“ใคร!”
ที่ห้องโถงที่อยู่ด้านนอกของห้องเซียนนี้นั้น มีผู้อาวุโสคนหนึ่งของกลุ่มสี่สมุทรนั่งคอยอยู่เขาลุกขึ้นเดินไปที่ประตูนั้น
“เรียนผู้อาวุโสวู๋ข้าน้อยคือทหารยามของหอสร้างฟ้านามว่าลู่เจิ้นที่หอสร้างฟ้าตอนนี้เกิดเรื่องแล้วขอรับ!!”
อะไรนะ?
ผู้อาวุโสท่านนั้นแสดงสีหน้าสงสัยออกมาจากนั้นเขาก็เปิดประตูออกไปคุยกับทหารคนนั้นครู่หนึ่งจากนั้นก็รีบเดินกลับเข้ามาทันที
ภายในห้องเซียนนั้นเผิงซื่อไห่กำลังพูดคุยกับจี้ชุนฉางอย่างออกรสอยู่ก็มองเห็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่เป็นลูกน้องที่เขาเชื่อถือมากที่สุดของตัวเองคนหนึ่งวู๋หย่ง กำลังเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
วู๋หย่งผู้นี้คือหนึ่งในยอดฝีมือที่เก่งกาจสุดขีดของกลุ่มสี่สมุทร มีพลังต่อสู้ระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดอีกทั้งยังเป็นคนที่มีความคิดอ่านที่หลักแหลมลึกล้ำเสียจนเผิงซื่อไห่ยังรู้สึกเคารพ
“ท่านสี่ เกิดเรื่องแล้ว”
วู๋หย่งที่เดินมาถึงข้างกายของเผิงซื่อไห่แล้ว ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเบา
“หืม?” เผิงซื่อไห่ขมวดคิ้วสงสัย
ถึงกับทำให้วู๋หย่งแสดงสีหน้าแบบนี้ออกมาได้เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แน่
ขณะเดียวกันเขาก็มองเห็นจี้ชุนฉางที่นั่งตรงข้ามเขากำลังมองทางนี้ด้วยสายตาที่เหมือนจะกำลังวิเคราะห์พวกเขาอยู่แต่สีหน้าของมันยังคงดูใจเย็นอยู่
“ฮ่าฮ่า ไม่เป็นไรหรอก ตาวู๋น้องชุนฉางถือเป็นคนกันเอง มีเรื่องอะไรเจ้าก็เล่ามาเถอะ”
“เอ่อ...” วู๋หย่งนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “มีคนไปหาเรื่องที่หอสร้างฟ้าน่ะท่าน”
เอ๊ะ?
ทั้งเผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางต่างก็อึ้งไปทันที
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ยังมีคนกล้าไปก่อเรื่องที่หอสร้างฟ้าอยู่อีกหรือ?
ตลกแล้ว
เผิงซื่อไห่ยังคงค่อนข้างที่จะเชื่อมันในพลังของหอสร้างฟ้าเขาจึงดื่มชาเข้าไปก่อนหนึ่งอึก จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “ที่นั่นมีอาจารย์ฉินดูแลอยู่ไม่มีแป็นอะไรหรอก...”
แต่ว่าทันทีที่เขาพูดจบ สีหน้าของวู๋หย่งก็ซีดลงไปทันที
“ฉินเลี่ยนหยางแพ้แล้ว...แพ้แบบหมดรูปเลยด้วยได้ยินว่าถูกทำร้ายจนกระดูกหักทั้งตัวด้วย”
เพล้ง
จอกหยกขาวในมือของเผิงซื่อไห่ถูกบีบแตกทันที
เรื่องบ้าอะไรกัน?
ฉินเลี่ยนหยางนั่นเป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายนักการช่างระดับวิญญญาณขั้นกลางเลยนะก่อนหน้านี้ก็เป็นมันนั่นแหละที่ไปอาละวาดที่เลี่ยนเทียนเฮ่าทำไมวันนี้มันกลับโดนคนอื่นทำร้ายจนหมดสภาพแบบนั้นได้ล่ะนี่!!
