ภายในวังหลวงนางได้พบกับเยี่ยนฉู่ แต่เพียงแต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา ทั้งสองจึงทำเป็นไม่รู้จักกัน
แม้ผู้อื่นจะไม่ทราบเรื่องราวระหว่างพวกเขาแต่ไม่ได้หมายความว่า ฮ่องเต้เสวียนหวู่จะไม่รู้
ฮ่องเต้ทรงรู้จักลูกชายของตนดีเยี่ยนฉู่เป็นเด็กหนุ่มที่สงสัยใคร่รู้กับทุกเรื่อง ถ้าเป็นปกติ อย่างไรก็คงต้องเข้าไปพูดคุยกับผู้จัดการประมูลอย่างตู้หมิงเจวียนและคนอื่นๆแล้ว แต่ตลอดงานประมูลนี้เขาสนทนากับทุกคน ยกเว้นผู้ฝึกสอนในงานประมูล
“ทูลฝ่าบาท สตรีนางนั้นมีนามว่า ลั่วชีเหนียง พ่ะย่ะค่ะได้ยินว่ารู้จักกับหยางฮูหยินตั้งแต่สมัยที่อยู่อำเภอเฉา เรื่องของสถานความงามเหมือนจะเกี่ยวข้องกับนางด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
อาตงล่วงรู้พระทัยของฝ่าบาทจึงได้ส่งคนไปสืบเรื่องมา หลังจากรายงานจบฮ่องเต้ก็หาได้มีปฏิกิริยาใด ทำให้อาตงรู้สิ่งที่รายงานไปนั้นยังไม่ตรงกับส่วนที่พระองค์ต้องการจะรู้
“ได้ยินว่าลูกชายคนโตของนางคือผู้เล่าเรียน การสอบในครั้งนี้ได้อันดับหนึ่งของเมืองชิงหยางพ่ะย่ะค่ะกล่าวกันว่าตอนที่อยู่อำเภอเฉาก็สอบได้อันดับหนึ่งเช่นกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้นฮ่องเต้ก็ทรงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“อ้อ เป็นผู้เล่าเรียนเช่นนั้นหรือ คงเรียนได้ไม่เลวสินะ?”
ฮ่องเต้เสวียนหวู่นั้นชื่นชมผู้มีความสามารถ สำหรับผู้ที่มีความสามารถย่อมยินดีทำความเข้าใจสักหน่อย
“เรียนได้ดีหรือไม่ กระหม่อมมิกล้าพูด เพียงแต่ดูจากลั่วชีเหนียงแล้วนับตั้งแต่เข้าวังจนถึงตอนขึ้นเวทีแต่งหน้าให้หญิงสาวเหล่านั้น ท่วงท่ากิริยาเป็นไปอย่างธรรมชาติกระทั่งเทียบกับหยางฮูหยินแล้ว ยังดูสุขุมกว่า เพียงแค่จุดนี้กระหม่อมก็รู้สึกว่าจิตใจนางช่างเข้มแข็งพ่ะย่ะค่ะ”
แน่นอนว่าฮ่องเต้ไม่มีทางสนใจเรื่องเหล่านี้แต่เมื่อฟังอาตงเอ่ยจึงลองนึกย้อนกลับไป
ภายใต้สายตาของฝูงชนกระทั่งตู้หมิงเจวียนเองก็ยังดูมีความประหม่า แต่สตรีนามลั่วชีเหนียงกลับไม่แสดงความผิดพลาดออกมาเลยแม้แต่น้อยกิริยาท่าทางสง่างาม หากจำไม่ผิดแล้วล่ะก็ เหมือนว่าตู้หมิงเจวียนมักจะคอยเงยหน้ามองนางอยู่บ่อยครั้งหรือว่าเบื้องหลังผู้ที่คิดจัดงานประมูลครั้งนี้จะไม่ใช่ตู้หมิงเจวียน
พระองค์เพียงแค่คิดแต่ไม่ได้สนใจจะตรวจสอบ เพราะไม่ว่าความคิดนี้จะเป็นของผู้ใด แต่ในท้ายที่สุดผลประโยชน์ก็กลับมาสู่ราชสำนัก
“แล้วฝั่งรัชทายาทสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินเสียงสุรเสียงอันน่าเกรงขามของ อาตงจึงรู้ว่าแท้จริงแล้วพระองค์ทรงอยากทราบสถานการณ์ของรัชทายาทไม่นานนักก็มีขันทีน้อยคนหนึ่งเข้ามารายงาน
พอได้ถามถึงรู้ว่าในนี้มีเรื่องของเฝิงเจิ้งชูมาเกี่ยวข้องด้วย
“ศิษย์พี่?” ฮ่องเต้เสวียนหวู่ประหลาดใจเล็กน้อย “เฝิงเจิ้งชูรับลูกศิษย์ตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดเราจึงไม่รู้?”
