เอลซี่รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะเมื่อตระหนักแน่ว่าคู่เต้นรำของท่านเคาท์นั้นมิได้เป็คู่หมายของท่านดังนั้นการเต้นรำของท่านก็เท่ากับเป็การทำงานตามหน้าที่กับภริยาของข้าราชการคนหนึ่งเท่านั้นและเธอก็เริ่มรู้สึกว่า กิลเบิร์ต วิลเบอร์ฟอร์ส ช่างเต้นรำได้ดีอย่างน่าชมแม้ว่าเธอจำเป็ที่จะต้องเต้นตามให้ทันก็ตามและอดสังเกตเห็นไม่ได้ว่า สายตาของคนอื่นๆ ที่มองมานั้นแสดงความชื่นชมในคู่ของเธออย่างเปิดเผย
แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมาก่อนก็เกิดขึ้น เอลซี่ใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่าส้นรองเท้าของเธอกำลังคลอนออกจากที่ เธอพยายามที่จะไม่ใส่ใจกับมันใช้เพียงปลายเท้าแตะไว้เบา ๆ เพื่อลดน้ำหนักตรงส้น แต่ก็ช่างโชคร้ายเสียเหลือเกินในขณะที่มิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์สใช้่จังหวะนั้นหมุนตัวและเอลซี่พริ้วร่างตามคู่เต้นกำลังจะขยับปากบอกให้เ้าของบ้านรู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็พอดีกันกับที่ส้นรองเท้าหลุดกระเด็นออกไป
ร่างของเอลซี่เสียหลักทันทีปะทะกับร่างของมิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์สเข้าเต็มที่เป็ผลให้ทั้งคู่ล้มลงบนฟลอร์เป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ทัน
เธอได้ยินเสียงร้องอุทานอย่างใดังมาจากรอบข้างและเมื่อเงยหน้าขึ้นพบว่าดวงตาที่มีแววแห่งความไม่เชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกคู่กำลังจับจ้องอยู่ที่ร่างของเธอกับมิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์สและนาทีต่อมาแขกทุกคนก็เข้ามากลุ้มรุม ช่วยพยุงร่างของเธอขึ้นเสียงมิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์สถามเบา ๆ อย่างกังวลว่า
“คุณเป็อะไรมากหรือเปล่าครับมิสคูปเปอร์?”
เอลซี่รู้สึกอับอายจนหน้าแดงกล่ำ
“ค่ะ...ดิฉัน...ส้นรองเท้าของดิฉันหลุดน่ะค่ะ...ต้องขอประทานโทษด้วยดิฉันเสียใจจริง ๆ ”
“ไม่เป็ไร...ไม่เป็ไร มิสคูปเปอร์ เื่อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ” เขาพยายามปลอบใจเธอ
“แล้วท่านล่ะคะเจ็บหรือเปล่า?”
“ไม่เลยผมไม่เป็อะไรหรอก แล้วคุณเล่า?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะนอกจากส้นรองเท้าเท่านั้นที่หลุด แล้วมันก็หายไปเลยด้วย” สายตาของเธอมองดูป้าสะใภ้ที่กำลังเดินเข้ามาหาอย่างกังวลใจ
“เกิดอะไรขึ้นล่ะเอลซี่?”
“ส้นรองเท้าของหนูหลุดค่ะ”เอลซี่ตอบเสียงเบารู้สึกไม่สบายใจเพิ่มขึ้น เมื่อดนตรีหยุดบรรเลงและคู่เต้นรำอื่น ๆ กำลังเดินออกจากฟลอร์ มีแววตาบางคู่ที่มองดูเธออย่างขบขัน
แต่แล้ว...เหตุอัศจรรย์ของยามค่ำนั้นก็บังเกิดขึ้นเมื่อเสียงนุ่ม ๆของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นทางเื้ั
“ผมคิดว่าส้นรองเท้านี่เป็ของคุณใช่ไหมครับ?”
