เส้นทางที่ทอดยาวออกไปล้วนแล้วแต่เป็ถนนดินแดง สองข้างทางเป็แปลงนาของชาวบ้านเรียงรายกันเป็พื้นที่เขียวชอุ่ม ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ล้วนมีแต่ผู้คนก้มหน้าก้มตาทำงาน บ้างก็พูดคุยสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนานช่วยเติมเต็มให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกเท่าตัว
“ฉีซื่อพวกเ้ากำลังจะไปที่นางั้นรึ” เสียงะโเรียกดังมาจากทางด้านหลัง
นางฉีหยุดชะงักพลางหันไปมองดู เมื่อเห็นว่าเป็ยายฉินนางจึงร้องเรียกไปหนึ่งครั้ง
“อ้อยายฉินนั่นเอง มีธุระอันใดกับข้างั้นหรือเ้าคะ” เมื่อเห็นยายฉินรีบร้อนเดินมา นางฉีจึงเอ่ยถามออกไป
‘มีเื่อันใดเกิดขึ้นแล้วหรือ? เหตุใดจึงดูรีบร้อนนัก’ นางครุ่นคิดเล็กน้อย
ยายฉินนั้นปกติมักจะอยู่ตัวคนเดียว เนื่องจากสามีและลูกชายได้ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ นางรอเป็เวลานานก็ยังมิเห็นพวกเขากลับออกมา เมื่อแจ้งเื่ไปยังทางการพวกเขาก็ส่งทหารหลายนายมาสืบเสาะหา นานวันเข้าก็ได้พบร่างอันไร้ิญญาของพวกเขา
ยามนั้นยายฉินเศร้าโศกเสียใจเป็อย่างมาก นางไม่กินไม่นอนเช้าจรดค่ำเอาแต่นั่งเหม่อมองไปทางด้านูเา ในใจนางถึงแม้จักมิอยากยอมรับ แต่ทว่าความเป็จริงตรงหน้าทำให้นางต้องยอมจำนน เมื่อพบว่าชาตินี้จะมิได้พบหน้ากันอีกแล้วนางก็ทุกข์ระทมจนอยากตามคนทั้งสองไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
นางฉีนั้นได้แต่เวทนาสงสารหญิงชรายิ่งนัก จึงได้แวะเวียนเข้าไปหานางบ้างเป็ครั้งคราว พอนานวันเข้าทั้งสองก็ไปมาหาสู่กันเรื่อยมา
“ยายฉิน” หรงเฟยฮวาร้องเรียกหญิงชรา นางยิ้มยิงฟันเสียจนตาเป็ขีดดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก
“อื้อๆ นี่มันเ้าหนูน้อยจอมซนตัวแสบของข้านี่ เ้าพึ่งผ่านพ้นเคราะห์ร้ายมาเหตุใดจึงวิ่งเล่นแล้วเล่า ไหนขอยายดูหน่อยร่างกายยังดีอยู่หรือไม่” ยายฉินตอบรับคำของเด็กสาว มือก็จับตัวของนางหมุนซ้ายหมุนขวาสำรวจจนพอใจจึงหยุดมือลงในที่สุด
หรงเฟยฮวาหูอื้อตาลายเวียนหัวยิ่ง ยามนี้แม้แต่ทางเดินก็ยังมองมิเห็น “ท่านยายฮวาเอ๋อร์มิได้ไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย วันนี้ข้ามาช่วยงานท่านแม่ต่างหากเล่าเ้าคะ” นางเอ่ยพูดพลางพองแก้มป่องใส่หญิงชรา
“โป๊ก!!!” ยายฉินเขกหัวเด็กสาวไปหนึ่งทีพร้อมทั้งเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เ้าเด็กแสบ เดี๋ยวนี้กล้าเถียงยายเฒ่าเช่นข้าอย่างนั้นรึ”
