เหลืออีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือนซ่งจื่อฉีและหลัวจ้งซีก็ได้เริ่มจัดตารางงานทั้งของหน้างานและหลังบ้านแล้วหลังอาหารกลางวันทั้งคู่นั่งอยู่ในออฟฟิศกำลังใช้ Excel จู่ๆ ออฟฟิศก็เต็มไปด้วยผู้คนโดยแต่ละหน่วยงานต้องจัดตารางกะเข้างานอย่างรวดเร็วและอัปโหลดไปยังคลาวด์ด้วยวิธีนี้แต่ละหน่วยจึงสามารถประสานงานทรัพยากรบุคคลได้และรู้กำหนดการของกันและกัน
การจัดตารางกะเวลาเข้างานเป็งานที่ต้องใช้ความคิดเป็อย่างมากในคอมพิวเตอร์ของหลัวจ้งซีมีกิจกรรมจัดเลี้ยงต่างๆ สำหรับเดือนหน้าซึ่งเป็ส่วนที่ส่งผลต่อตารางงานมากที่สุด แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างเดือนนี้กับเดือนที่แล้วก็คือไม่ว่ากิจกรรมจะแน่นแค่ไหนเขาก็พยายามที่จะไม่ยืมกำลังคนของโฮบาร์เพื่อป้องกันไม่ให้จินอิ๋นมาปรากฏตัวอีกครั้งด้วยเหตุผลบางประการ
ซ่งจื่อฉีและหลัวจ้งซีต่างก็มีโน้ตอยู่ในมือมากมายพวกเขามีวันหยุดแปดวันต่อเดือน ยกเว้นวันจันทร์ซึ่งเป็วันหยุดประจำส่วนอีกสี่วันที่เหลือจะสามารถเลือกเองได้ ตราบใดที่มีกำลังคนเพียงพอพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาพักผ่อนตามวันเวลาที่พวกเขาเลือก
“อี้สี่ไม่ได้กรอกวันลาที่ต้องเลือกด้วยตัวเองสี่วัน เธอบอกว่าไม่มีธุระอะไรเป็พิเศษนายอยากจัดวันให้เธอหน่อยไหม?” ซ่งจื่อฉีถามหลัวจ้งซี
“สัปดาห์ที่สองฉันค่อนข้างว่างนายช่วยจัดวันหยุดให้เธอวันอาทิตย์และวันจันทร์ด้วย ฉันจะพาเธอไปเที่ยว”หลัวจ้งซีพูด เมื่อพูดถึงเื่การจัดกำหนดการเข้างานพวกเขามีสิทธิ์ที่จะจัดการได้
“แล้วอีกสามวันที่เหลือล่ะ?”
“นายจัดการตามแผนของนายก่อนเลย แล้วฉันจะดูขั้นสุดท้ายเองการลาของฉันต้องสอดคล้องกับอามีและก็กับนายด้วยถ้าทั้งสี่วันฉันเป็คนกำหนดก็จะไม่ยุติธรรมกับพวกนาย” หลัวจ้งซีพูดมีกฎบางอย่างในการจัดการวันหยุดพักผ่อน หลัวจ้งซีและอามีไม่สามารถลาพักร้อนพร้อมกันได้หลัวจ้งซีและซ่งจื่อฉีเองก็ไม่สามารถลาพักร้อนพร้อมกันได้เช่นกันส่วนซ่งจื่อฉีและอาเฉียงก็ไม่สามารถลาพักร้อนพร้อมกันได้ด้วยจะต้องมีหัวหน้างานหรือหัวหน้าคนงานอยู่ทั้งในและหน้างานทุกวัน
“นายก็มีจิตสำนึกนี่” ซ่งจื่อฉียิ้ม “เธอยังเด็กอยู่เลยนายจริงจังกับเธอเหรอ?” ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นซ่งจื่อฉีจึงได้เอ่ยถามเขาออกมา
“ใช่” หลัวจ้งซีตอบอย่างหนักแน่น
“รู้สึกว่านายแตกต่างไปจากเมื่อก่อนนะ ค่อนข้างขี้อวดแต่ก่อนนายอายมากที่ต้องให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในที่ทำงานแบบนี้เพราะกลัวว่าจะดูไม่ดี” ซ่งจื่อฉีรู้สึกได้ว่าหลัวจ้งซีไม่เหมือนเดิม
