บทที่ 5 ถ้าหน้าด้านพอ ก็สามารถกินอาหารที่ภรรยาปรุงได้
ลี่หรงสำรวจภายในกล่องพัสดุที่ได้มาจากทางบ้านเพิ่มเติม และเจอเข้ากับซองจดหมายนูน ๆ …ในนั้นน่าจะเป็ตั๋วกับเงินสดจำนวนไม่น้อย ทว่าหญิงสาวไม่ได้เปิดมัน เพียงแค่พับซองนั้นลงในถุง ก่อนหันไปกล่าวร่ำลาบุรุษไปรษณีย์แล้วจากไป
เธอเดินไปรอบแผงต่าง ๆ ในร้านสหกรณ์ ก่อนซื้อซีอิ๊วและเครื่องปรุงอื่น ๆ ทั้งยังสั่งหมูสามชั้นมาสี่จิน และหมูเนื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งไปทำน้ำมันหมู ทว่ากว่าจะมาถึงก็บ่ายแล้ว เนื้อหมูดี ๆ จึงไม่เหลือ จะมีก็เพียงซี่โครงหมูเท่านั้น แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันใช้แค่เงินสด ไม่จำเป็ต้องใช้ตั๋ว
เอาเป็ว่าทำซุปซี่โครงหมูแล้วกัน จะได้เสริมแคลเซียมให้จ้าวชิงซงที่เท้าไม่ค่อยดีด้วย
ว่าแล้วลี่หรงก็เดินกลับบ้านพร้อมถุงใบใหญ่ เดินผ่านสายตาของผู้คนมากมายที่มองเข้ามา ก่อนขึ้นรถโดยสารตรงกลับไปที่หมู่บ้าน
ที่หน้าหมู่บ้าน มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้า ซึ่งการพูดคุยเช่นนี้ถือเป็งานอดิเรกหลักของผู้หญิงในหมู่บ้านแห่งนี้เลยทีเดียว ดังนั้นเมื่อพวกหล่อนเห็นลี่หรงกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่ จึงมีผู้หญิงคนหนึ่งถามขึ้นว่า “เฮ้ ยุวชนลี่ ครอบครัวของคุณส่งของมาให้อีกแล้วเหรอ?”
ดวงตาหลายคู่จ้องมองไปที่ลี่หรงโดยพร้อมกัน บางคนถึงกับมองดูสิ่งที่เธอถืออยู่อย่างอยากรู้อยากเห็นโดยไม่เกร็งใจ
ลี่หรงยิ้ม “ใช่ ฉันเพิ่งแต่งงาน แถมยังไม่มีงานทำ ครอบครัวกลัวว่าฉันจะไม่มีอะไรกิน เลยส่งของมาจุนเจือ”
บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านที่ได้ยินแบบนั้นก็พากันกลอกตา เพราะก่อนที่จะแต่งงาน ลี่หรงก็มักจะได้รับพัสดุทั้งเล็กใหญ่แบบนี้เป็ประจำอยู่แล้ว
ต้องเข้าใจว่าลี่หรงถือเป็คนที่เก่งที่สุดในบรรดายุวชนกลุ่มนี้ เธอทั้งใสซื่อและอ่อนโยน จึงมักได้รับความเอาอกเอาใจั้แ่แรกเห็น ก่อนที่ต่อมาพวกเขาจะทราบว่าลี่หรงมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มั่งคั่ง
แต่น่าเสียดายที่เธอต้องมาแต่งงานกับจ้าวชิงซง…
ในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่เื่แปลกที่คนเราจะอิจฉากันเพราะอีกคนมักมีอาหารที่ดีกว่า ลี่หรงเข้าใจความจริงนี้ดีจึงหยุุดยืนครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเมล็ดแตงโมแบ่งให้ไป