“ทูลฝ่าบาท เมื่อหลายปีก่อน ผู้เฒ่าเฝิงเคยประกาศว่าจะไม่รับศิษย์อีกรัชทายาทของเราก็คือลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขา เดาว่าอาจจะรับไว้ก่อนหน้านั้นไม่นานพ่ะย่ะค่ะ?”
สำหรับคำอธิบายจากอาตง ฮ่องเต้เสวียนหวู่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใด
“เชิญรัชทายาทมา”
รอจนเยี่ยนฉู่มาถึงห้องทรงพระอักษรเขาก็ไปยืนอย่างเรียบร้อยอยู่ด้านข้าง
“ลูกถวายพระพรเสด็จพ่อ”
“ลุกขึ้นเถิด”
ฮ่องเต้ทรงอ่านฎีกาในมือและไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงเรียกเขามาเยี่ยนฉู่มองอาตงและเห็นอาตงทำท่าทางบอกใบ้บางอย่างให้ตน
“หืม อะไร? ข้าไม่เข้าใจ?”
เยี่ยนฉู่ถามเสียงค่อยนี่กำลังจะบอกสิ่งใด?
คงเพราะทั้งสองคนเสียงดังเกินไป ฮ่องเต้จึงวางฎีกาลงทันใด “หรือไม่พวกเจ้าก็เสียงดังกันอีกสักหน่อยเป็นอย่างไร! ต่อหน้าเรายังกล้ากระซิบกระซาบคุยกันอีก?”
เยี่ยนฉู่รีบคุกเข่า “เสด็จพ่ออย่าทรงกริ้ว ลูกโง่เขลาจึงไม่รู้ว่าเหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกตัว จึงได้ขอคำชี้แนะจากหัวหน้าขันทีตงเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทคุกเข่ายอมรับผิดอาตงเองก็ไม่กล้ายืนเฉย “เป็นกระหม่อมเอง ที่ทำเกินหน้าที่ พยายามส่งข้อความให้องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองพวกเขาแย่งกันสำนึกผิดแล้วพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา “รัชทายาท เราขอถามเจ้าเจ้ามีศิษย์พี่เพิ่มมาหนึ่งคนตั้งแต่เมื่อใด?”
เยี่ยนฉู่คือเป็นเด็กหนุ่มที่มีจิตใจดีแต่ในฐานะว่าที่จักรพรรดิตรงจุดนี้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นในบางครั้งฮ่องเต้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้มงวดกับเขา
เมื่อได้ยินคำถามจากเสด็จพ่อ เยี่ยนฉู่ถึงรู้ว่าพระองค์คงทรงทราบเรื่องที่ตนรู้จักกับลั่วจิ่งเฉินแล้วแน่นอน
“ทูลเสด็จพ่อ ศิษย์พี่ผู้นี้คือคนที่ลูกได้เจอตอนที่ไปตามหาท่านอาจารย์ที่เมืองชิงหยางศิษย์พี่ลั่วไม่เพียงแต่มีความสามารถ อีกทั้งยังปราดเปรื่อง แม้จะใช้เวลากับเขาเพียงสั้นๆแต่กลับทำให้ลูกได้ความรู้อย่างไม่หมดสิ้น”
เยี่ยนฉู่รู้ว่าในเมื่อเสด็จพ่อรู้ตัวตนของลั่วจิ่งเฉินดังนั้นเรื่องราวน้อยใหญ่ ช้าเร็วก็ต้องถูกรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ตนเป็นคนเปิดเผยไปตามตรงดีกว่า
“อันที่จริงครั้งที่แล้ว ลูกไปหาท่านอาจารย์ ก็ด้วยเรื่องของเยี่ยนไท่ฟู่พ่ะย่ะค่ะจึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์ได้รับลูกศิษย์มาอีกหนึ่งคน ทว่าท่านอาจารย์กลับไม่ได้เล่าเรื่องของศิษย์พี่ลั่วให้ฟังลูกเดาว่าคงเพราะศิษย์พี่ลั่วเคยได้รับบาดเจ็บที่ขามาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ในฐานะบัณฑิตการที่ขามีปัญหา ย่อมหมดสิ้นวาสนาในเส้นทางขุนนาง คงเพราะเช่นนี้ท่านอาจารย์จึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ทว่าโชคดีที่ศิษย์พี่ลั่วหายดีแล้วมิเช่นนั้นต้าชางคงต้องสูญเสียยอดคนที่มีประโยชน์ไปอีกหนึ่ง
ขณะที่เยี่ยนฉู่กล่าวถึงลั่วจิ่งเฉินแววตานั้นก็เปี่ยมไปด้วยความนับถือและเคารพ ทำให้ฮ่องเต้เสวียนหวู่เกิดความสงสัยใคร่รู้ในตัวคนผู้นี้เป็นอย่างมาก
“ในเมื่อตอนนี้หายดีแล้ว อาการที่ขาจะไม่กลับมาเป็นอีกใช่หรือไม่?”