“เก็บตัวเงียบมานานแล้ว มีบางคนพยายามหาทางขัดขวาง”หลัวจ้งซีพูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆเขารู้สึกว่าจินอิ๋นไม่ได้ลังเลที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่อาจก่อให้เกิดความสงสัยเลยแม้แต่น้อย และเขาก็ไม่ได้สู้ลับหลังแต่เป็ต่อหน้าตรงๆ เมื่อมีหลายคนสับสนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามคนจินอิ๋นก็เพียงแค่ปล่อยให้ทุกคนคิดว่าหลัวจ้งซีและอี้สี่คบกันอยู่และครั้งถัดไปที่จินอิ๋นปรากฏตัวอีกครั้งจินอิ๋นและอี้สี่จะต้องกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของคนอื่นไม่มากก็น้อยเขาเป็คนรอบคอบมากและวางแผนไว้นานแล้ว
แน่นอนว่าซ่งจื่อฉีไม่เข้าใจว่าใครจะพยายามหาทางทำเช่นนั้นรู้สึกแค่ว่าคราวนี้เขาขี้หวงมากน่าจะเป็ความรู้สึกวิกฤตของการกินหญ้าอ่อนใน่วัยกลางคนหรือเพราะว่าอี้สี่ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับใครคนหนึ่ง“ฉันคิดว่าเธอค่อนข้างเหมือนกับเสี่ยวกวา และกลิ่นอายก็ค่อนข้างเหมือนเพ่ยจวนเป็ผู้หญิงประเภทที่นายชอบ” ซ่งจื่อฉีพูด เสี่ยวกวาเป็อดีตภรรยาของหลัวจ้งซี
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะเหมือนใครเลย ก็แค่ชอบเธอแบบที่อธิบายไม่ได้” เขาพูดแต่บางทีซ่งจื่อฉีอาจจะพูดถูก เขารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยบางอย่างดังนั้นจึงได้สนใจเธอ
“ฉันกำลังพูดถึงลักษณะเฉพาะตัว มีความคล้ายกับเสี่ยวกวาเล็กน้อยและก็มีความเป็ตัวของตัวเองของเพ่ยจวนด้วย อี้สี่ดูเชื่อฟังมากแต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอไม่เหมือนอย่างที่เห็น” ซ่งจื่อฉีสามารถสังเกตผู้คนได้ดีมากอันที่จริงแล้วคนๆ หนึ่งจะไม่หลุดจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเองได้หากไม่ได้มีความกล้าที่มากเพียงพอ
“เธอไม่เชื่อฟังเลยสักนิด และก็ควบคุมไม่ได้ด้วย เธอไม่ฟังฉันเลยแต่เพราะฉันอายุเยอะกว่า ฉันก็ต้องเป็คนที่ทนนั่นล่ะ”หลัวจ้งซีค่อนข้างทำอะไรไม่ถูก
“นายพูดอะไรที่ไม่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้ออกมาได้ยังไงกัน? เมื่อวานก็อยู่ด้วยกัน วันนี้ก็มาทำงานพร้อมกัน ดูรักกันดีไม่ใช่เหรอนายจะต้องทนกับอะไรอีก? หรือว่าเธอเ้าอารมณ์และก็นิสัยไม่ดีเหรอ?” ซ่งจื่อฉีคิดว่าคำตอบของหลัวจ้งซีแปลกประหลาดมาก
แน่นอนว่าเขาไม่สามารถบอกความสัมพันธ์ระหว่างอี้สี่และจินอิ๋นได้นั่นถือเป็การไม่ให้เกียรติกันมากเกินไป หลัวจ้งซีจึงทำเพียงถอนหายใจแล้วพูดว่า “มันยากที่จะพูด ก็เหมือนนายและไหลลานั่นแหละ มันยากที่จะพูด”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ซ่งจื่อฉีก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในความเงียบโดยที่แต่ละคนต่างก็มุ่งความสนใจไปที่งานของตัวเองภายในหัวของหลัวจ้งซีกำลังคิดเื่หนึ่งอยู่ เขารู้สึกว่าอี้สี่ชอบเขาดังนั้นจะเป็อย่างไรถ้าเขาขอให้เธอยุติความสัมพันธ์กับจินอิ๋น? เขาครุ่นคิดอยู่นาน เื่นี้ต้องทำไปทีละขั้นตอน หากทำให้รู้สึกเหมือนถูกบังคับอี้สี่อาจจะจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก
เมื่อได้เวลากลับมาทำงานหลัวจ้งซีก็ดูตารางงานแล้วเอ่ยเตือนซ่งจื่อฉีว่า “คุณเฉินจะชิมอาหารด้วยตนเองในงานเลี้ยงอาหารค่ำและในงานเลี้ยงอาหารค่ำก็มีคุณนายสวี่ที่ทานมังสวิรัติอยู่หนึ่งที่”
