เขาพลันรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาเล็กน้อย จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “น้องสาวสามอย่าพูดถึงข้าเลย มาพูดเรื่องเจ้าดีกว่า ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไปจวนตระกูลหลินหรือ เหตุใดถึงมาที่นี่ได้ ที่นี่อันตรายมากนะ!”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ เสิ่นม่านซูก็ถอนหายใจเบาๆ “เรื่องนี้พูดไปแล้วยาวเจ้าค่ะ”
เป็นประโยคนี้อีกแล้ว
หากเป็นผู้อื่น ทำตัวมีลับลมคมในเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เสิ่นจิ่งนิสัยดีเพียงใดก็คงโมโหไปแล้ว แต่คนผู้นี้คือน้องสาวแท้ๆ ของเขา ดังนั้นเสิ่นจิ่งจึงกล่าวอย่างอ่อนโยนทันที
“น้องสาวสามไม่ต้องรีบ ค่อยๆ พูดมาเถิด”
ขุนนางซึ่งกำลังปรึกษาเรื่องสำคัญกับเสิ่นเจิ้นกวงออกมาพอดี ตอนที่ขุนนางผู้นั้นเดินผ่านเสิ่นม่านซู เขาก็มองนางสองผาด
เสิ่นม่านซูยอบกายคำนับใต้เท้าผู้นั้น แต่ในใจกลับนึกสงสัยอยู่บ้าง
ขุนนางผู้นี้สกุลเฉิน นามเจี๋ย ภายหลังกลายเป็นขุนนางคนสำคัญและคนสนิทขององค์ชายเจ็ด
เฉินเจี๋ยมีน้องสาวร่วมมารดาคนหนึ่ง ชื่อเฉินเสี่ยวเสี่ยว ภายหลังเมื่อองค์ชายเจ็ดขึ้นครองราชย์ นางก็เข้าวังกลายเป็นสนมขององค์ชายเจ็ด สนมเฉิน...
เสิ่นเจิ้นกวงเห็นบุตรสาวถึงกับใจลอยมองบุรุษอื่น จึงกระแอมกระไอเบาๆ ทีหนึ่ง
เสิ่นม่านซูรีบหันหน้ากลับมาทันที นางเม้มปากเล็กน้อย แล้วมองบิดาด้วยท่าทางน่าสงสาร
เสิ่นเจิ้นกวงเห็นบุตรสาวผอมลงไปมาก ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือยิ่งดูบอบบางกว่าเดิม
ความโกรธใดๆ ก็พลันสลายหายไปจนหมด
เขากล่าวด้วยท่าทางรอคอยคำตอบ “ซูเอ๋อร์ เจ้ามาได้อย่างไร ที่นี่ไม่ปลอดภัย อันตรายมากนะ”
“ท่านพ่อ ระหว่างทางลูกฝันเรื่องหนึ่ง ฝันว่า...พี่ชายใหญ่ถูกปีศาจกิน! ลูกไม่วางใจ จึงมาที่นี่เจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูพูดเช่นนี้ ก็ไม่นับว่าโกหกทั้งหมด
ถึงอย่างไรเฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นก็ไม่ใช่คนดี ในนิยายต้นฉบับ ชีวิตทั้งชีวิตของพี่ชายใหญ่ถูกสตรีผู้นั้นทำลายจนย่อยยับ
ส่วนเสิ่นจิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาวก็ซาบซึ้งจนแทบทนไม่ไหว
“น้องสาวสาม...ก็แค่ความฝัน ไม่คุ้มให้เจ้าต้องมาเสี่ยงอันตรายเลย”
เสิ่นม่านซูกลับส่ายหน้า กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “จะเป็นความฝันหรือไม่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือข้าต้องเห็นกับตาว่าพี่ชายใหญ่ปลอดภัยดีเจ้าค่ะ”
เสิ่นจิ่งซาบซึ้งจนแทบจะร้องไห้แล้ว!