พวกผู้หญิงที่ได้รับเมล็ดแตงโมต่างก็เปลี่ยนท่าทีในฉับพลัน พวกเธอพากันพูดจาดี ลื่นหู แต่ลี่หรงไม่้าจะพูดคุยกับคนเหล่านี้ เพราะตัวเธอรู้ดีว่าปากของผู้หญิงเหล่านี้ดูถูกตนอยู่ไม่น้อย
เวลาพูดอะไรไป อยู่ ๆ ก็อาจถูกบิดเบือนเป็อีกอย่างก็ได้ พูดหนึ่งคำ พอเอาไปบอกต่อก็กลายเป็สามคำ ยิ่งพูดคุยด้วยเท่าไหร่ พวกหล่อนก็จะเอาไปเล่าจนน้ำลายแตกฟองมากเท่านั้น เพราะแบบนั้น ลี่หรงจึงอ้างว่าเริ่มมืดแล้ว เธอต้องขอตัวกลับไปทำอาหารให้สามีก่อน
แน่นอน ทันทีที่เธอหันหลังจากไป พวกผู้หญิงก็เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเื่ของเธอทันที “ถึงยุวชนลี่จะมีน้ำใจมอบเมล็ดแตงโมให้เรา แต่เมื่อเธอกลับไปถึงบ้าน พวกเธอคิดว่าหล่อนจะแบ่งของที่ได้มาให้กับคนบ้านจ้าวไหม? ฉันว่าไม่หรอก”
“ป้าฮวง ลี่หรงไม่น่าจะใช่คนแบบนั้นนะ อีกอย่าง ใจคอหญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะกินเนื้อที่มากขนาดนั้นคนเดียวเลยเหรอ?”
“ใช่แล้ว พี่สะใภ้จางอย่าไปเชื่อเชียว แต่เพราะเมื่อวานมีการแยกบ้านกัน อย่างน้อย ๆ เธอก็ต้องแบ่งเนื้อให้จ้าวชิงซงที่เป็สามีบ้างแหละ เ้าเด็กคนนั้นก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำ คงแบ่งมาให้บ้านหลักจ้าวบ้างแหละ”
“อ้าว นี่พวกเขาแยกบ้านกันแล้วเหรอ” ใครบางคนถามขึ้น
เป็ชายคนหนึ่งที่กำลังเคี้ยวเมล็ดแตงตอบว่า “อ้าวเธอไม่รู้หรอกเหรอ แสดงว่าพลาดดูการแสดงดี ๆ ไปนะเนี่ย ตอนนั้นน่ะ ลี่หรงถึงขนาดะโลงแม่น้ำเพื่อขอแยกบ้านเลยน่ะ คิดเอาแล้วกันว่าผู้หญิงแบบนี้เป็คนยังไง”
พี่สะใภ้จางที่อยู่ในวงสนทนา เมื่อได้ยินแบบนั้นเ้าหล่อนก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่หรอก เธอดูไม่เหมือนคนแบบนั้นนะ”
…
ในระหว่างที่ลี่หรงออกไปด้านนอก จ้าวชิงซงก็จัดแจงเปลี่ยนห้องเก็บฟืนเป็ครัวขนาดย่อมได้สำเร็จ ทำให้ลี่หรงรู้สึกพอใจมากเมื่อกลับมาเห็น ก่อนหญิงสาวจะรีบนำเนื้อสัตว์ที่ซื้อมาวันนี้เคี่ยวเพื่อทำน้ำมันหมู โดยขณะเดียวกันก็ได้หุงข้าวและต้มซุปซี่โครงหมูไปด้วย
ระหว่างนั้น ลี่หรงก็หันไปร้องสั่งให้จ้าวชิงซงไปเอาผักมาเพิ่ม เพราะวันนี้เธอได้เนื้อรมควันมา
จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ผู้เป็ภรรยาจึงซื้อเนื้อมามากมายขนาดนี้ นี่มันไม่ใช่วันตรุษจีนเสียหน่อย หรือว่าเธอกำลังฉลองที่ได้แยกครอบครัวออกมางั้นเหรอ? …พอคิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มพลันรู้สึกไม่มีความสุขเล็กน้อย จนพานอยากบอกปฏิเสธ แต่เมื่อคิดถึงเสน่ห์ปลายจวักของลี่หรงที่อร่อยล้ำ เขาก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอก่อนพยักหน้าอย่าง ‘จำใจ’ แล้วพูด “งั้นผมจะไปที่แปลงผักให้นะ”