เมื่อกลั่นแกล้งเด็กน้อยจนพอใจแล้วยายฉินก็พูดเข้าเื่เสียที “ไม่มีอะไรๆ ข้าเพียงแค่นำข่าวมาบอกเ้าเท่านั้น วันนี้ต้นเยจื่อ[1]บ้านข้าลูกเต็มต้นแล้ว จักจ้างเ้าหนูเสี่ยวฉือให้ช่วยเอาลงมาให้หน่อย เ้าอย่าลืมบอกเขาเสียล่ะ”
[1]เยจื่อ คือ มะพร้าว
เมื่อพูดจบแล้วยายฉินก็เข้ามากระซิบกระซาบกับเด็กสาวด้วยเสียงอันเบา “บึงบัวหลังบ้านข้าก็โตมากแล้ว เ้าอย่าลืมไปเก็บด้วยล่ะ” หญิงชราฉีกยิ้มกว้างพลางขยิบตาให้กับหรงเฟยฮวาอย่างรู้ใจ
โดยปกติแล้วหรงเฟยฮวาคนเก่านั้นมักจะหาเก็บเก่าซิก[2]ไปขายในตัวเมือง นางอยากช่วยเหลือบิดามารดาถึงแม้จักได้เงินมาเพียงหนึ่งอีแปะนางก็ยินดี หลังบ้านยายฉินก็มีบึงบัวที่เกิดตามธรรมชาติอยู่มาก อีกทั้งหญิงชรายังใจดีช่วยเก็บเป็ความลับจากบิดามารดาให้อีกด้วย เมื่อเป็เช่นนี้นางจึงได้แอบไปเก็บมาขายอยู่บ่อยครั้ง เพื่อกันมิให้สองสามีภรรยาหรงรู้ยามที่ขายแลกเงินมาได้นางก็จะนำไปให้พี่ชายทั้งสองแทน
[2]เก่าซิก คือ เม็ดบัว
หรงเฟยฮวายิ้มเสียจนแก้มปริพลางพยักหน้าหงึกหงักให้กับหญิงชรา “ท่านยายประเดี๋ยวข้าจะตามไปเ้าค่ะ ท่านดูเอาไว้อย่าพึ่งให้ใครมาเก็บไปก่อนข้าเชียว” เด็กสาวเบิ่งตาโตอย่างกับว่าหากหญิงชรามิรอนางจะโกรธแล้วจริงๆ
“ฮ่าๆ รู้แล้วๆ ยายจะไปก่อนล่ะ เ้าก็รีบๆ ตามมาเข้า” หญิงชราหัวเราะร่าพลางหันไปโบกมือลานางฉีที่ยืนอยู่อีกด้าน
ฉีลี่อินสงสัยในท่าทางของคนทั้งสองยิ่งนัก ท่าทางลับๆ ล่อๆ นั่นอะไรกัน?
“ฮวาเอ๋อร์ไปกันเถอะ สายป่านน้ีแล้วพ่อเ้าคงหิวท้องกิ่วแล้วกระมัง” นางฉีร้องเรียกลูกสาวก่อนจะเดินนำไปยังแปลงนาบ้านตน
ยามนี้ยังอยู่ใน่ฤดูเพาะปลูก ถนนหนทางจึงมิค่อยมีคนพลุกพล่านนัก โดยส่วนมากชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่จะนิยมเพาะปลูกพืชประเภทถั่ว บางครั้งก็จะปลูกข้าวและธัญพืชสลับหมุนเวียนกันไป ส่วนผักอื่นๆ นั้นล้วนถูกปลูกไว้ในแปลงผักหน้าบ้านเท่านั้น
บ้านของหรงเฟยฮวาเองยามนี้ก็ได้ลงปลูกถั่วเหลืองไปกว่าครึ่งหมู่[3]แล้ว ทำไมน้อยน่ะหรือ? ก็เพราะป้าสะใภ้ใหญ่คนดีนั่นไงเล่า
[3]1หมู่ คือ166.5ตารางวา หรือ666ตารางเมตร
นางเห็นใจพวกเราบ้านสามยิ่งกว่าผู้ใดใต้หล้านี้ เกรงว่าท่านพ่อท่านแม่จักมิมีข้าวสารกรอกหม้อ เช้าจรดค่ำเอาแต่ร่ำร้องอยู่หน้าเรือนท่านปู่กล่าวว่า นางนั้นมีแปลงนาอยู่เยอะเกินดูแลไม่ไหวจึงอยากแบ่งให้บ้านสามพวกเราบ้าง
อย่าได้คิดว่านางเป็คนดีเชียว!! เพียงแค่มิอยากทำไร่ไถนาน่ะสิไม่ว่า นอกจากจะออดอ้อนลุงใหญ่ให้ช่วยขอแปลงนาในส่วนบ้านนางไปแล้ว ยังจักมีหน้ามาขอให้ท่านพ่อท่านแม่ไปทำงานรับใช้นางอีกงั้นหรือ คิดว่าตนเป็ผู้ใดกัน!!!
ท่านปู่ก็อีกคนเขาจักตามใจลุงใหญ่เกินไปหน่อยหรือไม่? บ้าไปแล้ว!! นางมิยอมเสียหรอก สงสัยจักต้องเร่งคิดวิธีหาเงินให้ได้เร็วๆ เสียแล้ว
“ฮวาเอ๋อร์เ้ามาได้อย่างไร มานี่เร็วประเดี๋ยวก็ดำหมดหรอก” หรงหย่งฉือมองเห็นน้องสาวเดินมาแต่ไกลจึงได้ร้องเรียกนาง
หรงเฟยฮวาที่กำลังครุ่นคิดอย่างหงุดหงิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนดังลอยเข้าหูมา เมื่อมองออกไปยังเบื้องหน้าก็เห็นหรงหย่งฉือกวักมือเรียกอยู่เป็นานแล้ว “พี่รอง” เด็กสาวเรียกพี่ชายพลางเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
หรงหย่งฉือมองใบหน้าประดับรอยยิ้มของเด็กน้อยแล้วก็รู้สึกเอ็นดูนางยิ่งนัก เขารีบร้อนลากแขนของน้องสาวเข้ามานั่งอยู่ใต้ร่มเงาที่ตนจัดเตรียมเอาไว้อย่างดิบดี
“น้องสาวเป็อย่างไรเย็นสบายดีหรือไม่? พี่รองเ้าทำเองเลยเชียวนา!!!” หรงหย่งฉือลากเสียงยาวประหนึ่งอยากย้ำว่า สิ่งนี้ตนเป็คนลงมือทำเองอย่างแน่นอน
หรงเฟยฮวากวาดตามองไปรอบๆ พลันตกตะลึงอยู่ในใจ ‘นี่มัน…. เขาก็เก่งกาจจริงๆ’
รอบด้านนั้นเขาได้นำไม้ท่อนขนาดกำลังพอดีมือมาวางซ้อนทับกันทั้งสี่ด้าน อีกทั้งยังมิลืมหากิ่งไม้อ่อนมามัดเอาไว้อีกด้วย ้าถูกปกคลุมไว้ด้วยใบไม้สดจนไม่มีพื้นที่ให้แสงแดดเล็ดลอดเข้ามาได้ เช่นนี้กระท่อมขนาดเล็กก็เสร็จสมบูรณ์
แต่ทว่าหรงเฟยฮวากลับรู้สึกว่าตนเคยเห็นของสิ่งนี้มาจากที่ใด เมื่อครุ่นคิดนานเข้าจึงค้นพบได้ในที่สุด ‘เอ๋! นี่มันบ้านหมาชัดๆ’
“พี่รองท่านเก่งกาจจริงๆ” หรงเฟยฮวาเอ่ยชมออกมาอย่างใจกว้าง ถึงแม้ในใจของนางจะก่นด่าเขาไปเสียหลายตลบแล้วก็ตามที แต่นางก็มิสามารถทำร้ายจิตใจคนตรงหน้าได้จริงๆ สายตาที่มองมาอย่างรอคอยคำตอบเช่นนั้นนางจักพูดคำในใจออกไปได้เช่นไร นางทำมิได้หรอก!!
แต่ทว่าสิ่งที่เด็กน้อยไม่มีทางรู้ได้ก็คือ หรงหย่งฉือนั้นเป็พวกเสแสร้งเสียยิ่งกว่าอิสตรี ยามนี้เขากำลังขบขันอยู่ในใจอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มที่หรงเฟยฮวาเห็นนั้นจริงๆ แล้วเ้าตัวกำลังกลั้นขำอยู่ต่างหากเล่า
‘เ้าหมาน้อยของพี่ เ้านี่ซื่อบื้อจริงๆ เชียว น่ารัก! น่ารักเกินไปแล้ว คิกคิก’ ยามนี้ชายหนุ่มมักจะรู้สึกว่ามิอยากให้ผู้ใดมาอยู่ใกล้นางเท่าใดนัก เขากำลังหวงน้องสาวประหนึ่งหวงของเล่นอย่างไรอย่างนั้น
เวลาล่วงเลยไปถึงยามเว่ย[4]หรงเฟยฮวาก็รู้สึกอยู่ไม่เป็สุข ด้วยเพราะว่านางฉีเห็นว่านางยังไม่แข็งแรงดีจึงให้เด็กสาวนั่งเล่นคอยไปก่อน ถึงแม้ว่านางอยากจะช่วยงานมากเท่าใดก็มิเป็ผล เมื่อเป็เช่นนี้นางจึงต้องนั่งอุดอู้อยู่ในบ้านหมาที่พี่ชายทำไว้ให้อย่างมิเต็มใจเท่าใดนัก
[4]ยามเว่ย คือ13.00-14.59น.