“ฉันได้เตรียมส่วนผสมสำหรับเมนูมังสวิรัติไว้แล้ว จะทำในวันพรุ่งนี้”
“งานนั้นมีผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นฉันจึง้ารายละเอียดต่างๆโดยเร็วที่สุด” หลัวจ้งซีพิมพ์ตารางงานซ่งจื่อฉีอ้าปากหาวพลางขยี้ตาโดยไม่สามารถซ่อนความเหนื่อยล้าของเขาได้ “ใน่วันหยุดนายทำการบ้านไปมากขนาดไหนเนี่ย? ดูเหนื่อยอะไรขนาดนี้?” แน่นอนว่าหลัวจ้งซีไม่พลาดโอกาสที่จะหยอกล้อเขา
“ฉันไม่เหมือนนายนะที่กินหญ้าอ่อนเพื่อบำรุงสายตาและร่างกาย”แน่นอนว่าซ่งจื่อฉีเองก็ไม่ใช่ย่อย ต้องโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
เมื่อถึงเวลาปิดร้านวันนี้หลัวจ้งซีจะต้องกลับบ้าน แต่เขาก็ยังคงรออี้สี่อยู่ด้วยอยากจะไปส่งอี้สี่กลับบ้านก่อน แต่อี้สี่ก็ปฏิเสธ “ไม่ต้องส่งฉันหรอกค่ะฉันนั่งรถไปเองได้ ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” เธออยู่ที่หน้าประตูร้านกำลังบอกลาเขา
“งั้นผมจะไปส่งคุณขึ้นรถ”
“ไม่เอาค่ะ” อี้สี่ปฏิเสธอีกครั้ง “หลังจากนี้ฉันไม่อยากให้คุณมารอกันหลังเลิกงานแล้วก็ไม่อยากให้คุณมารับฉันส่งฉันด้วย พวกเราไม่ได้เดทกันและเนื่องจากวันนี้เราทั้งคู่ก็มีจุดหมายที่ต่างกัน งั้นแค่แยกย้ายกันไปก็พอ”
อี้สี่ไม่เกาะแกะเลยสักนิดและหากสาวๆ ทั้งหมดที่เขาเคยควงด้วยก่อนหน้านี้ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเขาแบบนี้หลัวจ้งซีก็จะต้องคิดว่ามันเป็เื่ที่ดีแน่ แต่ “เราไม่ได้เดทกัน”ประโยคนี้เมื่อเขาฟังแล้วก็ค่อนข้างรู้สึกเป็กังวล และลึกๆก็แอบเจ็บเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่หลัวจ้งซีไม่ใช่เด็กแล้วเขาจึงไม่มุ่งความสนใจไปที่ตรงจุดนี้ และก็ไม่มีประโยชน์ที่จะโต้แย้งเกี่ยวกับเื่นี้ด้วยแน่นอนว่าจะต้องเริ่มจากตรงอื่น
“งั้นก็ได้ ส่งไลน์มาบอกผมด้วยเมื่อคุณถึงบ้านแล้ว ให้ผมได้สบายใจก็พอ”หลัวจ้งซีพูด ด้วยข้อเสนอที่ถอยกลับไปหนึ่งก้าว อี้สี่ก็ตกลงและพยักหน้า
เขาหันหลังกลับเดินจากไปอี้สี่คิดว่าเขาจะจากไปแล้วจึงไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อหลัวจ้งซีหันกลับมากอดอี้สี่ไว้เชยคางเธอขึ้นมาแล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากเธออย่างรวดเร็ว “เฮ้! ทำไมคุณน่ารำคาญนักนะ!” อี้สี่ไม่ได้ตั้งตัวเลยเธอรู้สึกทั้งหนักใจเล็กน้อยและกรุ่นโกรธนิดๆ แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองเขาบนใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มกวนๆ ปรากฏอยู่ ไม่ได้ดูรู้สึกผิดเลยสักนิดด้วยตรงนี่ยังคงเป็ทางเข้าของฉือเซ่ออยู่ และผู้คนต่างก็ทยอยเดินออกมาทีละคนซึ่งก็อาจจะมีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้านหลังพวกเขาสองคนด้วย ใบหน้าของเธอแดงก่ำไม่กล้าหันกลับไปเลย เธอจึงผลักเขาออกไปแล้ววิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็ว
