บทที่38
พลังวิญญาณ
กำไลหยกหลากสีที่สวมอยู่บนข้อมือข้างซ้ายสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายงดงามเซี่ยอันอวี่ก้มมองมันด้วยสายตาหลากหลายอารมณ์ปะปนกัน ทั้งความประหลาดใจ สงสัยและชื่นชม
'ของสิ่งนี้...สืบทอดมาจากคุณยาย'
ในโลกเดิมนางไม่เคยล่วงรู้เลยว่ากำไลชิ้นนี้มีความลับซ่อนอยู่เพียงใดสำหรับเซี่ยอันอวี่ในตอนนั้น กำไลหยกก็เป็นเพียงแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่งดงามสะดุดตาและเต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนอบอุ่นจากคุณแม่และคุณยายเท่านั้น
เพราะมองว่ามันเป็นเหมือนเครื่องรางนางจึงสวมใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลาโดยไม่เคยคิดจะถอด...จนกระทั่งกาลเวลาและโชคชะตาพัดพานางมาสู่โลกใบใหม่นี้
เมื่อได้เห็นถึงพลังและความลี้ลับของมันในตอนนี้เซี่ยอันอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ใจของนางเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไร้คำตอบ
'เหตุใดของวิเศษเช่นนี้ถึงมาอยู่กับครอบครัวของข้า...'
'มันคืออะไรกันแน่... และมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่?'
แต่ไม่นาน เซี่ยอันอวี่ก็ส่ายหน้าเบาๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไป นางรู้ดีว่าต่อให้สงสัยเพียงใดเวลานี้ก็คงไม่สามารถไขปริศนาได้อยู่ดี
“ช่างมันเถอะ...”นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
'วันข้างหน้าหากข้ายังมีชีวิตอยู่... คงได้รู้ความจริงเอง'
เมื่อปล่อยวางความคิดที่ไร้คำตอบได้แล้วดวงตาของเซี่ยอันอวี่ก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้งนางหันกลับมาให้ความสนใจกับสิ่งสำคัญตรงหน้า "พลังของผู้ฝึกฝน"
นางหันขวับไปมองมู่ซานที่ลอยวนอยู่ด้านหน้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
“ถ้าเช่นนั้น... ตอนนี้ข้าก็สามารถปล่อยพลังพิเศษได้แล้วใช่หรือไม่!?”
“แบบที่เปรี้ยงเดียวก็ทำให้สัตว์อสูรตายเรียบอะไรแบบนั้นน่ะ!”
น้ำเสียงของเซี่ยอันอวี่เต็มไปด้วยความคาดหวังราวกับว่าเพียงแค่ก้าวเข้าสู่หนทางผู้ฝึกพลังนางก็จะกลายเป็นยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานได้ในพริบตา
มู่ซานที่ได้ยินคำพูดนั้นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
ดวงตากลมเล็กของเจ้ามนุษย์จิ๋วค่อย ๆหรี่ลง ก่อนที่มุมปากของมันจะกระตุกขึ้นอย่างอดกลั้นสายตาที่มองมายังเซี่ยอันอวี่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกแบบหนึ่งที่อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า…
'นายหญิง...ท่านบ้าหรือเปล่า?'
มันถอนหายใจยาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าผากเล็ก ๆ ของตนเองอย่างเหนื่อยใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความขำปนเวทนา
เซี่ยอันอวี่เห็นสายตาของมู่ซานที่มองมาอย่างเวทนานางจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยน้ำเสียงกึ่งขุ่นเคือง
“หรือว่า...ไม่ได้เป็นเช่นนั้น?”
มู่ซานส่ายหน้าเบา ๆ พลางยิ้มแห้งก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ขอรับนายหญิง...”
“ในตอนนี้ท่านเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกพลังเท่านั้น ยังอยู่เพียงระดับหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแท้”
มันหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กๆ
“ลองใช้พลังวิญญาณดูสิขอรับจะได้เข้าใจมากขึ้น”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววสงสัยทันที นางหันไปมองเจ้ามนุษย์จิ๋วตรงหน้าแล้วถามกลับอย่างไม่เข้าใจ
“แล้ว...ไอ้การใช้พลังวิญญาณนี่มันทำอย่างไรกัน?”
มู่ซานยกฝ่ามือเล็ก ๆ ของมันขึ้นช้าๆ ใบหน้าฉายแววภูมิใจเหมือนอาจารย์กำลังสาธิตให้ศิษย์ดู
ในขณะที่มันเริ่มรวบรวมพลังวิญญาณแสงสีเขียวมรกตค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเหนือฝ่ามือเล็ก ๆ นั่นอย่างสง่างามพลันมู่ซานก็เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ไม่ยากเลยขอรับ...”