กลับเป็นเสิ่นเจิ้นกวงที่มองบุตรชายคนโตด้วยสายตาอิจฉาอย่างยิ่ง ก่อนจะหันกลับมาเกลี้ยกล่อมบุตรสาว “พี่ชายใหญ่ของเจ้าสบายดี เพราะฉะนั้นเจ้าอย่าเอาแต่ใจอีกเลย รอพรุ่งนี้อากาศดีขึ้นสักหน่อย เจ้าก็รีบกลับเมืองอวี๋โจวไปเถิด”
เสิ่นจิ่งที่กำลังซาบซึ้งอยู่รีบพยักหน้ารัว แล้วกล่าวว่า “น้ำหลากยังไม่ลด อีกไม่นานอาจมีฝนตกหนัก ที่นี่อันตรายจริงๆ”
“ท่านพ่อ พี่ชายใหญ่ ให้ข้าอยู่สักสองวันแล้วค่อยไปเถิดเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เร่งเดินทางมาตลอด ข้ายังไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลย” เสิ่นม่านซูเอ่ยอย่างออดอ้อน
พอเสิ่นเจิ้นกวงได้ยินเช่นนั้นก็เปลี่ยนใจทันที เขาพยักหน้า “อืม เช่นนั้นก็พักต่ออีกสองวันแล้วกัน จริงสิ ซูเอ๋อร์ เจ้าพาคนมาด้วยน้อยเกินไป ที่นี่มีหญิงสาวชะตาอาภัพไร้ที่พึ่งหลายคน เจ้าลองดูว่ามีคนไหนถูกชะตาหรือไม่ หากมีก็เลือกมาคอยปรนนิบัติในช่วงสองวันนี้สักคนสองคนเถิด”
เสิ่นม่านซูก้มหน้าลงต่ำแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ คนคอยปรนนิบัติที่พวกท่านพามาก็ไม่พอนี่เจ้าคะ พวกท่านเลือกไว้บ้างหรือไม่”
“เลือกอะไรเล่า พวกเราล้วนเป็นบุรุษ มีบ่าวชายไว้ใช้งานก็พอแล้ว ซูเอ๋อร์เอ๋ย หากเจ้ากลับไปแล้วอย่าได้ไปพูดเหลวไหลกับแม่เจ้าเชียว”
เสิ่นเจิ้นกวงมีหลินซื่อเป็นภรรยาเอกเพียงคนเดียว อนุหรือสาวใช้ห้องข้างอะไรล้วนไม่มี เขาจึงจริงจังเรื่องเช่นนี้อย่างยิ่ง ไม่เคยปล่อยให้มีอะไรคลุมเครือแม้แต่น้อย
เสิ่นม่านซูย่อมเชื่อบิดา นางพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วกล่าวว่า “ลูกเชื่อว่าท่านพ่อย่อมไม่มีทางทำให้ท่านแม่โกรธเจ้าค่ะ แล้วพี่ชายใหญ่เล่า...”
เมื่อเห็นสายตาน้องสาวมองมาทางตน เสิ่นจิ่งก็รีบกล่าวว่า “ข้าก็ไม่มี! ออกมาฝึกฝน ทั้งยังมีงานราชการติดตัว จะไปคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร อีกอย่าง ในใจข้ามีพี่หญิงโจวของเจ้าอยู่แล้ว...”
พูดไปพูดมา ใบหูของเสิ่นจิ่งก็แดงก่ำอีกครั้ง
บทที่ 108 เตือนบิดาและพี่ชาย
สามพี่น้องตระกูลเสิ่น มีเพียงบ้านสามเท่านั้นที่รับอนุ ส่วนบ้านใหญ่กับบ้านรองล้วนมีภรรยาเอกเพียงคนเดียว และเพราะได้รับอิทธิพลจากบิดามารดา พวกเขาย่อมล้วนปรารถนาจะครองคู่กับคนเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิต
เสิ่นม่านซูมองดวงตาใสกระจ่างของพี่ชายใหญ่ รวมถึงใบหูที่แดงเรื่อเล็กน้อยยามเอ่ยถึงโจวหลัน นางก็รู้แล้วว่าพี่ชายใหญ่ผู้มั่นคงรักเดียวใจเดียวเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางพูดปดแน่นอน
ในนิยายต้นฉบับ เฝิงหวั่นเอ๋อร์ผู้นั้นต้องใช้วิธีต่ำช้าบางอย่างแน่ สุดท้ายจึงทำให้พี่ชายใหญ่จำใจแต่งนางเข้ามา แล้วทอดทิ้งโจวหลัน
แต่ตอนนี้ ในเมื่อเสิ่นม่านซูผู้นี้มาแล้ว นางไม่มีทางเปิดโอกาสให้สตรีชาเขียว[1]ผู้นั้นได้ฉวยโอกาสเด็ดขาด!
เสิ่นม่านซูพยักหน้าแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “พี่ชายใหญ่ ในฝันของข้า ปีศาจที่กินท่านเป็นปีศาจหญิงที่แปลงมาจากชาม ช่วงนี้ท่านต้องระวังคำว่า ‘หวั่น’[2] ให้มากเป็นพิเศษนะเจ้าคะ”
เสิ่นจิ่งไม่เข้าใจว่าชามใบหนึ่งจะกลายเป็นปีศาจมากินเขาได้อย่างไร แต่ในเมื่อน้องสาวเขาบอกเช่นนี้ ต่อให้เป็นเพียงความฝัน เขาก็ต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ!
ดังนั้นเสิ่นจิ่งจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “เจ้าวางใจเถิด ช่วงนี้ข้าจะระวังคำคำนี้ให้มาก!”
เสิ่นม่านซูพอใจแล้ว จึงหันไปกล่าวกับเสิ่นเจิ้นกวงผู้เป็นบิดา “ท่านพ่อ ขุนนางที่พูดคุยกับท่านเมื่อครู่นี้ใช่ชื่อเฉินเจี๋ยหรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นเจิ้นกวงพยักหน้า แต่จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่บุตรสาวมองเฉินเจี๋ยผู้นั้นอยู่นานทีเดียว!