บรรยากาศภายในห้องเซียนเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาหน่อยแล้ว
“ฮ่าฮ่า ดูท่าคนที่มาหาเรื่องจะมีฝีมือพอตัวนะ! ฮ่าฮ่า ปล่อยไก่ให้เจ้าเห็นซะแล้วนะน้องชุนฉาง! ตาวู๋เจ้ารีบไปจัดการเรื่องนี้ก็แล้วกัน แล้วก็อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่มากนักล่ะ...”
เผิงซื่อไห่ทำทีเป็นหัวเราะแต่แววตาของเขาเปล่งประกายเย็นชาออกมาอย่างเย็นยะเยือก
ถึงดูจากภายนอกแล้วเขาจะเป็นเหมือนพวกที่มุทะลุไร้สมองก็ตามแต่การที่สามารถเป็นประธานของกลุ่มพันธมิตรการค้าที่ยิ่งใหญ่สุดขีดแบบนี้ได้นั้นความคิดอ่านของเขาจะต้องลึกล้ำไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เขาเน้นหนักที่ประโยคสุดท้ายที่เขาบอกว่าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ด้วย ซึ่งวู๋หย่งย่อมต้องเข้าใจความหมายของเจ้านายอยู่แล้วมันหมายความว่าให้ไปจัดการสังหารไอ้คนที่มาก่อเรื่องทิ้งเสียนั่นเอง
วู๋หย่งพยักหน้ารับ จากนั้นจึงกล่าวลาแล้วเดินออกไป
ทันทีที่เขาเดินออกมาถึงห้องโถงแล้วเขาก็ถามทหารคนเมื่อครู่นี้ว่า “ไอ้คนที่มาหาเรื่องไปไหนแล้ว?”
“ไม่ทราบขอรับพอมันชนะแล้วมันก็ไปแกะเอาป้ายชื่อของหอสร้างฟ้าเราออก จากนั้นก็เดินจากไปทันทีพวกเราได้ส่งคนตามเขาไปแล้ว อีกไม่นานคงจะได้ข่าวกลับมา”
“ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...ไป” วู๋หย่งสบถออกมาเบาๆ คำหนึ่ง จิตสังหารในตัวเขาได้คุกรุ่นขึ้นมาแล้ว
ทั้งสองคนจากไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องเซียนนั้น สีหน้าของเผิงซื่อไห่กลับมาเป็นปกติแล้วจากนั้นก็ยกจอกชาขึ้นไปทางจี้ชุนฉางอีกครั้ง
“ฮ่า น้องชุนฉาง มามา อย่าให้เรื่องเล็กๆ แค่นั้นทำให้อาหารมื้อนี้กร่อยเลยทานต่อเถอะทานต่อ”
แต่จี้ชุนฉางกะพริบตาขึ้นมาหลายครั้ง ก่อนจะกล่าวเตือนขึ้นว่า
“ท่านสี่ ท่านว่าไอ้พวกกลุ่มใต้หล้ามันหาคนมาล้างแค้นเรารึเปล่า!!”
เผิงซื่อไห่ส่ายหน้าอย่างวางใจ
“วางใจเถอะ ความเคลื่อนไหวของไอ้พวกตาแก่ของกลุ่มใต้หล้าน่ะอยู่ในมือข้าหมดแล้วถ้าพวกมันคิดจะลงมือละก็ มีคนมารายงานข้านานแล้วละ คงเป็นพวกป่าเถื่อนที่ไหนที่คิดจะสร้างชื่อใหตัวเองกระมัง...หึหึแต่การที่มันกล้าลงมือกับกลุ่มสี่สมุทรของข้ามันย่อมต้องมีค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ฮ่าฮ่า ถ้าอย่างนั้นก็ฝากให้ผู้อาวุโสวู๋จัดการก็แล้วกันเราไม่ต้องไปกังวลอะไรอยู่แล้ว” จี่ชุนฉางพยักหน้า
เพียงแต่ว่าภายในใจเขากลับมีความรู้สึกกังวลบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาแบบเงียบๆ
วันนี้พวกเขาทั้งสองนั้นนัดกันมาดื่มชายามเช้าและทานอาหารกลางวันด้วยกันซึ่งอยู่ตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว
เมื่อครู่นี้บรรยากาศดีๆ ตอนที่กำลังดื่มชาน้ำตาเทพธิดาถูกขัดจังหวะไปเสียก่อนแต่ว่าไม่นานก็กลับมาครื้นเครงได้เหมือนเดิมจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันต่ออีกราวสองชั่วยามแต่กลับไม่เห็นวู๋หย่งกลับมารายงานแม้แต่เงา
จี้ชุนฉางเริ่มขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านสี่ ผู้อาวุโสวู๋ไปนานเกินไปหรือเปล่า”
เผิงซื่อไห่เองก็รู้สึกกังวลขึ้นมาบ้างเหมือนกันแต่ว่าเขาก็ยังคงเชื่อมั่นในพลังฝีมือของวู๋หย่งมากอยู่ดี
ในตอนนั้นเองก็ถึงเวลาอาหารกลางวันถ้วยชากับแกล้มอันหรูหราทั้งหลายได้ถูกยกออกไปหมดแล้ว
จากนั้นบนโตะก็เต็มเปี่ยมไปด้วยอาหารเลิศรสที่มีกลิ่นหอมๆ ลอยโชยไปทั่วห้องแค่ดูก็รู้สึกว่าน้ำลายจะไหลออกมาแล้ว
“ฮ่าฮ๋าฮ่า มา น้องชุนฉาง เรื่องชาข้ายกให้เจ้าแต่ถ้าเรื่องกินเจ้าน่ะเทียบข้าไม่ได้หรอก ข้างในฮะเก๋า (เกี๊ยวกุ้ง) รูปดอกบัวจานนี้มีเนื้อกุ้งที่รสชาติแตกต่างกันมากถึงสามสิบหกแบบผสมรวมกันทุกคำที่กินเข้าไปล้วนสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันนับหมื่นรูปแบบ เร็วรีบกินตอนร้อนๆ เถอะ!”
เผิงซื่อไห่เป็นพวกชอบกิน ทันทีที่เห็นอาหารต่างๆ วางอยู่เต็มโต๊ะก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเขาคีบฮะเก๋าร้อนๆ ขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วส่งให้จี้ชุนฉางทันที
“ดีๆ” จี้ชุนฉางจึงยกถ้วยน้ำจิ้มเล็กๆขึ้นไปรับฮะเก๋าชิ้นนี้ไว้
แต่ในจังหวะที่หนึ่งคนกำลังส่งอีกคนกำลังรับนั่นเองประตูห้องก็ถูกเปิดขึ้นอย่างไร้มารยาทดังตึง
เป็นทหารยามของกลุ่มสี่สมุทรอีกแล้วที่พุ่งเข้ามาอย่างรีบร้อนราวกับพ่อไก่ถูกเผาหางทันทีที่เข้ามาถึงก็ตะเบ็งเสียงออกมาทันทีว่า
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ท่านสี่ โรงงานช่างของพวกเราถูกอาละวาดพังไปหกหลังแล้วขอรับ!”
แหมะ
ฮะเก๋าที่เผิงซื่อไห่กำลังคีบอยู่ก็ตกลงไปในถ้วยของจี้ชุนฉางจนน้ำจิ้มกระเซ็นไปโดนเต็มหน้าเขาทันที
เปรี้ยวมาก...
คนทั้งสองชะงักไปพร้อมกันทันที
เผิงซื่อไห่พลันยันตัวลุกขึ้นมาในพริบตา
โรงงานช่างหกหลัง?
เป็นไปได้อย่างไร!!
เขาจ้องเขม็งไปที่ทหารยามที่กำลังคุกเข่าตรงหน้าเขาแล้วตวาดใส่ทันที“นี่พูดบ้าอะไรอยู่!!”
ทหารคนนั้นตกใจจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองแววตาอันเกรี้ยวกราดของเผิงซื่อไห่แล้วจากนั้นเขาก็รีบพูดรัวออกมาเป็นชุดเลยว่า
“ท่านสี่ ข้าน้อยเป็นหัวหน้าทหารยามของโรงงานเหยียนหั่วนามว่าจางเฉียงช่วงเที่ยงของวันนี้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมาที่โรงงานเหยียนหั่วเราแล้วพร้อมกับพูดออกมาตรงๆว่าจะหาเรื่อง ทีแรกก็ไม่มีใครจริงจังกับมันมาก แต่คาดไม่ถึงเลยว่า...ไอ้เด็กนั่นมันเก่งกาจเหนือมนุษย์ไปแล้ว!!”