“น่าจะไม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนฉู่ตอบกลับอย่างไม่แน่ใจนักทำให้คำตอบของเขาฟังดูแล้วไม่มีความมั่นใจเช่นกัน
“นี่ก็ไม่แน่ใจ นั่นก็ไม่แน่ใจเจ้ารู้หรือไม่ว่าตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ของเจ้าเพียงหนึ่งคำของเจ้านั้นสำคัญต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงใด?” ฮ่องเต้เสวียนหวู่ทรงตำหนิอย่างรุนแรง “ตามที่เจ้าบอกลั่วจิ่งเฉินผู้นั้นหลักแหลมเพียงนี้ คิดว่าคงรู้สถานะของเจ้านานแล้วถูกไหม?”
เยี่ยนฉู่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเขามักจะเกรงกลัวเสด็จพ่ออยู่เสมอ แม้ว่าไท่ฟู่หลายคนจะเคยบอกว่าเสด็จพ่อทรงเมตตากับเขามากแล้วแต่เขารู้ว่าตนเองยังทำได้ไม่ดีพอ
อันที่จริงจะโทษที่พระองค์ใจร้อนก็ไม่ได้เพราะถึงอย่างไรพระองค์ก็อายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่รัชทายาทกลับยังไม่ถึงวัยสวมมงกุฎหากวันหนึ่งเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น เกรงว่าด้วยความสามารถของรัชทายาท คงไม่อาจขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่นดังนั้น สำหรับรัชทายาท พระองค์จึงต้องเข้มงวดให้มากขึ้น
“แล้วเจ้ารู้จักกับลั่วชีเหนียงด้วยหรือไม่?”
เยี่ยนฉู่พยักหน้า “รู้จักพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ไม่ได้พูดคุยกันเท่าใดนัก ครั้งก่อนที่ลูกไปหาศิษย์พะ…ลั่วจิ่งเฉิน ลั่วฮูหยิน...ลั่วชีเหนียงเองก็ดูจะไม่ค่อยอยากต้นรับลูกเท่าใดนักพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าลูกชายของตนมีวันที่ถูกรังเกียจเขาก็ไล่ถาม “เจ้าเป็นถึงรัชทายาท นางยังกล้ารังเกียจเจ้าหรือ?”
“ลูกคิดว่าที่นางรังเกียจคือสถานะของลูกมากกว่าพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนฉู่ตอบอย่างตรงไปตรงมา สถานะเช่นนี้ บางครั้งเขายังไม่ต้องการยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้อื่น “แม้ว่าลั่วชีเหนียงจะไม่ได้พูดออกมาแต่ลูกก็รู้ว่านางคงกลัวว่าลูกจะนำภัยไปให้ลั่วจิ่งเฉินพ่ะย่ะค่ะ
มิเช่นนั้นกิจการใหญ่โตอย่างสถานความงาม เหตุใด นางจึงไม่ยอมรับว่านั่นคือกิจการของตนเองตรงกันข้ามกลับมอบผลกำไรทั้งหมดให้แก่สกุลตู้ ส่วนตัวนางเหลือไว้เพียงส่วนของที่อยู่อำเภอเฉาเท่านั้นนั่นก็เพราะว่านางคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ในสักวันสมบัติมากมายอยู่ในมือของนางที่ไร้อำนาจบารมี ท้ายที่สุดก็ไม่มีทางรักษาไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
เฝิงเจิ้งชูที่คลุกคลีกับคนบ้านสกุลลั่วมานานจึงรู้เรื่องราวของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ลั่วจิ่งซีกับลั่วจิ่งไหลก็มักจะกล่าวถึงมารดาอยู่ร่ำไป บางครั้งเฝิงเจิ้งชูไม่จำเป็นต้องหลอกล่อให้พูดพวกเขาก็มักจะเล่าออกมาเอง
-----