เห็นแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงของน้องชายวัย 11 ปี ปราศจากความดื้อรั้นเอาแต่ใจแบบเด็กๆ จางจื่อรั่วก็ใจอ่อน ยินยอมทำตามความฝันของเขา
“ตกลง หากเ้า้าก็ไปเถิดน้องรอง ท่านอาฟู่จากนี้ข้าต้องทำสิ่งใดบ้างในการส่งตัวเขาเข้าร่วมสำนักเ้าคะ”
“ข้าตามหาคุณหนูพบตามคำสั่งของคุณชายแล้ว หลังจากนี้ข้าก็คิดจะเดินทางไปเมืองเจี้ยนเพื่อติดตามให้ความคุ้มครองเขาและรายงานเื่ของคุณหนู ก่อนไปข้าจะพาหลานชายไปส่งด้วยตัวเอง พวกท่านจะไม่ได้พบกับเขาเป็เวลาอย่างน้อย 5 ปี ถ้ามั่นใจแล้วอีก 5 วันข้าจะมารับตัวเเขาไปส่งเอง”
ทั้งสองฝ่ายตกลงนัดแนะกันจนเรียบร้อย ฟู่เกอจึงได้ร่ำลาจากไป
………
ถึงวันนัดหมายเด็กชายตัวน้อยได้ไปร่ำลาท่านปู่ท่านย่าและให้สัญญากับผู้าุโว่า เมื่อครบกำหนดเขาจะกลับมาเยี่ยมคนทั้งสองครั้งหนึ่งก่อนจะเริ่มตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองอย่างแน่นอน
“เ้าได้เลือกทำในสิ่งที่ตน้าแล้วก็ตั้งใจและอดทนให้มากนะน้องรอง ข้ากับฮุ่ยหลินจะรอการกลับมาของเ้า” จางจื่อรั่วเงยหน้ามองน้องชายที่นั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมกับท่านอาฟู่เกอ
“ข้าทราบแล้วพี่ใหญ่ น้องเล็กข้าไปล่ะนะ ฝากดูแลท่านปู่ท่านย่าด้วย” จางเยียนสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจแม้แต่นิด รีบหันหน้าหนีจางฮุ่ยหลินด้วยเกรงว่าตนจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลตามน้องสาวคนเล็กไม่ได้
“ไปเถิด” ฟู่เกอเข้าใจสถานการณ์เป็อย่างดี หากยังมัวร่ำลากันต่อไม่หยุดก็จะพานให้ทุกฝ่ายยิ่งโศกเศร้ากันไปเปล่าๆ เขากระตุกบังเหียนม้าทีหนึ่ง บังคับให้ม้าพุ่งทะยานออกจากหน้าเรือนสกุลจางไปทันทีโดยมีเด็กชายนั่งอยู่ด้านหลัง
ฟู่เกอพาจางเยียนมาเข้าร่วมสำนักฝึกตนไผ่เขียวที่ตนเคยเป็ศิษย์มาก่อน เขาใช้ฐานะศิษย์เก่าที่ยังมีพวกพ้องทำงานอยู่ในสำนัก ขอพักอยู่เพื่อรอดูว่าจางเยียนจะอดทนได้นานเพียงใด
หากเด็กชายไม่สามารถทนกับการฝึกฝนที่จะเริ่มขึ้นทันทีได้ เขาก็พร้อมจะรับตัวเด็กกลับไปส่งคืนให้กับสกุลจาง อย่างน้อยจางจื่อรั่วก็เป็ผู้มีพระคุณของคุณชายตน เขาไม่อาจปล่อยปละละเลยน้องชายของจางจื่อรั่วได้
“เ้าอ้วน หากเ้ามัวชักช้าเป็ภาระของพวกเราข้าจะตีเ้า!!” หนึ่งในกลุ่มเด็กชายที่จางเยียนถูกนำมาเข้าร่วมกลุ่มเดินมาข่มขู่ผู้มาใหม่รูปร่างเ้าเนื้อ ด้วยเห็นว่าเขาอาจจะเป็ตัวถ่วง การฝึกซ้อมร่างกายหลายอย่างจำเป็ต้องทำด้วยกันเป็กลุ่มโดยพร้อมเพรียงกัน หากเด็กใหม่จะทำให้พวกเขาต้องถูกทำโทษ พวกเขาจะไม่ยินยอมเป็แน่
“ข้ายังไม่ทันได้ทำสิ่งใด แล้วเ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะสู้พวกเ้าไม่ไหว” จางเยียนเบะปาก มองเด็กชายอายุมากกว่าตนราว 2 ปี อย่างเหยียดหยาม
“สามหาว! แค่ดูรูปร่างเ้าเราก็รู้แล้ว คอยดูเถิดในการฝึกซ้อมพรุ่งนี้ ข้าจะรอดูไอ้หมูนี่ร้องไห้”