ทหารคนนี้เป็นคนละคนกับคนที่มารายงานเมื่อเช้าแสดงให้เห็นว่าในช่วงระยะเวลากว่าสองชั่วยามนี้ได้มีเรื่องที่มิอาจจินตนาการได้เกิดขึ้นมากมาย
ทหารยามคนนั้นยังพูดต่ออีกว่า “นอกจากที่นักการช่างของโรงงานเหยียนหั่วทั้งหมดล้วนต้องยอมแพ้ให้กับไอ้เด็กนั่นภายในระยะเวลาสั้นๆแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น และทหารยอดฝีมือของพวกเราหลายคนก็ล้วนถูกมันซัดหมอบทั้งหมดเลยด้วยจากนั้นไอ้เด็กนั่นมันก็ยึดเอาป้ายชื่อของเราไป แล้วก็เดินจากออกไปทันที!”
“แล้ววู๋หย่งล่ะ!” เผิงซื่อไห่กัดฟันถาม
“ข้าน้อยรีบออกมาจะไปรายงานข่าวให้ท่านสี่รับทราบแต่ระหว่างทางก็ได้ยินเรื่องที่พวกคนที่กำลังมุงอยู่คุยกัน ถึงได้รู้ว่า ไอ้เด็กหนุ่มน่ากลัวนั่นตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมานี้มันได้ไปพังโรงงานของกลุ่มสี่สมุทรเราพังไปห้าหลังแล้วส่วนผู้อาวุโสวู๋เขา...เขา...”
“พูด!!”
“ขอรับ! ผู้อาวุโสวู๋เขาถูกไอ้เด็กนั่นซัดจนสลบไปตั้งแต่ตอนพังโรงงานหลังที่สามแล้วจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร!!”
ตูม!!
เผิงซื่อไห่ซัดฝ่ามือใส่กองอาหารที่อยู่บนโต๊ะจนแหลกละเอียดไปทันทีในฝ่ามือเดียวตอนนี้เขาดูคล้ายกับคิงคองที่กำลังโมโหอยู่ก็ไม่ปาน ความโกรธแค้นลุกโชนจนทะลุสวรรค์
“บ้าบอจริงๆ!!” เผิงซื่อไห่ตะโกนออกมาจนราวกับว่าลำคอของเขากำลังจะถูกเพลิงพิโรธแผดเผาจนไหม้แล้วก็ไม่ปานเขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงชิงชังว่า “พวกเจ้าเป็นแค่ฝูงควายหรืออย่างไรกัน?ปล่อยให้คนเขาพังโรงงานไปหกหลังแล้วค่อยมารายงานเอาป่านนี้!!”
“เรียนท่านสี่ ไอ้หนุ่มนั่นตั้งใจที่จะไม่ยอมให้ข่าวหลุดไปถึงโรงงานอื่นๆที่เหลืออยู่ จึงได้สร้างกำแพงประหลาดขึ้นอุดทางเข้าออกเอาไว้พวกเขาออกมาไม่ได้เลยขอรับ! ถ้าไม่ใช่เพราะเขาจงใจออมมือละก็เกรงว่าแม้แต่ข้าก็คงไม่สามารถออกมาได้เช่นกัน...”
มีเรื่องแบบนี้ด้วย!
เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางจ้องหน้ากัน พวกเขาล้วนคิดเหมือนกันว่า
จงใจไม่ปล่อยให้เรียกกำลังเสริม...
แค่เช้านี้ก็พังโรงงานของกลุ่มสี่สมุทรทิ้งทีเดียวสี่หลัง...
เห็นได้ชัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีการวางแผนมาก่อนแล้วเป้าหมายก็คือต้องการพังโรงงานที่อยู่ภายใต้ธงของกลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรทิ้งให้ได้มากที่สุด
เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่แล้ว
ทั่วทั้งชี่อู่นี้ มีใครบ้างที่กล้าโอหังขนาดนี้ถึงขั้นกล้าหาเรื่องกับกลุ่มสี่สมุทรตรงๆอีกทั้งยังลงมือได้อย่างอำมหิตถึงเพียงนี้?
