10
ในตอนบ่ายจัด หยวนิโชคดีจับกระต่ายอ้วนได้หนึ่งตัวขณะเกี่ยวข้าว
ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างพึ่งพาข้าวในนา กระต่ายถือเป็ศัตรูตัวฉกาจที่คอยทำลายพืชพรรณธัญญาหาร ทั้งยังชอบขุดโพรงจนที่นาทำกินเสียหาย
ทุกคนต่างอยากจะจับมันมากิน แต่น่าเศร้าที่พวกมันช่างว่องไวนัก
การที่ใครสักคนจับมันได้ถือเป็โชคขนานใหญ่
ใครเลยจะรู้ว่าเ้ากระต่ายตัวนั้นกินข้าวและธัญพืชในนาไปมากมายแค่ไหนถึงได้อ้วนพี
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันอิจฉาตาร้อน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หากอยากกินเนื้อกระต่ายก็ต้องจับเอาเอง
หยวนิจึงไม่ตะขิดตะขวงใจอะไรที่เขาจะเก็บมันเพื่อนำมันกลับไปให้เสวี่ยหงปรุงเป็อาหารของทั้งสอง
เมื่อเขากลับมาถึงบ้านของเสวี่ยหง เธอก็ทำมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย รอเขากลับมากิน
“เอ๊ะ กระต่ายเหรอคะ” เสวี่ยหงอุทานด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นชายหนุ่มหิ้วกระต่ายตัวใหญ่เข้ามา มันน่าจะหนักประมาณ 7-8 ชั่งเลยทีเดียว
“ครับ วันนี้ผมโชคดีจับมันมาได้น่ะ เย็นนี้เรากินเนื้อกระต่ายกันดีไหมครับ”
“ตอนนี้หม้อไม่ว่างแล้วล่ะค่ะ ฉันทำอาหารไว้สองอย่างแล้วด้วย เราเก็บกระต่ายไว้กินวันพรุ่งนี้ดีกว่าไหมคะ อีกอย่าง ฉันไม่เคยกินกระต่ายมาก่อนเลย”
เสวี่ยหงมองเ้ากระต่ายด้วยความลังเล ถึงมันจะสกปรกไปหน่อยแต่ก็ยังดูน่ารักมาก
ให้เธอลงมือปลิดชีพมันแล้วถลกหนังเพื่อนำเนื้อไปทำอาหาร เธอคงทำใจไม่ได้
หยวนิไม่รู้ความคิดของเสวี่ยหง เขาจึงคิดว่าเป็เพราะหลี่ตงเหอไม่เคยจับกระต่ายได้ หรือถึงเคย เนื้อกระต่ายก็คงไม่ตกถึงท้องของเธอหรอก หากในบ้านนั้นยังมีแม่เลี้ยงอย่างหวังอวี้อยู่
“ได้สิ เดี๋ยวผมกินข้าวเสร็จจะจัดการกับมันให้นะครับ เอามันไปย่างหรือรมควันก็อร่อยดีนะ”
เสวี่ยหงมองท่าทางนำเสนออาหารที่เหมือนกับเด็กน้อยอวดของเล่นชิ้นใหม่ของหยวนิแล้วหัวเราะออกมาแ่เบา
“คุณแค่ถลกหนังมันให้ฉันก็พอค่ะ ถึงจะไม่เคยกิน แต่ก็พอรู้วิธีทำอยู่บ้างน่ะค่ะ”
หยวนิพยักหน้ารับปากอย่างขึงขัง เขานำเ้ากระต่ายไปเชือดแล้ววางทิ้งไว้ก่อน หลังจากกินข้าวเสร็จเขาค่อยมาจัดการกับมันอีกที
แต่ในตอนที่ทั้งสองกำลังจะลงมือกินมื้อเย็น เสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วซึ่งเปิดทิ้งไว้
