บทที่ 39
ข่าวลือทั่วเมืองหลวง
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็วทว่าความเงียบสงบภายในนครหลวงเหยียนจิงกลับหาได้คงอยู่ดังเดิมไม่
ยามนี้...ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครหลวงราวกับเปลวไฟที่ลุกลามในทุ่งหญ้าแห้ง ท่ามกลางสายลมแรงข่าวคราวเรื่องซื่อจื่อเหยียนไป๋เฉินแห่งจวนเหยียนหลงอ๋องที่เพิ่งกลับมาจากชายแดนทิศเหนือพร้อมกับสตรีลึกลับนางหนึ่งและเด็กหญิงตัวน้อยอีกคน กำลังเป็นหัวข้อที่ผู้คนสนใจมากที่สุดในยามนี้
เรื่องเล่านี้ถูกส่งต่อจากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่งจากหอสุราไปถึงตลาด จากลานประลองไปถึงเรือนขุนนาง แม้แต่ในตรอกซอยแคบ ๆที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเอ่ยถึงการเมือง ยังมีเสียงซุบซิบอย่างคึกคักไม่ขาดสาย
ไม่แปลกเลยที่ข่าวลือนี้จะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
เพราะเหยียนไป๋เฉินมิใช่บุรุษธรรมดาสามัญ
เขาคือซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋องบุรุษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้มากความสามารถทั้งบู๊และบุ๋นขึ้นชื่อเรื่องสติปัญญาและกำลังยุทธ์เหนือใครในรุ่นเดียวกัน
หากพูดกันตามตรง ในยามนี้...เหยียนไป๋เฉินได้รับความสนใจมากยิ่งกว่าซื่อจื่อคนก่อนอย่างเหยียนเจิ้งหลงเสียอีก
แม้เหยียนเจิ้งหลงจะเคยได้รับตำแหน่งซื่อจื่อในฐานะบุตรชายคนโตและเป็นแม่ทัพที่มีผลงานในสมรภูมิไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับเหยียนไป๋เฉินแล้วกลับคล้ายแสงจันทร์ที่ริบหรี่ลงยามรุ่งอรุณ
เหยียนไป๋เฉินในอดีตแม้ยังไม่ได้เป็นซื่อจื่อ แต่ชื่อเสียงของเขาก็โด่งดังไปทั่วนครหลวง
อายุเพียงยี่สิบปีกลับสามารถฝึกปรือจนบรรลุขอบเขตขั้นปฐพีอีกทั้งยังมีฝีมือในเชิงกลยุทธ์และศาสตร์การทหารที่ได้รับการยอมรับแม้แต่จากบรรดาแม่ทัพใหญ่มากประสบการณ์ในราชสำนัก
และยามนี้...เขาคือซื่อจื่ออย่างเป็นทางการบุรุษที่ถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเหยียนหลงอ๋องในอนาคต
ทุกก้าวย่างของเขา ทุกการกระทำของเขาล้วนถูกจับตามองจากสายตานับไม่ถ้วนในนครหลวงแห่งนี้
ดังนั้นการที่เหยียนไป๋เฉินกลับมาพร้อมหญิงสาวผู้หนึ่ง และเด็กหญิงตัวน้อยที่กล่าวกันว่าเป็น "บุตรสาวของเขา"ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในหมู่ขุนนางและตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
ไม่เพียงแต่ขุนนางและข้าราชการในราชสำนักแม้แต่พวกพ่อค้าคหบดี ตระกูลนักปราชญ์ ไปจนถึงผู้ควบคุมอำนาจเงามืดในนครหลวงต่างก็เริ่มขยับสายข่าวของตนเองอย่างเงียบงัน แต่กระตือรือร้นยิ่งนัก
ใครเล่าจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้?
สตรีผู้นั้นเป็นใคร?
นางมีภูมิหลังเช่นไร?
เหตุใดซื่อจื่อเหยียนไป๋เฉินจึงเลือกนาง?
และเด็กน้อยที่เรียกขานว่า "บุตรสาว"...นางมีสายเลือดอันใด?
คำถามเหล่านี้ล้วนปะทุอยู่ในใจของทุกผู้คนในนครหลวงยิ่งมีข่าวลือแพร่สะพัดมากเท่าไร ความกระหายใคร่รู้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ยามนี้...สายข่าวทั้งเปิดเผยและเร้นลับต่างถูกส่งออกจากตระกูลใหญ่และขุนนางฝ่ายต่าง ๆ เพื่อสืบหาความจริง
พวกเขาอยากรู้ว่าสตรีผู้นั้น...เป็นใครกันแน่
..