กลุ่มเด็กชาย 9 คน พากันหัวเราะเยาะจางเยียนกันเสียงดังระงม พวกเขาเข้าร่วมสำนักมาก่อนได้สิบกว่าวันแล้ว กว่ากล้ามเนื้อจะเริ่มเข้าที่ และคุ้นชินกับการฝึกซ้อมจนร่างแทบแตก ทุกคนมั่นใจว่าจางเยียนจะต้องร้องไห้หาแม่ั้แ่วันแรกที่ต้องวิ่งขึ้นเขาเพิ่มความแข็งแกร่งของขาอย่างแน่นอน
“ได้ พรุ่งนี้มาดูกัน หากข้าวิ่งตามพวกเ้าทัน พวกเ้าต้องเรียกข้าว่าลูกพี่” จางเยียนไม่กลัวอีกฝ่ายแต่อย่างใด เื่ทะเลาะเบาะแว้งลับฝีปากกับผู้คน ตนฝึกมาั้แ่ยังอยู่ที่หมู่บ้านหนิงป่อ
อีกอย่าง เขาไม่ได้อ้วนถึงเพียงนั้น แต่เป็เพราะพวกเด็กเหล่านี้ขาดอาหารจนผอมแห้งเองเสียมากกว่า พี่ใหญ่เคยบอกเขาว่าต้องกินอาหารให้มาก จึงจะมีพละกำลังมากและจะทำให้เติบโตได้อย่างแข็งแรง ตนจึงไม่เคยเลือกอาหาร ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบทุกสิ่งล้วนถูกยัดลงท้องของตนจนหมด
เขาออกกำลังทุกวันโดยเฉพาะที่ขา จึงมั่นใจว่าเด็กชายผอมกะหร่อง 9 คนนี้ไม่ใช่คู่ต่อกรของตนอย่างแน่นอน
คืนนั้นจางเยียนต้องนอนพักร่วมกับเด็กชายทั้ง 9 ในเรือนหลังเดียวกัน เตียงนอนมีทั้งหมด 5 เตียง ซึ่งต้องแบ่งเตียงกันเป็คู่ เด็กทั้ง 9 จึงจงใจสร้างความลำบากให้เด็กใหม่ พวกเขาใช้น้ำราดไปบนเตียงหลังหนึ่งจนเปียกชุ่มไม่สามารถนอนได้ เด็กที่เป็เ้าของเตียงนั้นจึงไปอาศัยนอนกับเพื่อนคนอื่น แต่ไม่มีผู้ใดต้อนรับเด็กใหม่อย่างจางเยียนไปนอนด้วย โดยอ้างว่าเขาอ้วนเกินไป
เด็กชายไม่ต่อปากต่อคำหรือโวยวายแต่อย่างใด เขารู้กฎของสำนักไผ่เขียวแล้วว่าห้ามศิษย์มีเื่ชกต่อยกันเอง ดังนั้นจึงหอบเอาห่อผ้ากับของส่วนตัวของตนเองไปนอนกลางแจ้งหน้าเรือน
ตนเคยนอนอยู่บนเรือท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บมาแล้ว นับประสาอันใดกับฤดูร้อนที่อบอ้าวในเวลานี้ และแน่นอนจางเยียนก็้าทำให้ผู้าุโในสำนักได้เห็นว่าตนกำลังถูกกลั่นแกล้งอยู่
“เ้าเป็เด็กใหม่มิใช่หรือ เหตุใดจึงมานอนอยู่ตรงนี้” ผู้ดูแลสำนักไผ่เขียวเดินมาใช้ไม้เขี่ยเด็กชายร่างหนา น้ำเสียงเอาเื่
“ผ้าปูเตียงของศิษย์เปียกขอรับ”
“เปียกได้อย่างไรกัน ฝนไม่ตกเสียหน่อย แล้วเหตุใดไม่ไปนอนร่วมเตียงกับสหายคนอื่น ๆ เล่า”
“เป็เพราะศิษย์ตัวใหญ่เกินไปขอรับ ในเรือนก็มีข้าวของของพวกเขาวางไว้เต็มไปหมด แต่ศิษย์เห็นว่าอากาศร้อนจึงเลือกมานอนรับลมที่นี่สบายกว่ามากนัก ไม่ได้ลำบากอันใดเลย”
ผู้ดูแลกลอกตาวนไปรอบหนึ่ง เขาเป็สหายของฟู่เกอไม่คิดจะทำให้เด็กชายผู้มาใหม่ต้องลำบากใจอยู่แล้ว แต่เ้าเด็กนี่เหนือชั้นยิ่งกว่าเข้าไปอีก
มีหรือการกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้ตนจะไม่เคยพบเห็น ที่นี่มีแต่เด็กชาย ไม่ว่าจะทโมน เงียบขรึม ก้าวร้าวเช่นใดล้วนมีหมด หากจางเยียนฟ้องความว่าตนถูกสหายร่วมเรือนรังแกไม่แน่อาจถูกลงโทษไปพร้อมกลุ่มสหายที่เหลือด้วย เพราะความสามัคคีเป็อันหนึ่งอันเดียวกันของศิษย์แต่ละเรือนเป็กฎข้อบังคับข้อหนึ่งเช่นกัน
จางเยียนเลือกทำเป็ไม่รู้เื่ว่าตนกำลังถูกกลั่นแกล้งแล้วออกมาโทษฟ้าโทษอากาศ เปิดโปงสหายทางอ้อมด้วยความสมัครใจ อ้างว่าร้อนหรือ? เ้านอนหน้าเรือนก็ย่อมได้ ไยต้องออกมานอนกลางดินกลางแจ้งเช่นนี้เล่า!
