านั้นจะมีวันลืมตาอ้าปากได้อย่างไร”

     

    กู้อวี้กล่าว “เดิมพันสักครั้ง? นายอำเภอซูช่างพูดออกมาได้! ท่านทราบหรือไม่ว่าตอนแรกขุนนางใหญ่ในราชสำนักเหล่านั้นทูลเสนอต่อฝ่าบาทว่าอย่างไร พวกเขาร่ำร้องว่า ‘บัณฑิตเจียงหนานก่อความวุ่นวาย คงมีใจคิดไม่ซื่อเป็นแน่ สมควรส่งกำลังไปปราบปราม’ ท่านคิดว่าถ้าบัณฑิตที่มีแต่วิชาความรู้เต็มท้องเหล่านั้นเผชิญหน้ากับทหารจะมีสักกี่คนที่สามารถรอดมาได้”

     

    ยิ่งได้ฟังดังนั้น สีหน้าของซูจ้งฝู่ก็ยิ่งย่ำแย่ลง “แต่ตอนนี้ฝ่าบาทก็ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วไม่ใช่หรือ?”

     

     


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน