แสงแดดอ่อนส่องลอดแนวป่าสูงที่ทอดยาวรอบข้างคาราวานเล็กๆ ของไป๋เฉินและอวิ๋นลั่ว พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในเส้นทางเปลี่ยวที่คดเคี้ยวระหว่างเทือกเขา เพื่อมุ่งสู่สุสานโบราณตามเบาะแสเกี่ยวกับยันต์ัสลัก พร้อมด้วยลูกน้องชุดดำอีกสองคน และ “เ้าเฮงเฮง” หมาจรจัดแสนฉลาดที่เพิ่งรับมาเลี้ยง
“เฮ้อ… ถึงจะเป็กลางวัน แต่ป่าแถวนี้เงียบกว่าที่คิดนะ”
ไป๋เฉินหันมองรอบตัว สายลมเย็นวูบผ่านเหมือนไม่คุ้นเคย
“ใช่ ข้ารู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่จับตาเราอยู่ตลอด” อวิ๋นลั่วพึมพำเสียงเบา เธอจับด้ามกระบี่ไว้แน่น พลางให้สัญญาณลูกน้องคอยระวังรอบทิศ
เ้าเฮงเฮงเองก็กระดิกหูและหางบ่อยครั้ง คล้ายดมกลิ่นอะไรบางอย่าง แผงขนเล็กๆ บนหลังมันชูขึ้นเป็ระยะเหมือนอาการเตือน
สายตามที่คอยจับจ้องเริ่มก่อให้เกิดความอึดอัดกับสมาชิกในขบวน จนกระทั่งพวกเขามาถึงทางแยกใกล้ธารน้ำตื้น ลูกน้องชุดดำคนหนึ่งหยุดลงกระทันหัน
“มีอะไรหรือ?” ไป๋เฉินหันไปถาม
“ข้าเหมือนเห็นเงาอะไรบางอย่าง…เคลื่อนไหวเร็วมาก ตรงพุ่มไม้ข้างทาง!” เขาชี้ไปยังแนวต้นไม้รกๆ ที่อยู่ด้านขวามือ
ครืด…ครืด…
เสียงเหมือนโซ่เหล็กเสียดสีกับหินดังแว่วขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเงียบหายไปเสียเฉยๆ
“เสียงอะไรกัน? ทำไมเหมือนคนลากโซ่อยู่กลางป่า…” อวิ๋นลั่วเบิกตาอย่างไม่สบายใจ
“หรือจะมีพวกถูกล่ามโซ่อยู่? หรือสัตว์ประหลาดในตำนาน?” ไป๋เฉินทำท่าขนลุกเล็กน้อย “ชักจะพิลึกเกินไปล่ะนะ”
“ไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตาม อย่าประมาท” เธอสรุปเสียงเครียด “เราลองแยกตรวจดูรอบๆ สักเล็กน้อยไหม ถ้าอ้อมไปอีกนิดจะถึงน้ำตกเล็กๆ เผื่อมีใครซ่อนตัวอยู่”
ทั้งคาราวานตัดสินใจแยกออกเป็สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคอยเฝ้าเส้นทาง อีกกลุ่มคือไป๋เฉินและอวิ๋นลั่วเดินลัดทางไปตรวจใกล้บริเวณน้ำตกเล็กๆ ผ่านดงไม้หนา โดยมีเ้าเฮงเฮงวิ่งนำหน้าเพราะมันจมูกดี
“ดมสิ เ้าเฮงเฮง ถ้าเจอกลิ่นแปลกๆ ให้เห่านะ!” ไป๋เฉินกำชับ
“โฮ่ง!” มันตอบแถมสะบัดหางหนึ่งทีแล้วเริ่มดมกลิ่นตามพื้นดิน บาง่ก็ส่งเสียงครวญ “งื๊ดๆ” เหมือนพบกลิ่นบางอย่าง
แต่แล้ว… หมาวิ่งนำเร็วเกินไป จู่ๆ ก็กระโจนพลาดริมขอบหินที่ลาดชันส่งผลให้มันไถลลื่นตกลงน้ำตื้นๆ ข้างล่างเกิดเสียง “ตู้ม!” กระเซ็นเป็วงกว้าง
“เฮ้ย เ้าเฮงเฮง!!” ไป๋เฉินร้องด้วยความใ รีบะโลงไปช่วยหมาขึ้นจากน้ำ พอขึ้นมาได้ก็พบมันตัวเปียกโชก กลายเป็หมาตัวเหม็นมากกว่าเดิมจนเขาแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“ให้ตายสิ เ้าสายลับสี่ขา…ทำเอาลุ้นแทบแย่” ไป๋เฉินปาดเหงื่อ
“ข้าบอกแล้วว่าให้ระวัง” อวิ๋นลั่วกล่าวปนเสียงขบขันเล็กๆ ขณะเธอยื่นผ้ามาช่วยซับขนหมา
โชคดีน้ำตื้นแค่ไม่กี่คืบ เ้าเฮงเฮงจึงไม่เป็อะไรมาก แต่พอขึ้นมาจากน้ำแทนที่จะสำนึกผิด มันกลับกระดิกหางมาหาไป๋เฉินอย่างสำนึกบุญคุณ แต่น้ำจากขนมันก็ฟูฟ่องกระเด็นใส่เขาอีกจนเสื้อผ้าเปียก
“โอ๊ย! ไปห่างๆ ก่อนไป” เขาร้องลั่น แถวนี้เลยเกิดเสียงหัวเราะเล็กน้อยจากอวิ๋นลั่ว
หลังจากวุ่นวายกับเ้าหมาน้อยพักหนึ่ง ก็พบว่าด้านล่างริมน้ำตกมีร่องรอยเหมือนรอยเท้าหนักๆ จมอยู่ในโคลนสองสามแห่ง ดูคล้ายของมนุษย์ แต่ใหญ่ผิดปกติราวกับสวมรองเท้าเหล็ก หรืออาจเป็บางอย่างที่มีน้ำหนักมหาศาล
“ใหญ่เกินไปนะนี่…” อวิ๋นลั่วย่อกายลงตรวจ “หรือจะเป็พวกั์? หรืุ์สวมเกราะหนา?”
“ไม่แน่ เรามีเสียงโซ่ เสียงเกราะ คนสวมเกราะลากโซ่ หรือสัตว์ประหลาดในเกราะ?” ไป๋เฉินวิเคราะห์ “แค่ฟังก็ขนลุกแล้ว”
พวกเขาเริ่มตามรอยเท้าไปอีกหน่อย แต่ก็ต้องหยุดเมื่อมาถึงทางแยกหนึ่งที่แยกเป็สองเส้น เส้นหนึ่งดูเหมือนจะไต่ขึ้นเนินไปทางทิศตะวันออก อีกเส้นไปทางตกลงลุ่มน้ำที่ต่ำกว่า
“เฮ้ย… จะไปทางไหนดีเนี่ย?” ไป๋เฉินเกาหัว มองทั้งสองทางสับสน เพราะรอยเท้าหนักๆ ขาดหายไปตรงนี้ ราวกับจงใจลบร่องรอย
“ข้าว่าไปทางเนินก่อนเถอะ มุมสูงอาจให้เราเห็นอะไรได้ชัดขึ้น” อวิ๋นลั่วเสนอ
ทั้งสองตกลงขึ้นเนินสั้นๆ ท่ามกลางต้นไม้หนาทึบที่ใบหนาและกิ่งก้านดูชุ่มชื้น เพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ สภาพพื้นลื่นเล็กน้อย พวกเขาก้าวช้าๆ อย่างระแวดระวัง
โฮ่ง…
เ้าเฮงเฮงเห่าเบาๆ เหมือนเตือนอะไรสักอย่าง มันยืนหมอบหลังพุ่มไม้เล็กๆ ไม่ขยับ
“ดูเหมือนมันบอกให้เราเงียบ” อวิ๋นลั่วกระซิบ
เสียงพูดคุยแ่เบาลอยมาจากพุ่มไม้เหนือเนินไปไม่ไกลนัก เป็เสียงผู้ชายสองคนคุยกันไม่ชัดเจน “…ตรวจไม่เจอ… เห็นว่าอยู่… จะแจ้งใต้หลวงหรือไม่…” เสียงขาดๆ หายๆ
“สงสัยพวกคนร้ายหรือเปล่า?” ไป๋เฉินเบิกตา พยายามจะแอบย่องไปใกล้อีกนิด
แต่แล้ว อวิ๋นลั่วฉวยเสื้อเขาไว้เป็เชิงห้าม “ระวังนะ ถ้าพวกมันมีมากกว่าเราจะถอยลำบาก” เธอส่งสัญญาณมือให้ถอยกลับ
ทั้งสองค่อยๆ ถอยร่นจากเนิน ด้วยใจเต้นรัวเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร ้าอะไร และจำนวนมีเท่าไร ทว่าก็ได้ข้อมูลสำคัญว่าต้องมีคนเคลื่อนไหวอยู่แน่นอน
หลังกลับมาสมทบกับลูกน้องชุดดำอีกสองคน ทั้งหมดตั้งค่ายพักแรมใกล้ธารน้ำแต่หลบพ้นสายตาจากเส้นทางหลัก เพราะเกรงว่าคืนนี้อาจเจอแขกไม่รับเชิญอีก
เ้าเฮงเฮงเองก็ดูระแวดระวังมาก มันนั่งมองไปรอบๆ เป็ระยะ ใช้จมูกดมกลิ่นลมที่พัดผ่าน บางครั้งก็สั่นหางคล้ายหวาดระแวง
“เ้าหมานี่รู้สึกไวจริงๆ นะ” หนึ่งในลูกน้องชุดดำกล่าวชื่นชม “คงช่วยเตือนเราได้ไม่น้อย”
ขณะที่ไป๋เฉินกับอวิ๋นลั่วเตรียมก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อให้ความอบอุ่นในยามค่ำ เธอปรายตามองเขา “เ้ายังไม่ลืมเื่ยันต์ัสลักใช่ไหม? บางทีพวกคนที่เจอเมื่อครู่ก็เกี่ยวข้องกัน”
“ไม่ลืมหรอกนะ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรระหว่างทางบ้าง” ไป๋เฉินส่ายหน้าเบาๆ “หวังว่าเราจะไปถึงสุสานโดยปลอดภัยก่อนเจอพวกนั้น หรืออะไรก็ตามที่ตามล่าเราอยู่…”
เมื่อค่ายพักเริ่มสงบ เงาของต้นไม้นับร้อยในป่าเคลื่อนไหวตามสายลมราตรี เสียงจิ้งหรีดเรไรขับขานก้องไปทั่ว แสงไฟวูบไหวบนใบหน้าของไป๋เฉินและอวิ๋นลั่วเผยให้เห็นความกังวลลึกๆ แม้พยายามทำใจให้สบาย
“คืนนี้คงอีกยาว เ้าเฮงเฮงช่วยคอยดมกลิ่นยามเฝ้าด้วยนะ” ไป๋เฉินกระซิบบอกสุนัข ทั้งมันและเขาเหมือนกำลังถูกกลืนเข้าสู่เส้นทางแห่งปริศนาและอันตรายที่ยังไม่อาจคาดเดา
“แท้จริงแล้วเสียงโซ่ และร่องรอยั์ลึกลับ หมายถึงภัยร้ายรูปแบบใด? การพบคนแปลกหน้าบนเนินอาจเป็พันธมิตรหรือศัตรู? การเดินทางสู่สุสานโบราณจะต้องเผชิญกับปริศนาใดต่อไป?!”
(โปรดติดตามในตอนถัดไป)