“ได้ยินมาว่าจับกระต่ายได้อย่างนั้นรึ”
เป็หวังอวี้และหลี่อ้ายหลินที่ยืนอยู่ปากประตูรั้ว
เสวี่ยหงมองสองแม่ลูกแล้วหันกลับมาส่งสายตาเบื่อหน่ายให้กับหยวนิ
ชายหนุ่มเห็นสายตานั้นก็พยักหน้าให้เธอ ก่อนจะเป็ฝ่ายตอบ “ใช่ครับ ผมจับมาได้ตัวหนึ่ง”
“กระต่ายในฤดูกาลนี้คงจะเนื้อเยอะมากเลยสิท่า แล้วไม่คิดจะแบ่งมาให้ทางนี้บ้างหรือไง เสวี่ยหง” หวังอวี้เปิดประเด็นทันทีที่ได้รับการยืนยันข่าวสาร
“แม่คะ อาิจับมาได้แค่ตัวเดียวเองนะคะ” หญิงสาวตอบเสียงแ่
“ถึงจะแค่ตัวเดียว แต่พี่ก็ควรจะแสดงความกตัญญูกับที่บ้านด้วยสิคะ” หลี่อ้ายหลินโพล่งขึ้นมา ทั้งยังทำท่าจะเข้ามาภายในบ้านเพื่อตามหาเ้ากระต่ายตัวนั้น
“หลี่อ้ายหลิน พูดแทรกผู้ใหญ่แบบนี้ใช้ได้หรือ ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้าจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนนะ” เสวี่ยหงปรายสายตามองน้องสาวต่างมารดา
“นี่แก! แกน่ะสิพ่อแม่ไม่สั่งสอน! อ้ายหลินพูดมาก็ถูกต้องแล้ว” หวังอวี้เป็เดือดเป็ร้อนแทนลูกสาวขึ้นมาทันใด
“อืม ก็จริงนะคะ แม่ของฉันเสียไปนานแล้ว เลยไม่ได้มีโอกาสได้สอนสั่งอะไรฉันนัก ไม่เหมือนกับอ้ายหลินนะคะที่แม่ยังอยู่ แต่กลับไม่รู้จักมารยาทเสียอย่างนั้น” เสวี่ยรับคำหน้าตาย ทั้งยังเหน็บแนมกลับไปจนสองแม่ลูกต้องเบิกตาโพลง
เหตุใดคนที่ไม่เคยคิดแข็งขืนตอบโต้จึงเถียงกลับได้อย่างเจ็บแสบถึงเพียงนี้!
“แม่คะ!” อ้ายหลินกระทืบเท้าไม่พอใจที่โดนพี่สาวด่าว่าไร้มารยาท
หวังอวี้หายใก็รีบสวนกลับ “ยังไม่ทันจะแต่งงานแยกบ้านก็ปีกกล้าขาแข็งแล้วล่ะสินะ เหอะ! ช่างเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ แค่เนื้อกระต่ายไม่กี่ชั่งก็ไม่คิดจะแบ่งให้พ่อแม่กับน้องๆ กิน!”
“ถ้าคุณน้าจะขอแบ่งก็ต้องขอจากผมสิครับ ผมเป็คนจับกระต่ายตัวนี้ได้นะครับ” หยวนิเอ่ยแทรกขึ้น พร้อมกับเดินไปยืนขวางข้างหน้าเสวี่ยหง ด้วยเกรงว่าหวังอวี้หรืออ้ายหลินจะถลาเข้ามาทำร้ายร่างกายเธออีก
“เอ๊ะ! แต่เธอยกมันให้เสวี่ยหงแล้วไม่ใช่เหรอ เธอสองคนก็เหมือนคนคนเดียวกันไปแล้วครึ่งหนึ่ง เสวี่ยหงเป็ลูกสาวบ้านหลี่ ส่วนเธอก็ถือว่าเป็ลูกเขยบ้านหลี่ คนเป็ลูกก็ควรจะแสดงความกตัญญูกับพ่อแม่สิ” หวังอวี้เถียงอย่างไม่ยอมแพ้
อย่างไรๆ วันนี้นางก็ต้องได้เนื้อกระต่ายกลับไป!