พื้นที่เขตด้านในทางทิศตะวันออกของจวนเหยียนหลงอ๋องนอกจากตำหนักและเรือนพักของสตรีในตระกูลแล้ว ยังมีสวนดอกไม้ส่วนตัวของซูอวิ๋นเจียวชายาเอกของเหยียนหลงอ๋อง ตั้งอยู่ที่นี่ด้วย
สวนดอกไม้แห่งนี้ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันทุกฤดูดอกไม้หลากชนิดผลิบานเรียงรายตลอดแนวทางเดิน
กลิ่นหอมอ่อนของดอกเหมยและดอกโบตั๋นผสมปะปนกันอย่างพอดีสายลมเย็นเบาพัดผ่าน ทำให้กลีบดอกไม้บางเบาร่วงหล่นลงมาเป็นระยะคล้ายหิมะโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ
ทางเดินหินทอดยาวคดเคี้ยวผ่านแปลงดอกไม้หลากสีสันบางจุดมีศาลาไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่สำหรับพักผ่อน หรือชมวิวในยามบ่ายที่แสงแดดอ่อนจาง
ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบและงดงามเถาเถาร่างเล็กในชุดกระโปรงสีขาวปักลายดอกเหมยสีชมพูอ่อนกำลังวิ่งเล่นอยู่บนทางเดินหิน เสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยดังแว่วไปทั่วบริเวณ
นางวิ่งผ่านกลุ่มดอกโบตั๋นที่สูงเกือบเท่าตัวนางมือเล็ก ๆ พยายามเอื้อมไปสัมผัสกลีบดอกไม้ที่พลิ้วไหวตามแรงลมแววตากลมโตทอประกายระยิบระยับ เต็มไปด้วยความสุข
ข้างกายเถาเถาซูอวิ๋นเจียวที่เปลี่ยนจากท่วงท่าสง่างามในยามปกติกลับแปรเปลี่ยนเป็นหญิงวัยกลางคนผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนนางก้าวตามหลานสาวไปไม่ห่าง ยามเถาเถาวิ่งเร็วขึ้น นางก็เร่งฝีเท้าตามไป
เสียงหัวเราะเบา ๆของซูอวิ๋นเจียวดังแทรกเสียงหัวเราะใส ๆ ของเถาเถาไม่ขาดสายริมฝีปากของท่านอ๋องหญิงแย้มยิ้มกว้างความเย็นชาและสงบเสงี่ยมในยามเผชิญหน้าผู้คนถูกแทนที่ด้วยความสดใสอันหาที่เปรียบมิได้
ด้านหลังของทั้งสอง หญิงรับใช้จำนวนหนึ่งวิ่งตามอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือเหน็ดเหนื่อยก่อนดี
พวกนางพยายามรักษาระยะห่างให้พอเหมาะทั้งเพื่อให้เถาเถาและชายาเอกวิ่งเล่นได้อย่างอิสระและเผื่อไว้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและสดใสที่หาได้ยากยิ่งในจวนเหยียนหลงอ๋องแห่งนี้
ห่างออกมาเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ภายในเขตสวนดอกไม้ มีต้นหลิวโบราณต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางลานหิน
กิ่งก้านของมันทอดยาวโค้งอ่อนประหนึ่งม่านไหมสีเขียวอ่อนปลายใบพริ้วไหวตามสายลม ช่วยเสริมให้บรรยากาศดูสงบเย็นและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
ใต้ต้นหลิวนั้นมีศาลาไม้หอมตั้งอยู่ในศาลามีโต๊ะน้ำชาแกะสลักลวดลายเมฆหมุนวนและเบาะผ้าไหมปักลายเปลวเพลิงวางเรียงไว้อย่างเรียบร้อย
ไป๋ซือเหนียงนั่งสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาต้นหลิวนั้นร่างบางในชุดอาภรณ์ขาวสะอาดเรียบง่าย ยกถ้วยชาขึ้นแนบปลายริมฝีปาก ละเมียดละไมในจังหวะและท่วงท่าราวกับหญิงผู้สูงศักดิ์โดยกำเนิด
นางทอดสายตาออกไปยังภาพเบื้องหน้าเฝ้ามองเถาเถาที่ยังคงวิ่งไล่จับกับซูอวิ๋นเจียวอย่างสนุกสนาน
แสงแดดอ่อนจางสะท้อนประกายในดวงตาของนางรอยยิ้มอ่อนโยนที่แทบไม่เคยปรากฏต่อหน้าใคร ค่อย ๆ คลี่แย้มขึ้นที่มุมปากอย่างเงียบงัน
นี่เป็นวันที่สองที่ไป๋ซือเหนียงพำนักอยู่ภายในจวนเหยียนหลงอ๋องสถานที่ซึ่งผู้คนในนครหลวงเหยียนจิงต่างขนานนามว่า "วังหลวงแห่งที่สอง"
และในระยะเวลาเพียงสองวัน...นางก็ได้เห็นได้สัมผัส และได้เข้าใจถึงความหมายของคำเรียกขานนั้นอย่างถ่องแท้
ไป๋ซือเหนียงทอดสายตาออกไปยังแนวกำแพงสูงใหญ่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจวนแม้จะอยู่ห่างจากจุดที่นางนั่งอยู่ในสวนดอกไม้ทางด้านตะวันออกแต่เพียงเสี้ยวความคิดนางก็สามารถนึกถึงภาพรอยต่อของเขตกำแพงทั้งสี่ชั้นที่ล้อมรอบพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