เขารีบถามด้วยอารมณ์ซับซ้อน “ซูเอ๋อร์ หรือว่าเจ้าถูกใจเฉินเจี๋ยผู้นั้น?”
“หา” เสิ่นม่านซูชะงัก ทว่าในหัวกลับมีใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา งดงามไร้ที่ติของคนผู้หนึ่งวาบผ่านขึ้นมา
ครั้นรู้ตัวว่าบิดาเข้าใจผิด นางจึงรีบกล่าวว่า “ไม่ใช่นะเจ้าคะ คนผู้นั้นหน้าตาไม่ได้งดงามอะไร ลูกจะไปถูกใจเขาได้อย่างไร เพียงจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่งตอนพบองค์ชายเจ็ดบนถนน เฉินเจี๋ยผู้นี้อยู่ข้างกายองค์ชายเจ็ดด้วย ลูกเลยคิดว่าสองคนนี้อาจสนิทสนมกันเป็นพิเศษ”
เมื่อเสิ่นเจิ้นกวงได้ยินเช่นนั้น ก็ลูบหนวดพลางขมวดคิ้ว “จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อจิ้งอ๋องเป็นผู้ผลักดันเฉินเจี๋ยผู้นี้...”
ทว่าพูดได้เพียงครึ่งหนึ่ง เขาก็หยุดลงกะทันหัน
เสิ่นม่านซูเข้าใจในทันที ถึงบิดาของนางจะเป็นคนหยาบกระด้างแต่ค่อนข้างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องในราชสำนักเหล่านี้ ยิ่งไม่มีทางเลอะเลือน
นางเพียงชี้แนะเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว
สีหน้าของเสิ่นเจิ้นกวงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
เดิมทีฝ่าบาทไม่ได้ให้องค์ชายเจ็ดร่วมเดินทางมาด้วย ภายหลังองค์ชายเจ็ดไม่รู้ใช้วิธีใดเกลี้ยกล่อมฮ่องเต้หย่งอัน จึงได้โอกาสมาบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้
คนที่ควรเป็นฝ่ายจิ้งอ๋อง กลับแอบไปมาหาสู่กับองค์ชายเจ็ดเป็นการส่วนตัว ทั้งยังดูสนิทสนมกันอีก...
เสิ่นเจิ้นกวงพลันหรี่ตา
เสิ่นม่านซูหาวครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเนิบช้าว่า “ท่านพ่อ ลูกง่วงอีกแล้ว ขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าค่ะ จะได้ไปดูสตรีเหล่านั้นด้วย”
“อืม ซูเอ๋อร์รีบไปเถิด หากต้องการอะไรก็ให้คนมาบอกพ่อ”
หลังมองส่งบุตรสาวจากไปแล้ว เสิ่นเจิ้นกวงก็หันกลับมาสั่งเสิ่นจิ่งผู้เป็นบุตรชายว่า “จิ่งเอ๋อร์ เจ้าไปส่งคนจับตาดูเฉินเจี๋ยผู้นั้นที”
“ขอรับ”
ภารกิจหลักที่ฮ่องเต้หย่งอันให้เขามาครั้งนี้ ก็คือคุ้มครององค์ชายหลายพระองค์ อันตรายที่มีต่อองค์ชาย บางครั้งอาจไม่ได้มาจากผู้ประสบภัยที่ก่อจลาจลเหล่านั้น
แต่อาจมาจากคนในกันเอง...
หากระหว่างจิ้งอ๋องกับองค์ชายเจ็ดมีเรื่องอะไร เสิ่นเจิ้นกวงจำเป็นต้องรู้เป็นคนแรก
ส่วนเสิ่นม่านซูที่เพิ่งเดินออกมาก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ
คำพูดของนางเมื่อครู่ นอกจากต้องการให้บิดาระแวดระวังฝ่ายองค์ชายเจ็ดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ นางต้องการให้บิดาจับตาดูฝั่งจิ้งอ๋องไว้
ในนิยายต้นฉบับ ไม่มีเหตุการณ์ที่องค์ชายทั้งสี่คนมาบรรเทาภัยพิบัติพร้อมกันเช่นนี้ ทว่าในเส้นเรื่องเดิม ฉีอ๋ององค์ชายสามผู้มีอารมณ์รุนแรง กลับถูกจิ้งอ๋ององค์ชายสี่ผู้เจ้าเล่ห์วางแผนทำร้ายจนตาย!
[1] สตรีชาเขียว หมายถึง ผู้หญิงที่ภายนอกทำตัวใสซื่อ อ่อนโยน น่าสงสาร เหมือนไม่มีพิษภัย แต่จริงๆ แล้วเจ้าเล่ห์ แสร้งทำตัวไร้เดียงสา
[2] หวั่น เป็นการเล่นคำพ้องเสียง ซึ่งคำว่า ‘ชาม’ ในภาษาจีนจะออกเสียงว่า ‘หวั่น’