จากมุมมองของหลัวจ้งซีนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีใครอยู่ข้างหลังหรือไม่ซึ่งก็มีคนอยู่ข้างหลังจริงๆ เป็ซ่งจื่อฉีที่เพิ่งเดินออกมา“นายอายุเท่าไหร่แล้วถึงได้ยังทำอะไรแบบนี้อยู่อีก ดูสิว่าสาวๆ พากันไม่พอใจแล้ว”ซ่งจื่อฉีรอให้อี้สี่วิ่งหนีไปก่อนถึงพูด
“การหยอกล้อที่พอเหมาะนั้นก็เป็การจีบประเภทหนึ่ง โกรธก็คือเขินแต่ภายในใจยังรู้สึกหวานหอมอยู่” หลัวจ้งซีพูดอย่างไม่อาย
“มั่นใจมากเกินไปจะนำไปสู่การโดนลงโทษ” ซ่งจื่อฉียิ้มเบาๆ
หลัวจ้งซีเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านเกมอารมณ์และเทคนิคการจีบสาวมาโดยตลอดโดยปกติแล้วถ้าเขาคิดจะลงมือไม่ว่ากระบวนการจะเป็เช่นไรก็จะประสบความสำเร็จในท้ายที่สุดแต่ผลกรรมย่อมมาในตอนสุดท้ายและจะมาอย่างรุนแรงไม่ใช่การผลกรรมที่ล้มเหลวในการไล่ล่าหญิงสาวแต่เป็ผลกรรมที่ทำให้เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้ไล่ล่ามาเป็คนอกหัก
เมื่อหลัวจ้งซีกลับมาถึงบ้านหลัวโม่โม่ก็เลิกเรียนแล้วและรอเขาอยู่ที่บ้าน
“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว การที่จะได้เจอพ่อไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริงๆ”หลัวโม่โม่พูดด้วยความโกรธ เธอมีใบหน้าเข้มเหมือนกับหลัวจ้งซี ดวงตากลมโตสันจมูกโด่ง ทว่าละเอียดอ่อนกว่า ผิวขาวราวกับตุ๊กตา ดูเป็สาวสวยแต่ค่อนข้างทำตัวแก่แดดเกินวัย
“ใน่วันหยุดพ่อก็อยากมีชีวิตเป็ของตัวเองบ้างและพ่ออายุมากพอที่จะดูแลตัวเองได้” หลัวจ้งซีเพิ่งกลับมาถึงบ้านจึงค่อนข้างรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยเขาเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์เย็นๆ ออกมา แล้วยกขึ้นดื่มสองสามอึก
“พ่อมีแฟนเหรอ?”
“อ่า! พ่อมีคนที่ชอบแล้ว”
โดยทั่วไปแล้วหลัวโม่โม่มีความเป็ผู้ใหญ่มากเกี่ยวกับเื่นี้เธอเองก็คาดหวังว่าหลัวจ้งซีจะมีคนอยู่เป็เพื่อนจึงไม่มีปัญหาเื่ที่ว่าเขามีแฟนเลย “บัตรกำนัลของพ่อ หนูขอหน่อย”เธอยื่นมือออกมา ซึ่งหลัวจ้งซีก็ชินมาตั้งนานแล้ว การที่ลูกสาวที่โตขนาดนี้จะมาคิดถึงพ่อก็มักจะ้าขอของขวัญหรือไม่ก็คือมีเงินใช้ไม่พอ
เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาและมอบเงินสามพันหยวนให้เธอ “นี่เป็ค่าอาหารหนึ่งสัปดาห์”
“บัตรกำนัลล่ะคะ?” เธอยื่นมือออกมาอีกครั้ง
“พ่อใช้มันเลี้ยงเพื่อนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว วันศุกร์พ่อจะโทรมาหาก่อนพวกลูกก็ลงบัญชีไว้ได้เลย แล้วพ่อจะไปจ่ายให้” นี่เป็วิธีหนึ่งที่เขาคิดได้เพื่อที่จะสามารถจับตาดูและเพื่อไม่ให้หลัวโม่โม่เสียหน้าบางทีเธออาจจะสัญญากับเพื่อนของเธอไว้แล้ว
“พ่อจะไม่ใช้สิ่งนี้เป็ข้ออ้างในการไปงานปาร์ตี้สาวๆ ของพวกเราใช่ไหม?” หลัวโม่โม่มองกลอุบายของหลัวจ้งซีออกได้อย่างรวดเร็ว
“พ่อจะไปรูดบัตรเพื่อจ่ายเงิน และถือโอกาสคุยเื่งานด้วย” สิ่งที่พูดนั้นช่างดูสมเหตุสมผลและมั่นใจมาก ทว่าอันที่จริงแล้วหลัวจ้งซีรู้สึกกระวนกระวายใจไม่น้อยเมื่อถูกลูกสาวมองออก