“เรายังไม่ได้แต่งงานกัน จะถือว่าผมเป็ลูกเขยบ้านหลี่ตอนนี้ก็คงจะเร็วไปมั้งครับ และผมก็ไม่ได้ยกให้อาหงครับ ผมแค่ฝากมันไว้กับเธอและให้เธอทำอาหารจานเนื้อให้ผมกิน เพราะผมทำอาหารไม่อร่อยน่ะครับ” หยวนิชี้แจงด้วยท่าทีสบายๆ
หวังอวี้มองค้อนหยวนิด้วยความไม่พอใจ แต่ในขณะที่นางกำลังจะอ้าปากโต้แย้งอีกครั้ง เสวี่ยหงก็พูดขัดขึ้นก่อน
“เมื่อวานนี้อาิก็ให้กวางทั้งตัวกับที่บ้านแล้วนี่คะ จะเป็ไปได้ยังไงที่พ่อกับแม่และน้องๆ จะกินกวางทั้งตัวหมดแล้ว”
เมื่อเอ่ยถึงเนื้อกวาง หวังอวี้ก็มีท่าทางราวกับโดนมีดล่องหนแทงอก
“เนื้อกวางก็ส่วนเนื้อกวางสิ!”
‘แถขนาดนี้ สีข้างถลอกหมดแล้วมั้งคุณแม่เลี้ยง’ เสวี่ยหงคิดในใจอย่างขบขัน
“คงไม่ใช่ว่าแม่ยกเนื้อกวางส่วนใหญ่ไปให้บ้านเดิมแล้วเลยไม่มีกินหรอกนะคะ” เสวี่ยหงถาม
“พูดอะไร! อย่ามากล่าวหากันนะ! เป็บ้านหลักของสกุลหลี่ต่างหากที่แย่งเนื้อกวางของเราไป!” หวังอวี้ตวาดเสียงดังลั่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพื่อนบ้านในละแวกนั้นต่างได้ยินกันหมด
“โอ้ะ! ก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอคะ ในเมื่อพ่อเป็ลูกชายที่ปู่กับย่ารักมากที่สุด การแบ่งเนื้อที่ได้ไป ‘ฟรีๆ’ เพื่อแสดงความกตัญญูรู้คุณก็ถูกต้องแล้วนี่คะ” เสวี่ยหงตอกกลับนิ่งๆ แต่เสียงที่ใช้พูดกลับดังพอให้คนที่เริ่มมามุงดูได้ยินชัดเจน
“เมื่อวานนี้ฉันกับอาิแสดงความจริงใจด้วยการยกกวางที่เขาล่ามาอย่างยากลำบากให้กับพ่อแม่แล้วนะคะ กวางตัวนั้นดูจะหนักเกิน 60 ชั่งทีเดียว ถึงแม่แบ่งไปให้บ้านหลักสกุลหลี่แล้ว มันก็ควรจะต้องเหลืออยู่อีกหลายสิบชั่งนี่นา แต่ทำไมแม่กับอ้ายหลินถึงยังอยากได้เนื้อกระต่ายแค่ไม่กี่ชั่งกันล่ะคะ”
เธอพูดรัวเร็วแต่เสียงดังฟังชัด ชาวบ้านบางคนที่ยังไม่ทราบเื่นี้ก็พลันตาลุกวาว ก่อนจะมองสองแม่ลูกที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วใหม่ของหลี่เสวี่ยหงด้วยสายตาประณามหยามเหยียด
“ว่าก็ว่าเถอะนะ นางหลี่ ถึงเสวี่ยหงจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอ แต่เธอก็ไม่ควรคิดจะเอาเปรียบกันถึงขนาดนี้นะ กวางก็ได้ไปทั้งตัวแล้ว ยังจะอยากได้กระต่ายอีกงั้นหรือ น่าขันเกินไปแล้ว” แม่เฒ่าฝานที่อยู่บ้านตรงข้ามเอ่ยขึ้น
“นั่นน่ะสิ คิดจะให้เสวี่ยหงอดตายหรือไงกัน”
“อาิก็บอกอยู่ว่ากระต่ายตัวนี้เขาจับมาได้ และเขาจะยกให้ใครมันก็เื่ของเขาไหมล่ะ”
“ถึงเด็กสองคนนี้จะทำผิดไป แต่ตอนนี้พวกเขาก็พยายามแก้ปัญหาและไม่ไปรบกวนบ้านใหญ่นี่ เธอควรจะหยุดมาระรานคนหนุ่มสาวได้แล้วนะ หวังอวี้”
