(EP 4 ทหารหาญสู้ระทึก)
เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ใต้รูปปั้นทองคำนั้นเป็อสรพิษตัวใหญ่ เราต่างก็แตกตื่นวิ่งหน้าหงายออกมาจากตรงนั้นกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ความมืดสลัวในที่นั้นมันไม่ได้ทำให้เราระมัดระวัง ว่าจะมีเ้าสิ่งนี้มานอนขดนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างที่ไม่ส่งเสียงสัญญาณอะไรให้รู้เลยสักนิด อีกทั้งการที่พวกเรากำลังตื่นตะลึงกับรูปปั้นประหลาดที่น่าจะทำจากทองคำนั้น มันก็ทำให้เราเกิดความประมาทเลินเล่อ จนขาดความระมัดระวังหรือตั้งรับไว้ล่วงหน้า
แม้แต่พี่เมฆจอมขมังเวทเองก็กลับวิ่งแซงหน้าคนอื่นไปอยู่่ตัว ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองพวกเราที่เหลือราวกับจะเพิ่งตั้งสติได้
ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งก็คือ เทียนเล่มเล็กๆ ที่อยู่ในมือของพี่เมฆกลับไม่ได้ดับลงไปเหมือนอย่างที่ผมกลัว เพราะถ้ามันดับมืดลงเมื่อไรในตอนนี้แล้ว เห็นทีเราคงจะต้องอาศัยแสงจากประกายในดวงตาของเ้างูั์นั่นกระมัง ซึ่งถึงตอนนั้นเมื่อไร พวกเราก็คงจะเข้าไปอยู่ในปากของมันซะก่อนมากกว่า
ผมวิ่งมาถึงตัวพี่เมฆก่อนคนอื่น ก่อนที่จะนึกได้ว่าไม่ได้เหลียวมองดูจันกับทหารหนุ่มของท่านจ้าวที่มากับเราเลย เมื่อหันหน้ากลับไปก็เห็นจันโผล่ร่างออกมาจากความมืดมิดและวิ่งมาทางผมจนเกือบจะถึงตัวแล้ว ดวงตาของเขาที่ผมเห็นลางๆ นั้นดูจะตื่นตระหนกอยู่มาก แม้แต่ผมที่ตัดสั้นเกรียนของเขาก็ยังตั้งชี้ชันราวกับเพิ่งเจอกับผีร้าย
"ทหารหนุ่มคนนั้นล่ะจัน...? เขาวิ่งไปทางไหนแล้ว?!" เมื่อไม่เห็นร่างของเขาวิ่งตามจันมา ผมก็อดจะเกิดความเป็ห่วงทหารหนุ่มคนนั้นขึ้นมาไม่ได้แม้ว่าเขาจะเป็ผู้หนึ่งที่เจนจัดคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถบนี้มากกว่าพวกเราก็เถอะ
จันเหลียวหน้ากลับไปตามทางเดินในถ้ำอันมืดมิด "ไม่รู้สิ... ตอนแรก... ตอนแรกเขาก็วิ่งมาพร้อมๆ กับผมนะ แต่เ้าพญานาคตัวนั้นน่ะ ผมก็เห็นมันเลื้อยตามมาติดๆ ผมหันไปดูทีเดียว แล้วก็โกยอ้าวมาถึงตรงนี้เลยพี่กิต..."