แอลซี่หันไปทันทีใบหน้าสดสวยของเธอแดงซ่านด้วยความตื่นใจ บุรุษที่กำลังถือส้นรองเท้าของเธอไว้คือ...เคาท์ อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟ
“ขอบพระคุณท่านมากค่ะ”น้ำเสียงของเธอแ่เบาอย่างสะทกสะเทิ้น
“ผมว่าส้นรองเท้ามันจะต้องติดอยู่กับตัวรองเท้าเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ถอดรองเท้ามาให้ผมดีกว่า จะได้เอาไปให้เขาซ่อมให้”
“เอ้อ...ดิฉันคิดว่า อาจจะมีวิธีอื่นที่...”
“ใช่...ก็หมายถึงต้องเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่เท่านั้นเอง” เคาท์อเล็กซานเดอร์กล่าวเรียบๆ หันไปทางมิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์ส “คิดว่าท่านคงจะหาใครสักคนหนึ่งในบ้านที่พอจะซ่อมรองเท้านี้ได้กระมัง”
“ขอรับกระผม...ส่งรองเท้ามาให้ผมเถอะครับ มิสคูปเปอร์”
“โธ่...ดิฉันเลยทำให้ทุกคนต้องยุ่งยากไปหมดเลยนะคะ” สีหน้าและเววตาของเอลซี่บอกถึงความวิตกกังวลอย่างจริงใจทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งก็เป็ขณะเดียวกันที่เคาท์อเล็กซานเดอร์คุกเข่าลงบนพื้นช่วยถอดรองเท้าให้ด้วยใบหน้ายิ้มละไม
“จะวิธีนี้หรือวิธีไหนก็ต้องซ่อมรองเท้าคู่นี้ทั้งนั้น”ท่านเคาท์ลุกขึ้นยืนยื่นทั้งรองเท้าและส้นที่หลุดส่งให้มิสเตอร์วิลเบอร์ฟอร์สซึ่งรับไปด้วยท่วงท่านอบน้อม แขกอื่นๆ ค่อยๆทยอยออกไปยังโต๊ะบุฟเฟ่ที่จัดไว้ในห้องโถงข้างเคียงกอร์ดอน คูปเปอร์จึงถือโอกาสนั้นแนะนำตัวเองและภรรยากับเคาท์ อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟ อีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้งเสริมในตอนท้ายว่า
“เ้าของรองเท้าคู่นี้คือหลานสาวของกระผมเองขอรับกระผม”
“อ้อ...ครับ ที่บอกว่าเราได้พบกันที่โรงละครเมื่อคืนก่อนนั่นเอง”
ความรู้สึกของเอลซี่ในขณะนั้นคือขอบคุณต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็อย่างยิ่งเพราะอย่างน้อยก็เป็สื่อที่ชักนำให้ เคาท์ อเล็กซานเดอร์ มาตินอฟได้เข้ามาใกล้ชิดเธออีกครั้งหนึ่ง และด้วยสัญชาตญาณของวัยสาวทำให้เธอได้ในทันทีว่าขณะนี้ความสนใจทั้งหมดของท่านกำลังพุ่งมาที่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น เสียงลุงกอร์ดอนถามท่านเคาท์อยู่ใกล้ๆ ว่า
“ไม่ทราบว่าท่านและเคาท์เตสจะยังพักอยู่ในนิวยอร์คนี่อีกนานไหม ขอรับกระผม?”