หรงหย่งฉือเมื่อได้ยินว่ายายฉิน้าให้ตนไปช่วยงานจึงได้บอกกล่าวมารดาไว้ก่อนจะลากแขนน้องสาวให้ไปด้วยกัน
“พี่รองช้าๆ ลงหน่อยข้าตามไม่ทันแล้ว” หรงเฟยฮวาพูดพลางรั้งแขนตนเองเอาไว้
ชายหนุ่มก็ขายาวเกินไปนัก เขาเพียงเดินแค่ไม่กี่ก้าวแต่นางต้องแทบจะวิ่งเอาอยู่แล้ว หากไม่ระวังต้องสะดุดล้มหัวแตกเป็แน่
หรงหย่งฉือหยุดยืนนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดกับน้องสาวด้วยแววตาเ้าเล่ห์ “ฮวาเอ๋อร์เ้าอยากให้พี่ชายอุ้มเ้าไปใช่หรือไม่” เมื่อพูดจบก็ตั้งท่าจะจับตัวน้องสาวอุ้มในทันที
หรงเฟยฮวารู้สึกขนลุกชูชันไปทั่วทั้งตัว นางขยับตัวถอยหลังไปเสียหลายก้าว พลางคิดไปว่าคนผู้นี้เหตุใดจึงดูไม่น่าไว้ใจอะไรเช่นนี้ แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่กลิ้งกลอกไปมานั้นก็เข้าใจได้ในทันทีเขานั้นเป็พวกปากมันลิ้นลื่น[5]สินะ นอกจากจะแสดงละครเก่งแล้วยังปลิ้นปล้อนถึงปานนี้!
[5]ปากมันลิ้นลื่น คือ พูดจากะล่อน
เมื่อมั่นใจแล้วหรงเฟยฮวาจึงมิคิดปิดบังเนื้อแท้แต่อย่างใด ในเมื่อตั้งมั่นแล้วว่าจักใช้ชีวิตให้มีความสุขยามนี้ตัวนางก็คือหรงเฟยฮวา เด็กสาวร่างกายบอบบางผู้นี้ ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจักต้องได้รู้นิสัยอีกด้านของนางอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ให้เห็นเร็วหน่อยก็มิเสียหายอะไร
“พี่รองท่านกำลังเชื้อเชิญข้าอยู่อย่างนั้นหรือ จุ๊ๆ ท่านนี่นิสัยไม่ดีเอาเสียเลย จักต้องตีก้นเสียให้เข็ด!!” เมื่อพูดจบหรงเฟยฮวาก็ะโเด็ดกิ่งไม้ที่อยู่บนหัวอย่างพอดิบพอดี มาหวดเข้าที่ก้นของพี่ชายอย่างจัง
“โอ๊ยๆ น้องสาวพอแล้ว พอแล้วข้าไม่แกล้งเ้าแล้ว โอ๊ยๆ ข้าจะไม่ทำคอกหมูให้เ้าอีกก็ได้ อย่าตีข้าเลย” ชายหนุ่มวิ่งวนหลบรอบต้นไม้พลางะโโอดครวญไม่หยุด อีกทั้งยังได้หลุดสารภาพความผิดออกมาจนหมดเปลือก
‘คอกหมูอย่างนั้นหรือ?!!!!’ หรงเฟยฮวาได้ยินว่าสิ่งนั้นมิใช่บ้านหมาแต่กลับเป็คอกหมู นางก็ยิ่งทวีความโมโหเข้าไปอีกขั้น “เ้าพี่บ้า ท่านเห็นข้าเป็หมูอย่างงั้นหรือ!!!”
หรงหย่งฉือเมื่อเห็นว่าตนได้หลุดปากไปเสียแล้วจึงรีบวิ่งพุ่งทะยานหนีไปในทันที อีกทั้งยังมิลืมหันมาหัวเราะเยาะน้องสาวอีกด้วย “ฮ่าๆ น้องสาวเ้าจับข้ามิได้หรอก ฮ่าๆ บู่!!!”
หรงเฟยฮวาวิ่งตามเท่าไหร่ก็ตามไม่ทันเสียทีจึงได้หยุดขาลงเพราะหมดแรง “แฮกๆ พี่รองอย่าให้จับตัวได้เชียว ฮึ่ม!!” ร่างบางทรุดลงกับพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน เรี่ยวแรงที่มีทั้งหลายพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น