“หนูโตแล้ว และหนูก็ไปดื่มกับเพื่อน พ่อจะกังวลเื่อะไรอีก!” หลัวโม่โม่กอดอก รู้สึกไม่ไว้วางใจและก็ไม่มีความสุขมากนัก
“มีเื่มากมายให้ต้องกังวล กังวลว่าลูกจะถูกหลอกกังวลว่าจะรู้จักคนอื่นได้ไม่ดีพอ” ด้วยมีลูกสาวที่แสนสวยขนาดนี้ในฐานะพ่อมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องกังวลมากมาย
“พูดมาทั้งหมดแล้ว พ่อกังวลว่าหนูจะเมาแล้วไปเปิดห้องกับคนอื่นงั้นเหรอ?” หลัวโม่โม่พูดตรงๆ พาให้หลัวจ้งซีไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดี “แต่พ่อคะหนูมีแฟนั้แ่อายุสิบหกแล้ว และสมัยนี้การมีแฟนจะยังมาจับมือกันใสๆ ก็ไม่ใช่ตอนหนูอายุสิบหกก็ได้มีเซ็กส์แล้ว และหนูก็คิดมาตลอดว่าพ่อเองก็รู้ตอนนี้หนูโตแล้ว ถ้าหนูเมาแล้วไปเปิดห้องกับใครเข้าก็เป็เพราะหนูยินยอมพ่อไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเลย”
หลัวจ้งซีแทบจะพ่นเบียร์ที่ดื่มอยู่ในปากออกมาเขาสำลักจนไอออกมา ในฐานะพ่อ แน่นอนว่าต้องมี่ที่กังวลเื่ลูกสาวจะมีแฟนแต่ก็ไม่เคยพูดคุยเื่นี้อย่างเปิดเผยขนาดนี้คำพูดของเธอทำให้หลัวจ้งซีถึงกับพูดไม่ออก
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “ร่างกายของลูก ลูกเป็คนตัดสินใจเองแต่ไม่เป็จินอิ๋นได้ไหม?”
“ทำไมคะ?”
“พ่อรู้ว่าลูกดีกว่าเขา เขาจะทำให้ลูกเสียใจ” นี่คือสิ่งที่หลัวจ้งซีกังวลมากที่สุด
“ถึงจะต้องเสียใจแต่หนูก็เต็มใจ”
“ลูกยังเด็ก ลูกไม่เข้าใจหรอก”
“ความเ็ปก็เป็สิ่งหนึ่งที่ทำให้เติบโตซึ่งผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้าใจดีไปกว่ากันหรอก” หลัวโม่โม่พูดแม้ว่าเธอจะไม่พอใจกับการสนทนาในวันนี้ แต่เธอก็ได้เงินค่าอาหารมาแล้วหลัวจ้งซีเองก็ยอมจะไปจ่ายเงินให้ เธอจึงไม่อยากพูดอีกเด็กสาวจึงหยิบกระเป๋าสะพายหลังแล้วเดินเข้าไปในห้อง
“หลัวโม่โม่ ลูกต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของลูกเอง พ่อจะไม่เข้าไปยุ่งและจะไม่พูดถึงความจริงอันโหดร้ายอีก แต่พ่อขอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”หลัวจ้งซีพูด หลัวโม่โม่หันกลับมามองเขา “สวมถุงยางและต้องป้องกันตัวเองด้วย”เขาพูด เื่บางเื่ก็ลึกซึ้งและมีราคาแพงหากพูดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเสี่ยวกวาอดีตภรรยาผู้แสนดีของเขานั่นก็คือตอนที่เธอได้เจอเขาขณะที่ทำงานในร้านอาหารเมื่อตอนที่อายุสิบแปดหลังจากนั้นไม่นาน หลัวโม่โม่ก็เกิดขึ้นมาและชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปั้แ่นั้นเป็ต้นมา ในขณะที่คนอื่นๆกำลังสนุกสนานกับวัยรุ่น เธอกลับกลายเป็แม่คน และเพราะหลัวโม่โม่โตแล้วตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าบางทีอาจจะเป็โชคชะตาแต่มีเพียงผู้ที่เคยประสบพบเจอมาแล้วเท่านั้นถึงจะรับรู้ได้ถึงความยากลำบากนี้ได้
หลัวจ้งซีถอนหายใจเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดไลน์ แล้วมองดูไลน์ของอี้สี่ “ถึงแล้ว” แม้จะเป็คำสั้นๆแต่เขาก็รู้ว่าเธอก็ยังคงสนใจเขาอยู่