“นายหญิงเพียงแค่ใช้ความคิดของตนเอง ส่งจิตไปยังกำไลหยกที่ข้อมือซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมต่อพลังวิญญาณ”
“จากนั้นก็จินตนาการเหมือนกับว่าท่านกำลังสั่งให้พลังมารวมตัวกันที่ฝ่ามือ”
มันหันมายิ้มตาหยีพลางพูดเสริมด้วยน้ำเสียงขบขัน
“มันไม่ได้ต่างอะไรจากการสั่งให้มือขยับหรือยกแขนของท่านนั่นแหละขอรับ”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับเข้าใจแม้จะยังรู้สึกงง ๆ อยู่บ้าง แต่นางก็ลองทำตามคำแนะนำทันที
นางยกฝ่ามือขวาขึ้นช้า ๆสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วหลับตาเพ่งสมาธิ ส่งความคิดเชื่อมต่อไปยังกำไลหยกที่ข้อมือ
ไม่นานนัก...นางก็เริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ตอบสนอง
เมื่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาเซี่ยอันอวี่ก็ต้องตื่นตะลึง เมื่อเห็นว่าบริเวณเหนือฝ่ามือของตนนั้นเริ่มมีแสงเรืองรองสีขาวนวลจาง ๆ ก่อตัวขึ้น
ดวงตาของนางเบิกกว้างอย่างตื่นเต้นใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดีเหมือนเด็กน้อยที่ค้นพบของเล่นชิ้นใหม่
“ดูสิ ๆ! มาแล้ว!”นางร้องออกมาด้วยความดีใจ พลางโบกมือไปมาอวดมู่ซาน
แต่ทว่า…
ยังไม่ทันที่นางจะได้ชื่นชมผลงานของตนเองได้นานพลังวิญญาณสีขาวนั้นกลับสั่นไหว ก่อนจะแตกสลายหายไปในอากาศเหมือนละอองแสงที่ไร้ซึ่งการควบคุม
“เอ๋? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...” เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยขณะจ้องมองฝ่ามือที่เพิ่งปล่อยพลังวิญญาณออกมาได้ไม่นานก่อนที่มันจะสลายหายไป
มู่ซานที่ลอยอยู่ใกล้ ๆยกสองมือไขว้หลัง แสดงท่าทีสงบนิ่งราวกับอาจารย์ผู้รอบรู้ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“สำหรับพลังวิญญาณการก่อรูปและควบคุมมัน จำเป็นต้องอาศัยสมาธิอย่างสูง...”
“หากนายหญิงเสียสมาธิแม้เพียงชั่วขณะ อีกทั้งยังไม่มีประสบการณ์ในการฝึกฝนเพียงพอพลังวิญญาณก็จะไม่อาจคงรูปได้”
“เมื่อขาดการควบคุมพลังเหล่านั้นก็จะแตกสลายหายไปตามธรรมชาติของมันขอรับ”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้าเบา ๆอย่างเข้าใจในทันที นางเคยอ่านนิยายแฟนตาซีมาหลายเรื่องพอจะคุ้นเคยกับแนวคิดของการควบคุมพลังที่ต้องใช้สมาธิและจิตใจที่มั่นคงนางจึงไม่ติดใจอะไรกับคำอธิบายนี้มากนัก
“อ๋อ... แบบนี้เองสินะ”นางตอบรับพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง
คราวนี้เซี่ยอันอวี่หลับตาลงเล็กน้อยตั้งสมาธิให้มั่น ยกฝ่ามือขึ้นและโคจรพลังวิญญาณอย่างช้า ๆ
ไม่นาน แสงสีขาวนวลก็ค่อย ๆก่อตัวขึ้นเหนือฝ่ามือของนางอีกครั้ง คราวนี้มันนิ่งและคงรูปมากกว่าเดิมแสดงให้เห็นถึงการควบคุมที่ดีขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นนางหันไปถามมู่ซานด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง
“แล้ว...พลังนี่สามารถทำอะไรได้บ้าง?”
มู่ซานลอยวนรอบฝ่ามือของเซี่ยอันอวี่มองแสงสีขาวนั้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆแล้วกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“พลังวิญญาณของนายหญิงในตอนนี้เป็นเพียงแค่ระดับหนึ่ง...”
“สีขาวนี้บ่งบอกถึงพลังวิญญาณขั้นต้นที่สุด...”
“พูดตามตรงพลังวิญญาณระดับหนึ่งนั้น แทบจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยขอรับ”
มันเว้นจังหวะก่อนจะพูดเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“...เพราะว่ามันอ่อนแอเกินไป”
คำพูดนั้นดั่งสายฟ้าฟาดกลางใจเซี่ยอันอวี่ถึงกับอุทานออกมาเสียงหลง
“หะ!!”
ความตกตะลึงและผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าของนางสมาธิที่เพียรตั้งมั่นไว้ก็สั่นคลอนในพริบตา
แสงสีขาวที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือของนางพลันสั่นไหวก่อนจะสลายหายไปในอากาศอีกครั้ง ราวกับเย้ยหยันความพยายามของนาง
เซี่ยอันอวี่เบิกตากว้างมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าอย่างไม่อยากเชื่อสายตาก่อนจะหันขวับไปหามู่ซานด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
“ทำอะไรไม่ได้เลยหรือ!!”นางถามเสียงหลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวังปนความไม่พอใจ