เพื่อนบ้านในละแวกนั้นออกปากตำหนิกันคนละประโยคสองประโยค ทำเอาหลี่อ้ายหลินมีท่าทีหูลู่หางตกจากเดิมที่ยืนจังก้าเท้าสะเอวพร้อมหาเื่พี่สาวแทนแม่ ในใจนึกหวั่นว่าจะโดนชาวบ้านตำหนิไปด้วย
หวังอวี้เห็นท่าไม่ดี เกรงว่าสามีจะรู้เื่ที่นางมาขอแบ่งเนื้อกระต่ายจากเสวี่ยหงโดยไม่บอกกล่าวก่อน จึงรีบคว้ามือลูกสาวคนรองแล้ววิ่งกลับบ้านตัวเองไป
เสวี่ยหงกับหยวนิมองตามแล้วส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
“พวกเธอสองคน ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกแม่เฒ่าคนนี้ได้นะ บ้านเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ หากเกิดอะไรขึ้นก็ะโดังๆ ได้เลย” แม่เฒ่าฝานบอกเสวี่ยหง นางเห็นเด็กคนนี้เติบโตมาอย่างลำเค็ญ มาตอนนี้ยังถูกแม่เลี้ยงรังแกเอาเปรียบไม่หยุด นางจึงอดไม่ได้ที่จะออกปากช่วย
“ขอบคุณค่ะคุณยายฝาน” เสวี่ยหงโค้งตัวต่ำเพื่อแสดงความขอบคุณ หยวนิเองก็ทำตาม
“ไม่เป็ไรๆ” จากนั้นนางก็เดินหัวเราะชอบใจกลับเข้าบ้านไป
…
สองหนุ่มสาวทอดถอนใจเมื่อทุกคนจากไปแล้ว จากนั้นจึงได้เริ่มลงมือกินมื้อเย็นกันเสียที
“คุณมีชุดสำหรับหน้าหนาวพอใส่ไหมคะ” เสวี่ยหงถามขึ้นขณะที่ทั้งสองกินอาหารที่เย็นชืดไปแล้ว
“จะว่าพอก็มีพออยู่หรอกครับ ผมเอาเสื้อผ้ามาด้วยประมาณ 6 ชุด แต่ตอนนี้มันเล็กไปหมดแล้วล่ะครับ” หยวนิตอบ ท่าทางของเขาดูหนักใจไม่ใช่น้อย
เขาเป็ผู้ชายที่ไม่เคยหยิบจับเข็มกับด้ายมาก่อน จึงไม่ต้องพูดถึงการตัดชุดใหม่หรือปรับแก้ขนาดเสื้อผ้าเลย
เสวี่ยหงที่ได้ยินอย่างนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย ในยุคนี้ การที่แต่ละคนมีเสื้อผ้าอยู่ 2 ชุดก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่พ่อหนุ่มน้อยคนนี้กลับมีมากถึง 6 ชุด
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าคุณเอาเสื้อผ้าทั้งหมดมาให้ฉันก็แล้วกันค่ะ เดี๋ยวฉันจะลองดูว่าพอจะปรับขนาดให้ได้ไหม”
ดวงตาของหยวนิพลันเปล่งประกาย สายตาของเขาเหมือนกำลังมองผู้ช่วยชีวิต
“ได้ครับ คงต้องรบกวนคุณแล้ว ขอบคุณมากเลยนะครับ”
“เื่แค่นี้เองค่ะ ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
“ยังไงผมก็ต้องขอบคุณคุณนะ ขอบคุณที่คุณช่วยดูแลเอาใจใส่ผม ผมไม่ได้รู้สึกอุ่นใจแบบนี้มานานแล้วล่ะครับ” หยวนิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เสวี่ยหงส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน “งั้นฉันก็ต้องขอบคุณคุณเหมือนกันค่ะ ขอบคุณที่คอยปกป้องช่วยเหลือฉัน”
หยวนิรู้สึกคล้ายตาพร่าไปชั่วขณะเพราะรอยยิ้มพิมพ์ใจของหญิงสาว
แม้ตอนนี้ท้องฟ้าจะเริ่มมืดแล้ว และแสงสว่างที่มีอยู่ก็มาจากหน้าเตาไฟเท่านั้น แต่เขากลับมองเห็นรอยยิ้มของเธอได้อย่างชัดเจน