“ก็คงอีกสัก2-3 สัปดาห์เท่านั้น ผมไปอยู่ที่ไหนๆ นานไม่ได้หรอกครับเพราะั้แ่พี่ชายเสียชีวิตลง ผมก็เลยต้องกลายเป็หัวหน้าครอบครัวแทนมันก็ต้องถือว่าเป็ภาระหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งเหมือนกัน” ท่านตอบอย่างยิ้มแย้ม
“ถ้าอย่างนั้นกระผมก็หวังว่า ถ้าวันใดท่านมีโอกาสว่างจะกรุณาแวะไปเยี่ยมเราบ้างนะ ขอรับกระผมเราอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก”
“ขอบคุณมากครับมิสเตอร์คูปเปอร์”
“แต่ดิฉันได้ทราบว่าขณะนี้ในประเทศของท่านกำลังมีเื่ยุ่งยากอยู่มากมิใช่หรือคะ? เท่าที่เราได้ทราบจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ รู้สึกว่าจะไม่ใคร่ปรกตินัก”บรรยากาศที่กำลังสดใสของเอลซี่สลัวลงทันทีด้วยวาจาของป้าสะใภ้ที่แทรกเข้ามา
แต่สีหน้าของเคาท์ อเล็กซานเดอร์มิได้เปลี่ยนแปลงเลย รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนริมฝีปากขณะที่ตอบเจน คูปเปอร์ว่า
“ก็รู้สึกว่าเขากำลังวิจารณ์เื่นี้อยู่ค่อนยุโรปเหมือนกันครับมิสซิสคูปเปอร์ และผมก็ต้องยอมรับว่า มันก็มีส่วนที่เป็ความจริงอยู่บ้าง”
“แต่ท่านก็ยังไม่ต้องรีบกลับอีกหรือคะ?”เจน คูปเปอร์ถามเสียงชาเย็น
“เจน...”เสียงของกอร์ดอนกึ่งปรามภรรรยา “ความไม่สงบภายในประเทศนั้นบางทีมันก็ไม่มากมายอย่างที่ข่าวร่ำลือกันดอกนะ”
“ใช่ค่ะหนูเห็นด้วย” เอลซี่เผลอพูดออกมาดัง ๆ
“แต่ฉันกลับไม่เห็นอย่างนั้นขอโทษนะคะท่านเคาท์เพราะว่ามีคนตั้งมากมายที่เดินทางมาอเมริกาเพราะผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง”
“ครับ...”เคาท์ อเล็กซานเดอร์มีสีหน้าครุ่นคิด “แต่เวลานี้สถานการณ์ในรัสเซียยังไม่มีอะไรที่ร้ายแรงขนาดนั้น”ท่านตอบอย่างใจเย็น “บางทีการปฏิวัติก็ช่วยให้บ้านเมืองมีชีวิตจิตใจขึ้นเหมือนกันนะครับ”เสียงของท่านคล้ายจะหัวเราะในตอนท้าย “อ้อ...มิสเตอร์ วิลเบอร์ฟอร์สกลับมาแล้ว”
ทุกคนหันไปทางสุภาพบุรุษเ้าของบ้านที่เดินถือรองเท้าของเอลซี่มาส่งให้
“เอาละครับคราวนี้เราตอกตะปูเสียหลายตัว รับรองได้ว่าไม่มีการหลุดอีกแน่ ๆ
“ส่งมาให้ผมเถอะ...ขออนุญาตครับ มิสคูปเปอร์” ท่านยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นขณะที่คุกเข่าลงช่วยสวมรองเท้าให้ “เป็อย่างไรบ้างครับ?”
“ค่ะ...ขอบพระคุณท่านมากค่ะ”
เคาท์มาตินอฟผงกศีรษะรับด้วยใบหน้ายิ้มพราย
“ดนตรีเริ่มแล้วให้เกียรติผมสักเพลงได้ไหม?”