กำแพงหินอ่อนสีดำสนิทซึ่งแกะสลักลวดลายมังกรเพลิงพันเกี่ยวเหมือนแผ่พลังอำนาจออกมาจากเนื้อหินเองยิ่งเมื่อแสงอาทิตย์กระทบในยามเช้าหรือยามโพล้เพล้ลวดลายนั้นยิ่งเหมือนเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต
ประตูหลักที่มีชื่อว่า "ประตูมังกรเพลิง"นั้น...เพียงแค่มองผ่านสายตาไปครั้งเดียว นางก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังอาคมที่แฝงอยู่ในเส้นสายของลวดลายมังกรคู่ประสานเหนือเปลวเพลิง
ไม้สนพันปีที่นำมาทำเป็นบานประตูผ่านการลงรักและเคลือบทอง จนแทบมองไม่เห็นร่องรอยของไม้ดั้งเดิมแต่ยังคงกลิ่นหอมอ่อนจางจากเนื้อไม้ประหนึ่งย้ำเตือนถึงรากเหง้าของตระกูลเหยียน
แผ่นป้ายไม้จำหลักอักษร "จวนเหยียนหลงอ๋อง"นั้น ว่ากันว่าจารึกโดยพระหัตถ์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเองนี่ไม่ใช่เพียงชื่อจวนธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่น
สองวันที่ผ่านมาไป๋ซือเหนียงใช้เวลาส่วนใหญ่เงียบสงบ
ในยามกลางวัน นางใช้โอกาสสังเกตเส้นทางและพื้นที่ภายในจวนอย่างเงียบงันบันทึกในใจอย่างถี่ถ้วน
ในยามค่ำคืนนางใช้เวลาทบทวนข้อมูลที่ได้มาจากบทสนทนาทั้งจากคนรับใช้และจากคำพูดของซูอวิ๋นเจียวชายาเอกผู้ใจดีแต่แฝงความละเอียดลึกซึ้ง
ตำแหน่งที่ตั้งของจวนเหยียนหลงอ๋องนับว่าสำคัญยิ่ง
ตัวจวนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครหลวงเหยียนจิงกินพื้นที่กว้างใหญ่ถึงหนึ่งในห้าของเขตขุนนางหลวงนี่ไม่ใช่เพียงจวนของขุนนางธรรมดาแต่เปรียบเสมือนป้อมปราการชั้นในที่รองรับค่ายทหารมังกรเพลิงที่ประจำการอยู่นอกกำแพงเมืองชั้นใน
พื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับเส้นทางหลักที่ทอดยาวสู่ท่าเรือส่วนตัวของจวนริมแม่น้ำหลงเหอท่าเรือนั้นใช้ลำเลียงกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ในยามมีภัยคุกคามเป็นเส้นทางลับที่แม้แต่นครหลวงทั้งนครอาจไม่เคยล่วงรู้ถึงความสำคัญ
รอบจวนยังล้อมด้วยแนวป่าไผ่ดำสูงตระหง่านสถานที่ซึ่งขุนศึกและแม่ทัพผู้ชำนาญการใช้เป็นที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์และขัดเกลาปราณ
บรรยากาศภายในเงียบสงบเย็นเยียบแต่ทุกย่างก้าวกลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น กำแพงและเสาอาคมที่ประจำทิศทำหน้าที่ทั้งคุ้มกันและสะกดพลังอาฆาตจากสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า
ตำแหน่งหอหลงอวี่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางจวนในอดีตคือสถานที่ที่เหยียนฉางหลงใช้บัญชาการกองทัพ
บัดนี้...กลายเป็นสถานที่ของเหยียนไป๋เฉินแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือพลังที่แผ่ออกมา ยังคงมั่นคง หนักแน่นและไม่อาจสั่นคลอนได้
ไป๋ซือเหนียงค่อย ๆวางถ้วยชาลงบนโต๊ะใต้เงาร่มหลิว ดวงตาคมสงบหรี่ลงเล็กน้อย
สองวันที่ผ่านมานี้ข้อมูลที่นางรวบรวมมา ไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องของจวนเหยียนหลงอ๋องแต่บอกเล่าถึงอำนาจของตระกูลเหยียนอย่างแจ่มชัด
นี่ไม่ใช่เพียงจวนอ๋องธรรมดาหากแต่เป็น"กองทัพ" ที่แฝงเร้นอยู่ในนครหลวงเป็น "ป้อมปราการ" ที่ประจันหน้าอยู่กับราชสำนักและเป็น "เงาแห่งบัลลังก์" ที่ผู้ใดก็ไม่กล้าท้าทาย
ริมฝีปากบางของนางแย้มยิ้มบางเบาพลางเงยหน้าขึ้นมองไปยังเถาเถาที่กำลังหัวเราะเบิกบานวิ่งไล่กับซูอวิ๋นเจียวอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกโบตั๋น
ในสายตาของไป๋ซือเหนียงยามนี้อาจเป็นภาพที่สงบและเรียบง่าย