“กลับไปนอนในเรือน สำนักไผ่เขียวเราไม่อนุญาตให้เ้าหาที่นอนเองตามอำเภอใจได้หรอกนะ” ผู้ดูแลสะบัดเสียงใส่เด็กชายด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู
สุดท้ายแล้วในคืนนั้นเด็กชายทั้งสิบ ก็ต้องลุกขึ้นมาช่วยกันทำความสะอาดพื้นและต้องนอนที่พื้นเรือนเหมือนกันทุกคน ห้ามนอนบนเตียง ซึ่งผลก็เป็ที่น่าพอใจของจางเยียนยิ่งนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น
จางเยียนไม่จำเป็ต้องมีผู้ใดมาปลุก เขาก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าด้วยความตื่นเต้นสำหรับวันแรกของการฝึกร่างกายอยู่แล้ว เมื่อออกมาเข้าแถวพร้อมกับสหายร่วมเรือน เขาก็ได้เห็นว่าภายในสำนักไผ่เขียวยังมีเรือนพักแบบเดียวกันอีกสิบหลายหลัง
เรือนแต่ละหลังมีกลุ่มศิษย์ที่เป็เด็กชาย เด็กหนุ่มและบุรุษหนุ่มอายุแตกต่างกันไปเป็กลุ่มๆ มีผู้ดูแล 1 คนต่อเรือนสองหลัง และนอกนั้นก็จะเป็ท่านอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำในแต่ละรูปแบบการต่อสู้
แต่สำหรับเด็กใหม่ยังไม่ครบเดือนในกลุ่มของจางเยียน พวกเขาต้องเริ่มจากการฝึกร่างกายให้แข็งแรง ปรับลมหายใจ และเรียนรู้กฎระเบียบขั้นต้นก่อน การฝึกซ้อมส่วนใหญ่จึงเป็การฝึกกำลังแขน ขา และกล้ามเนื้อ ยังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การต่อสู้หรือใช้อาวุธ
“เช้าวันนี้พวกเ้ายังคงต้องทำตามเดิม คือขึ้นเขาไปหยิบธงที่มีชื่อของตนเองลงมาและต้องกลับลงมาหุงหาอาหารของตนเองให้ทัน แต่วันนี้ข้าจะเพิ่มของให้พวกเ้าคนละ 2 ชิ้น”
อาจารย์ผู้ฝึกสอนชี้ไปยังถังไม้ใบโต ภายในถังมีถุงผ้าบรรจุของบางสิ่งไว้ด้านใน
“นี่เป็ถุงข้าวสารที่พวกเ้าแต่ละคนจะได้รับกันไปคนละสองถุง เ้าจะเลือกผูกมันไว้กับร่างกายส่วนใดก็ได้ มันมีไว้เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเ้า แต่ห้ามทำถุงข้าวแตกเสียหายโดยเด็ดขาด หากผู้ใดไม่สามารถรักษาข้าวสารในถุงเอาไว้ได้ครบทุกเม็ด เ้าก็จะถูกตัดปริมาณอาหารที่จะได้รับในแต่ละวันไปเช่นกัน”
ศิษย์เก่า 9 คน เหลือบตามองไปที่จางเยียนใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง พวกตนฝึกซ้อมมาสิบกว่าวัน ขาที่เคยปวดจนก้าวเดินไม่ออกล้วนหายเป็ปกติดีแล้ว แต่เด็กใหม่มาวันแรกก็ถูกเพิ่มน้ำหนักทันที วันนี้พวกเขาจะได้เห็นหมูร้องไห้จริงๆ เสียกระมัง!!