"รีบๆ มาอยู่ข้างหลังพี่กันก่อนเถอะน้องทั้งสอง" เสียงพี่เมฆบอกออกมาอย่างเร็ว "สิ่งนั้นมันไม่ใช่พญานาค และมันก็ไม่ใช่งูธรรมดาๆ แต่มันคืองูอาคมชั้นสูง ที่คงมีใครร่ายเวทมนตร์ให้มันเป็ผู้พิทักษ์ปกป้องรูปปั้นนั้นเอาไว้อย่างแน่นอน"
เเล้วเสียงร้องของสัตว์บางชนิดที่ฟังดูแปลกประหลาดน่าขนลุกก็คำรามเสียงขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดข้างหน้า จากนั้นก็มีเสียงสวบๆๆ ดังติดกันถี่ๆ พร้อมกับเสียงเหมือนมีวัตถุขนาดใหญ่ฟาดเหวี่ยงไปตามผนังถ้ำหรืออุโมงค์แคบๆ นี้จนพื้นและผนังรอบตัวของพวกเราก็ยังต้องสั่นะเื
ผมกับจันไม่ได้ชักช้าอีกต่อไป รีบเข้าไปยืนหลบอยู่ทางด้านหลังของพี่เมฆ ขณะที่ผมก็เห็นเขาดึงมีดขนาดยาวราวเจ็ดแปดนิ้วเล่มหนึ่ง ออกมาจากเสื้อแจ็คเก็ตทหารพรานที่เขาสวมอยู่ และตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
"น้องกิตติถือเทียนเล่มนี้ไว้" เขายื่นมือซ้ายส่งเทียนเล่มนั้นให้ผม "คอยระวังอย่าให้มันปักหัวลง ถ้ามันไม่ปักหัวลงโดยสิ้นเชิงล่ะก็ เทียนเล่มนี้ก็ยากที่จะดับโดยง่าย"
ผมรีบรับเทียนของพี่เมฆมาถือไว้อย่างระมัดระวัง คิดว่าเทียนเล่มนี้คงเป็เทียนอาคมอย่างหนึ่ง จึงยากที่จะดับถ้าไม่ถือมันคว่ำลงอย่างที่พี่เมฆเตือน
จากนั้นพี่เมฆก็กระชับมีดนั้นด้วยมือขวาให้ถนัดมือยิ่งขึ้น ทว่า เสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ก็กลับเงียบไปชั่วขณะ
และพริบตานั้น เสียงเหมือนมีอะไรแหวกอากาศมาทางนี้ก็ดังขึ้น ก่อนที่เราจะเห็นอะไรบางอย่างพุ่งมาตกที่เบื้องหน้าเราอย่างค่อนข้างแรง จนพื้นตรงนั้นตลบขึ้นมาด้วยฝุ่นดินคละคลุ้ง!
พวกเราต่างขยับถอยไปข้างหลังกันคนล่ะสองก้าวด้วยสัญชาตญาณอัตโนมัติ ก่อนที่จะเห็นว่า สิ่งที่ปลิวตกลงมาข้างหน้านั้น แท้ที่จริงก็คือร่างของทหารหนุ่มนั่นเอง
"ท่านทหารหาญ...?!" พี่เมฆเรียกเขาขณะที่ร่างนั้นรีบพลิกตัวเองลุกขึ้นคุกเข่าโดยชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วและเตรียมพร้อม
"ท่านทหาร...!" ผมเองก็อดะโเรียกเสียงดังด้วยความดีใจไม่ได้ "ท่านยังไม่เป็ไรใช่ไหม โชคดีของ...?"
เสียงของผมกลับต้องค้างอยู่แค่นั้น เมื่อผมได้สังเกตุเห็นเืที่ปรากฏอยู่ที่มุมปากของเขาเข้าพอดี
แม้แววตาของเขาขณะนั้นจะเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวไม่ย่อระหย่อนต่อสิ่งที่ยังคงอยู่ในความมืด แต่ทว่า ที่มือขวาของเขาที่ยังคงกำด้ามของมีดที่มีขนาดใกล้เคียงกับที่พี่เมฆใช้ กลับมีอาการสั่นราวกับคนเป็ไข้!
และเมื่อผมเลื่อนสายตาไปที่ส่วนลำตัวของเขา ก็กลับเห็นว่า เขากำลังใช้มือข้างซ้ายกุมบริเวณส่วนท้องน้อยเอาไว้ และเืสีแดงข้นก็ปลี่ล้นออกมาตามง่ามมือเป็ลิ่มๆ !
พวกเราทั้งสามต่างตาค้าง ที่ได้เห็นอาการาเ็ที่ค่อนข้างมากของทหารหนุ่มแห่งมิตทราห์จนไม่สามารถจะนึกพูดอะไรออกมาได้ในตอนนี้ และเมื่อสักครู่นี้ จากเสียงต่างๆ ที่เราทั้งสามได้ยิน ก็คงเป็เสียงการต่อสู้ระหว่างทหารหนุ่มคนนี้กับอสรพิษั์ตัวนั้นอย่างเต็มกำลังอย่างแน่นอน
"มันยัง... มันยังไม่ตาย..." เสียงบอกของทหารหนุ่มเล็ดลอดออกมาอย่างแทบจะไร้เรี่ยวแรงทั้งๆ ที่ดวงตาก็ยังแข็งกร้าวปานนั้น และนั่นก็ทำให้ผมกับพี่เมฆต้องรีบเงยหน้าขึ้นไปมองฝ่าความมืดที่เบื้องหน้าทันที
พริบตานั้น ประกายตาคู่หนึ่งของสัตว์ร้ายก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดนั้น พร้อมๆ กับเสียงคำรามอันดังลั่นอื้ออึงจนผนังถ้ำรอบๆ ตัวเราต้องสั่นะเืครืนๆ !