เอลซี่รู้สึกประหนึ่งแสงสว่างได้สาดส่องเข้าไปทั่วห้องหัวใจ
“เห็นจะต้องขออนุญาตคุณลุงคุณป้าเสียก่อนละกระมัง?”ท่านหันไปทางเจน คูปเปอร์
“เชิญเถอะค่ะ”เจนตอบเรียบ ๆ “ไปเถอะเอลซี่เดี๋ยวเพลงก็จะจบเสียอีกแต่ถ้ารู้สึกว่ารองเท้าจะหลุดอีกข้างหนึ่งละก้อ รีบออกจากฟลอร์เสียก่อนก็แล้วกัน”
“ค่ะ ป้า”เอลซี่เกาะแขนของท่านเดินออกไปยังฟลอร์อย่างร่าเริง และแล้วก็พริ้วร่างเข้าสู่อ้อมแขนของท่านก้าวออกไปตามจังหวะเพลง
“ผมไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับวงสังคมในนิวยอร์คนี่เท่าไรหรอกนะครับ”เคาท์ อเล็กซานเดอร์ พูดยิ้ม ๆ
“แต่ท่านก็เต้นรำได้ดีมากทีเดียวนะคะ”
“ขอบใจที่จริงผมเป็คนชอบเต้นรำนะเราไม่ได้มีชีวิตยุ่งยากมากมายอย่างที่คุณป้าของคุณคิดหรอก”
“ท่านต้องอภัยให้ป้านะคะท่านผ่านประสบการณ์ในยุโรปมามากก็เลยไม่ใคร่จะสบายใจนัก”
เคาท์ อเล็กซานเดอร์ก้มลงยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น
“ผมคิดว่าเราน่าจะขอบใจอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคุณครั้งนี้เป็อย่างมากไม่อย่างนั้นผมก็คงพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักกับคุณอย่างน่าเสียดายทีเดียว”
“ค่ะ...ดิฉันก็คิดอย่างท่านเหมือนกัน” เอลซี่ตอบอย่งเปิดเผย “ดิฉันอยากจะเรียกมันว่าอุบัติเหตุแห่งความโชคดีที่ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสได้รู้จักกับท่านค่ะ”
“นั่นสิต้องถือว่าเป็โชคดีอย่างมหัศจรรย์ที่สุดทีเดียวแต่ก็ใช้กันมากเฉพาะคนที่ต้องอยู่ในสังคมเท่านั้นประชาชนทั่ว ๆไปส่วนใหญ่ยังใช้ภาษารัสเซียอยู่”
“ดิฉันคิดว่ารัสเซียเป็คำที่ทำให้พวกเราตื่นใจมากทีเดียวนะคะ”
“อย่างนั้นรึรู้ไหม มิสคูปเปอร์ ว่ารัสเซียน่ะเป็ประเทศที่น่าเห็นใจอย่างที่สุดเป็ศูนย์รวมของความงามที่มีค่าที่สุดในโลก เป็ประเทศที่มีนโยบายในการ ‘ให้’ อยู่ตลอดเวลาถึงกระนั้นก็ยังมักจะถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็ธรรมอยู่เสมอผมอาจจะทำให้คุณป้าของคุณไม่ใคร่พอใจนักเพราะไม่เห็นด้วยกับความคิดของท่านแม้จะรู้ว่าท่านพูดถูกก็ตาม”
“แต่ถ้าท่านทราบว่ามันจะต้องมีเื่ยุ่งยากอย่างนั้นแล้วยังไม่คิดที่จะหาทางป้องกันไว้บ้างดอกหรือคะ?”
“ก็มีคนเคยลองทำอยู่เหมือนกันแต่แล้วก็ทำไม่สำเร็จ สำหรับตัวผมเองในฐานะที่มีสายเืของราชวงศ์แต่ก็มิได้หมายความว่าผมจะละเลยต่อหน้าที่ในฐานะแห่งความเป็พลเมืองของรัสเซียดอกนะผมรู้อยู่ตลอดเวลาว่ามีคำกล่าวขวัญถึงซาร์และราชินีของพระองค์ไปในทางที่ไม่ดีนัก”
“ค่ะ...เป็เพราะนักบวชที่ชื่อรัสปูติน ที่กล่าวกันว่ามีอำนาจเหนือพระองค์ท่านอย่างมากมายนั่นหรือเปล่าคะดูเหมือนดิฉันจะเคยอ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์มาบ้าง”
เงาเศร้าฉายฉาบขึ้นบนใบหน้าของเคาท์อเล็กซานเดอร์ ประหนึ่งจะไม่ใคร่พอใจนักที่จะกล่าวถึงนามนั้น