ชัดเจนเสียจนคล้ายกับมันได้ฝังลึกลงไปในใจของเขา
เช้าวันถัดมา หยวนิตื่นเช้ากว่าปกติแล้วรีบขนเสื้อผ้าทั้งหมด นอกเหนือจากชุดที่เขาสวมอยู่ เพื่อนำไปให้เสวี่ยหงปรับแก้ขนาด
เมื่อเขามาถึงบ้านของเธอ กลิ่นอาหารอันหอมหวนก็ลอยมาเตะจมูกเขาจนน้ำลายสอ
“คุณมาเช้าจัง กระต่ายยังตุ๋นไม่ได้ที่เลยค่ะ” เสวี่ยหงได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้ามาเห็นเขาพอดี
“ผมตื่นแล้วนอนต่อไม่หลับน่ะ ก็เลยลุกมาเตรียมตัวดีกว่า นี่เสื้อผ้าทั้งหมดของผมครับ” เขาว่าพลางวางถุงผ้าที่ถือมาด้วยลงบนแคร่เล็กๆ ที่ใช้กินข้าว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอวัดตัวคุณก่อนนะคะ” เสวี่ยหงปิดฝาหม้อเพื่อตุ๋นเนื้อกระต๋ายกับมันฝรั่งต่อไป จากนั้นจึงเดินมาแกะห่อผ้าและหยิบเสื้อกับกางเกงออกมาอย่างละตัว
“คุณช่วยหันหลังหน่อยค่ะ” เธอบอก
เมื่อหยวนิหันหลังให้ เธอก็นำเสื้อไปทาบ แม้ส่วนสูงของเธอจะเป็อุปสรรคแต่ก็ไม่มากจนทำให้ลำบาก เธอบอกให้เขายืดแขน จากนั้นเธอก็ได้เห็นว่าแขนเสื้อสั้นเต่อจากข้อมือเขาถึง 4 นิ้ว พอลองเอากางเกงมาทาบดู ก็พบว่าขากางเกงลอยห่างจากข้อเท้าเกือบ 6 นิ้ว
“คุณสูงขึ้นมากจริงๆ ด้วยค่ะ อย่างน้อยก็สิบกว่าเซนเลยแหนะ” น้ำเสียงเธอฟังคล้ายกำลังหยอกล้อ แต่สีหน้ากลับจริงจังนัก
“พอจะปรับแก้ได้ไหมครับ” เขาเกาแก้มตัวเองขณะถาม
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจเื่นี้นัก คิดว่าตัวเองคงสูงขึ้นแค่ไม่กี่เิเ แต่ดูเหมือนว่าการได้ใช้แรงบนทุ่งนาจะทำให้เขายืดสูงขึ้นมาก
“ทำได้ค่ะ แต่คุณอาจจะเหลือชุดไว้เปลี่ยนแค่ 3-4 ชุดเท่านั้นนะคะ ฉันคงต้องแยกชิ้นส่วนเสื้อกับกางเกงบางตัวเพื่อตัดเอาผ้ามาต่อกับชุดที่เหลือ ส่วนเศษผ้าที่เหลืออาจจะพอทำเป็เสื้อกั๊กกับกางเกงขาสั้นสำหรับหน้าร้อนได้ค่ะ” เสวี่ยหงอธิบาย
เธอก้มลงมองพลางไล้นิ้วไปบนเนื้อผ้า ััได้ถึงความเรียบลื่นนุ่มสบาย บ่งบอกถึงคุณภาพของผ้าได้เป็อย่างดี แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร
“ไม่มีปัญหาครับ แค่มันใส่ต่อได้ก็ดีแล้วล่ะครับ” หยวนิตอบ ท่าทางเขาดูโล่งใจอย่างยิ่ง
“ถ้าฉันมีคูปองฝ้ายก็ดีสิคะ จะได้เอามาบุในเสื้อของคุณ อากาศเริ่มเย็นมากขึ้นทุกทีแล้ว”
“ผมเองก็ไม่มี แต่ไม่เป็ไรหรอกครับ ถ้าหนาวมากๆ ก็ใส่หลายๆ ชั้นแล้วนั่งผิงไฟเอาก็ได้” เขารีบเบี่ยงประเด็น “แล้วคุณล่ะครับ มีเสื้อกันหนาวพอใส่แล้วใช่ไหม”
“...พอค่ะ” เธอนึกไปถึงเครื่องนุ่งห่มทั้งหลายที่อยู่ในมิติ
อา…เธอต้องรีบเข้าตัวเมืองเพื่อหาข้ออ้างเอาของออกมาใช้จริงๆ แล้วล่ะ