แต่ประกายตาที่ดุจดังไฟลุกโชนของมันนั้น ก็ดูเหมือนจะมัวหมองอ่อนประกายไปข้างหนึ่ง และเมื่อร่างของมันเริ่มเลื้อยเข้ามาหาพวกเราพร้อมกับค่อยๆยืดคอขึ้นไปจนสูงจนเกือบติดผนังถ้ำ้าแล้ว ในตอนนั้นเอง ผมก็ได้เห็นว่าตาข้างซ้ายของมันเหมือนจะมีอะไรปักคาค้างไว้อย่างแแ่
"นั่นก็คือ ลูกธนูที่หักออกครึ่งหนึ่งที่ข้าได้พกซ่อนไว้บนเกราะไหล่ของข้า... และดูเหมือนว่า ข้าจะได้ทำลายดวงตาข้างนั้นของมันสำเร็จ... แล้ว" เสียงอันอ่อนล้าของทหารหนุ่มบอกพวกเราด้วยรอยยิ้มอันเปรอะเปื้อนด้วยเืข้างมุมปาก
"ไปอยู่ข้างหลังข้าดีกว่านะ ตอนนี้ให้ข้าสู้กับมันดีกว่า..." เสียงพี่เมฆบอกเขาออกไปด้วยน้ำเสียงที่เห็นใจและห่วงใย
แต่พริบตานั้น ร่างของทหารหนุ่มก็กลับดีดตัวขึ้นสู่เบื้องบนอย่างที่ผมไม่ทันจะคาดคิด ก่อนที่จะเห็นเขาเหวี่ยงร่างของตัวเองขึ้นคว้าคอเ้าอสรพิษั์ได้อย่างรวดเร็ว!
"เหวอออ...! แม่จ้าวเอ๊ย... เขาทำได้ยังไงน่ะ?!" จันที่ซ่อนอยู่ด้านหลังพี่เมฆต้องร้องจนอ้าปากค้าง
ใช่แล้ว เขาทำได้อย่างไรกัน เพราะจากที่ผมเห็นเหมือนว่า เขากำลังจะทรุดล้มลงไปเพราะหมดเรี่ยวแรง รวมทั้งก็มีอาการาเ็สาหัสอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็กลับมีเรี่ยวแรงที่จะทำแบบนั้นได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ!
แล้วมีดในมือของทหารหนุ่มแห่งท่านจ้าวก็จ้วงแทงลงไปที่ดวงตาอีกข้างหนึ่งของเ้าสัตว์ร้ายทันที!
เ้าสัตว์ร้ายที่ตอนแรกเหมือนจะไม่ค่อยแสดงอาการเ็ปอะไรออกมาก็พลันคำรามร้องจนกึกก้อง รวมทั้งสบัดลำตัวไปมาจนกระทบกระแทกผนังหินรอบๆ นั้นจนแตกกระเซ็นปลิวว่อน!
"ท่านเมฆา...!" เสียงทหารหนุ่มเรียกเสียงดังลั่นขณะตัวเขาเองก็ถูกเหวี่ยงไปมาจนแทบจะพลัดตกอยู่รอมร่อ "จังหวะที่มันอ้าปากขึ้นอีกครั้ง จงใช้ดอกธนูนี้ผสมกับอาคมของท่านซัดใส่ปากของมัน นั่นอาจจะเป็วิธีเดียวที่จะหยุดยั้งมันได้...!"
แล้ววัตถุอย่างหนึ่งก็ถูกเหวี่ยงลงมาให้เมฆา ซึ่งมันก็คือ ดอกธนูที่ถูกหักไว้อีกดอกหนึ่งที่ทหารหนุ่มผู้นี้คงได้ซ่อนเอาไว้ที่เกราะไหล่อีกข้างหนึ่งของเขานั่นเอง
พริบตาต่อมา ผมก็เห็นเขาใช้ทั้งสองมือกดด้ามมีดที่ได้ปักอยู่บนตาข้างขวาของเ้าสัตว์ร้ายให้จมลึกลงไปอีก!
และนั่นก็ทำให้เ้าสัตว์ร้ายนั่นต้องอ้าปากกว้างและคำรามร้องอย่างโหยหวน
"เอาเลย ท่านเมฆา!!" เสียงเขาะโสั่งมาอีกครั้ง
ไวเกือบเท่าคำสั่งนั้น พี่เมฆก็ลงมือซัดดอกธนูหักๆนั้นไปอย่างเร็วแรง!