แต่เผิงซื่อไห่ก็สมเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในยุทธภพมาเป็นเวลาานานถึงสีหน้าเขาจะดูโมโหร้าย แต่ความคิดของเขายังคงรวดเร็วและไหวพริบดีเหมือนเดิม
เพียงครู่เดียวเขาก็มอบป้ายมอบอำนาจแผ่นหนึ่งของเขาให้กับลูกน้องไป
“เจ้ารีบไปที่สำนักงานใหญ่แล้วให้พวกนั้นกระจายคำสั่งของข้าให้โรงงานช่างทั้งหมด ไม่สิร้านค้าทั้งหมดของกลุ่มพันธมิตรเราปิดร้านชั่วคราวทันที! จากนั้นให้รวบรวมทหารรักษาการณ์ทั้งหมดกระจายกำลังไปทั้งเมืองเพื่อค้นหาร่องรอยของคนผู้นั้นให้เจอถ้าได้ข่าวเมื่อไหร่ให้รายงานข้าทันที”
“ขอรับ!”
หัวหน้าทหารยามคนนั้นรีบวิ่งออกไปทันที
เผิงซื่อไห่และจี้ชุนฉางไม่มีใจจะกินข้าวต่อแล้ว
ทั้งสองคนรีบออกไปขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบตะบึงออกไปยังพื้นที่ส่วนใจกลางเมืองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ทันที
เพราะว่าเหลาสุราโยวหลันนั้นตั้งอยู่ตรงจุดที่เงียบสงบที่สุดซึ่งอยู่บริเวณเหนือสุดของเมืองอีกทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยังมีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมากต่อให้เดินทางด้วยความเร็วสูงสุดยังต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยาม
ทั้งสองคนบนรถม้าตอนนี้ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดพวกเขาต่างก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ
แต่อยู่ๆ จี้ชุนฉางก็เอ่ยถามขึ้นมาแบบไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า
“ท่านสี่! ท่านคิดว่าไอ้เด็กหนุ่มนั่นน่าจะเป็นใครได้บ้าง?”
“หืม?”
เผิงซื่อไห่หันมามองหน้าอีกฝ่าย
ดูท่าจี้ชุนฉางเองก็นึกถึงจุดที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ขึ้นได้เหมือนกัน
ไอ้เด็กหนุ่มคนนั้น คนที่มาหาเรื่องนั่น!!
แค่คิดก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อมากแล้ว
เด็กหนุ่มอายุน้อยแค่คนเดียว ก็มีความสามารถด้านการช่างที่สูงส่งจนสามารถกำราบนักการช่างฝีมือฉกาจระดับสูงสุดได้ในเสี้ยวพริบตาอีกทั้งยังมีพลังฝีมืออันน่าหวาดกลัวที่แข็งแกร่งพอจะสามารถโค่นล้มยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดลงได้ด้วย
คนแบบนี้... ทั่วทั้งชี่อู่เกรงว่าคงจะมีแค่คนๆ นั้นคนเดียวเท่านั้น
แต่คงไม่ใช่หรอกกระมัง?
คนผู้นั้นอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ไม่ใช่หรือ...อยู่ๆ จะโผล่มาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี่ได้อย่างไรแถมยังสร้างความแค้นกับกลุ่มสี่สมุทรอีก
เผิงซื่อไห่ยิ่งคิดยิ่งลน
เขาพยายามเลี่ยงที่จะโยงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นเข้ากับคนๆ นั้นจึงขมวดคิ้วขึ้นแล้วพูดกับจี้ชุนฉางว่า
“หรือว่าน้องชุนฉางรู้อะไรมาหรือ?”
“ฮ่าฮ่า” จี้ชุนฉางพลันหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย“ท่านสี่นึกถึงคนผู้นั้นได้แล้วแท้ๆ ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้อีกเกรงว่าท่านคงไม่กล้าพูดละสิ”
“เจ้าหมายความว่าอะไร?” เผิงซื่อไห่เริ่มจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มของจี้ชุนฉางตรงหน้านี้ได้แล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก...ก็แค่ข้าเกรงว่าข้าคงต้องขอลงจากรถตรงข้างหน้านี้แล้วถ้ากลุ่มพันธมิตรการค้าสี่สมุทรมีเรื่องกับท่านผู้นั้นขึ้นมาจริงๆ รถคันนี้ข้าคงนั่งไปด้วยไม่ได้แล้ว”