ดอกธนูเมื่อกำลังพุ่งออกไปก็กลับมีประกายสีรุ้งอันแปลกประหลาด ก่อนที่มันจะหายวาบลงไปตามลำคอของเ้าสัตว์ร้าย
เพียงอึดใจเดียว มันก็แหงนหน้าขึ้นสู่เบื้องบนพร้อมกับสบัดหัวไปมาอย่างเร็วแรงราวกับเ็ปเหลือกำลัง ก่อนที่ผมจะได้เห็นว่าลำตัวสีเทาๆของมันเริ่มจะเปล่งแสงราวกับมีไฟอันร้อนแรงลุกโหมแผดเผาอยู่ภายใน!
จังหวะนั้นเองที่ร่างของทหารหนุ่มก็พลัดตกลงมาทันที
พี่เมฆดูเหมือนจะตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาก็รีบวิ่งเข้าไปรับร่างของทหารหนุ่มได้อย่างหวุดหวิด และทั้งสองก็ล้มกลิ้งหลุนๆกันไปหลายตลบ ขณะที่ผมกับจันนั้น ก็ทำได้แค่เพียงยืนปากอ้าตาค้าง
เ้างูั์ยังคงดิ้นสะบัดตัวอยู่โครมๆครามๆ ขณะที่ลำตัวของมันก็เริ่มกลายเป็สีแดงราวกับหินลาวาอันแดงฉาน พร้อมกับมีควันกำมะถันระเหยออกมาจนคละคลุ้ง
พี่เมฆประคองร่างของทหารหนุ่มขึ้นมาอย่างทุลักทุเลขณะหันมามองหน้าผม
"เราจะต้องรีบออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว งูนั่นหมดฤทธิ์แน่แล้ว แต่มัน กำลังจะะเิออกมานะพี่ว่า?"
"ห๊าาาา...!!" เสียงผมกับจันร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน แต่แล้วก็รีบช่วยกันเข้าไปประคองร่างของทหารหนุ่มที่ดูท่าจะหมดแรงจนแทบจะคลื่อนไหวตัวเองอีกไม่ได้แล้ว
"รีบไปกัน... เร็...." พี่เมฆย้ำออกมายังไม่ทันจบคำดี เสียงะเิก็ดังขึ้นกึกก้อง ร่างของเ้าสัตว์ร้ายนั้นก็พลันแตกกระจายเป็เศษหินแดงฉานราวกับก้อนลาวานับจำนวนไม่ถ้วน และปลิวไปทุกทิศทุกทาง ส่วนพวกเราก็ต้องรีบหลบก้อนหินที่ปลิวมานั้นกันอย่างหวุดหวิด
แต่สิ่งเลวร้ายอีกอย่างที่ตามมาก็คือ พื้นอุโมงค์หรือพื้นถ้ำที่อยู่ภายใต้เท้าของพวกเราลงไปนั้น มันกลับเริ่มสั่นะเืราวกับเกิดแผ่นดินไหว!
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ล่ะครับพี่เมฆ?!" ผมละล่ำละลักถามออกไปขณะช่วยกันฉุดดึงร่างของทหารหนุ่มออกไปจนเกือบจะถึงหน้าทางเข้าที่เป็ริมผนังของบ่อั์อีกที
"หินและดินแถบนี้มันไม่ได้แข็งแรงมาก มันเป็หินและดินที่ค่อนข้างอ่อน เราจะต้องรีบออกไปอยู่ที่ด้านนอกอย่างเร็วที่สุด ก่อนที่มันจะ..."
จะเป็เพราะอาถรรพ์อะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่หลังๆมา พอพี่เมฆพูดอะไรได้ยังไม่ทันจะจบประโยคดี เหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เกิดขึ้นมาแทบจะทันที!
ความรู้สึกของผมขณะนั้น มันเหมือนฝ่าเท้าและร่างกายได้หลุดลอยอยู่กลางอากาศอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่จะรู้สึกว่าร่างกายกำลังตกวูบลงไปเบื้องล่าง ขณะที่สายตาของผมก็ยังได้เห็นพี่เมฆและจันร่วงละลิ่วลงไปด้านล่างพร้อมเศษดินเศษหินมากมายนับไม่ถ้วน!
แต่จะเพราะอะไรก็ตาม ที่แน่ๆ พื้นหินที่เราได้เหยียบอยู่เมื่อครู่นั้น ตอนนี้มันได้ถล่มยุบลงไปก่อนที่พวกเราจะสามารถออกมาจากตรงนั้นได้ก่อนซะอีก
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมก็สามารถคว้าจับเข้าที่ชง่อนหินอันหนึ่งที่อยู่ด้านนอกของริมผนังบ่อั์นั้นได้อย่างทันท่วงที
ขณะที่ผมก็เหลือบไปเห็นพี่เมฆกำลังคว้าจับไปที่ชง่อนหินอีกอันหนึ่งไว้ได้ทันเช่นกัน ส่วนจันเองผมกลับมองไม่เห็นว่าตัวเขาหล่นร่วงไปถึงไหนแล้ว ความรู้สึกอนาถใจของผมเกิดขึ้นมาในตอนนี้อย่างทันที
โถ่เอ๊ยจัน... อุตส่าห์ผจญอันตรายมาด้วยกันจนถึงตอนนี้แล้ว ไม่คิดว่าจะต้องมามีอันเป็ไปแบบนี้เลย....
แต่ผมกลับลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง...
ใช่แล้ว... ทหารหนุ่มนั่นล่ะ เขาร่วงหล่นไปทางไหนกันนะ?
ด้วยความที่ผนังของบ่อั์นี้จับยึดได้ง่าย ครู่เดียวผมก็สามารถจะยึดลำตัวให้อยู่ชิดกับผนังหินได้อย่างปลอดภัยเหมือนกับตอนที่เราได้ปีนขึ้นมานั่นเอง ผมเหลียวหน้าไปมองทางพี่เมฆก็เห็นเขายึดผนังหินไว้ได้อย่างมั่นคงเช่นเดียวกับผม
และเมื่อผมเงยหน้าขึ้นไปมอง้า ก็ได้เห็นร่องรอยของการพังทลายของหน้าทางเข้าอุโมงค์ที่ยุบถล่มลงมาจนแทบไม่เหลือเค้าแบบเดิมๆ แต่ทางเข้าอุโมงค์ก็ยังปรากฏให้เห็น โดยที่ขอบทางเข้าได้หักถล่มลงไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงขอบผากับช่องอุโมงค์ที่ไม่มีที่หยั่งเท้าด้านหน้า
และปาฏิหาริย์บางอย่างก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเมื่อผมได้สังเกตุเห็นบางสิ่ง...
ที่นั่น ที่ขอบผาหน้าทางเข้าอุโมงค์นั่น กลับมีร่างของทหารหนุ่มห้อยร่างติดกับผนังหินที่เป็ขอบผานั้น
ผมแทบไม่อยากจะเชื่อตาตัวเอง ว่าจะได้เห็นเขาห้อยอยู่ตรงนั้น โดยที่มือข้างขวาของเขาได้จับยึดไว้กับชง่อนหินเล็กๆตรงขอบหน้าผาไว้ได้อย่างพอดี
ใบหน้าของเขานั้นก็มองต่ำลงมาทางผมพอดีเช่นกัน ทว่า... ทำไมเหมือนกับเขาจะไม่มีลมหายใจแล้ว ทำไมเหมือนกับเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว ทั้งๆที่ใบหน้าของเขานั้น ก็ยังปรากฏรอยยิ้มอยู่ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเื ขณะที่ดวงตาทั้งคู่นั้นกลับปิดสนิทลงทั้งสองข้าง!
ผมไม่รู้ว่าพี่เมฆจะสังเกตุเห็นได้พร้อมๆกับผมไหม เพราะเพียงครู่เดียวผมก็กลับแทบช็อคกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เหนือขอบผา หรือเหนือร่างที่ห้อยอยู่ของทหารหนุ่มคนนั้น
สิ่งนั้น... สิ่งที่ทำให้ผมแทบช็อคจนแทบพลัดหล่นลงไปข้างล่าง ก็คือ...
รูปปั้นทองคำ ที่เหลืองอร่ามงดงาม และมีรูปพรรณคล้ายคลึงกับท่านมหาดาบส หากแต่มีเขางอกเงยออกมาจากศรีษะคู่หนึ่ง ได้กลับปรากฏขึ้นอยู่เหนือขอบผานั้น !
รูปปั้นทองคำที่ในตอนนี้ ก็ควรที่จะยังตั้งอยู่ในโถงถ้ำลึกๆด้านในนั้น แต่บัดนี้ มันกลับกำลังมายืนอยู่ตรงขอบผานั้นได้อย่างไร ?!
และรูปปั้นนั้น ก็ดูเหมือนจะมองจ้องลงมาทางผม ด้วยแววตาอันสุดพิโรธ...?!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)