ระหว่างที่ลี่หรงกำลังลวกหมูและหั่นผัก จ้าวชิงซงก็กลับมาพร้อมกับตะกร้าผักที่ประกอบไปด้วยฟัก กวางตุ้ง และดอกหอม
เมื่อวางใจเื่ซี่โครงตุ๋นในหม้อแล้ว เธอก็หันไปหั่นฟักเป็ลูกเต๋า ก่อนโยนลงไปในกระทะเพื่อผัดกับเนื้อรมควันและดอกหอม ก่อนตบท้ายด้วยลวกผักกวางตุ้งโปะ้า และใส่น้ำมันพริกลงไป ทำให้ความหอมอบอวลไปทั่ว
เพราะเหตุนั้นเอง ลานบ้านของบ้านหลักตระกูลจ้าวจึงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงภายในบ้านที่ทุกคนกำลังกินอาหารกันอยู่
เอ้อร์หนิวกระซิบบอกผู้เป็แม่ทันทีว่า “แม่ ผมก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน”
เอ้อร์หนิว เป็ลูกชายคนเล็กของจ้าวชิงหยาง พี่ใหญ่ของบ้านจ้าว และปีนี้ลูกของเขาก็อายุได้ห้าขวบปีแล้ว ซึ่งเพราะคำพูดนั้นของผู้เป็ลูก เหอซิ่งที่เป็ภรรยาก็ได้แต่รู้สึกเสียใจและโทษตัวเอง ที่ไม่สามารถหาเนื้อมาให้กินได้ เธอทำได้เพียงหยิบมันฝรั่งออกมาพร้อมกับแอบปาดน้ำตาเบา ๆ “กินนี่สิ มันก็อร่อยพอ ๆ กับเนื้อสัตว์นั่นแหละ”
ทางด้านต้าหนิวที่อายุแปดขวบ มากกว่าเอ้อร์หนิวคนน้องสามปีก็ได้แต่เม้มปากแน่น ด้วยแม้ในใจจะอยากกินเช่นกัน ทว่าเด็กชายก็รู้ตัวเองดีและไม่อยากก่อปัญหา
‘ในฐานะที่ฉันเป็พี่ใหญ่ ฉันต้องอดทน’ ระหว่างที่เด็กชายคิดเช่นนั้น เขาก็ตักข้าวคำใหญ่เข้าปากพลางเคี้ยวมันอย่างแรง
อันที่จริง ในยุคสมัยนั้น การมีกับข้าวสามถึงสี่จานสำหรับสองคนกินก็นับว่าหรูหรามากแล้ว ดังนั้นจ้าวชิงซงที่เห็นจานอาหารตรงหน้าจึงได้แต่ยืนนิ่ง ทำตัวไม่ถูก เพราะในขณะเดียวกันนี้ พ่อแม่ของเขาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งกลับกำลังกินแต่ผักหญ้า ไม่มีเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย และเพราะรู้สึกผิดปนเกรงใจนี่เอง ชายหนุ่มจึงได้แต่พูดอย่างเ็าออกไปว่า “คุณกินเถอะ ผมไม่หิว”
แม้ลี่หรงจะเคยพบเห็นผู้คนมามากมาย แต่เธอกลับไม่สามารถบอกได้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วผู้ชายตรงหน้านี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ทว่าเธอก็ไม่คิดห้ามความคิดอีกฝ่าย เพียงกล่าวสั้น ๆ ว่า “ถ้าหากว่าคุณไม่อยากกินก็ไม่เป็ไร แต่ช่วยนำจานนี้ไปแบ่งให้พ่อแม่ของคุณที”
ในชามที่ว่า มันประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์และผักที่เธอเตรียมไว้ ทั้งยังมีไส้กรอกครึ่งลูก และซี่โครงหมูอีกหนึ่งชิ้น
จ้าวชิงซงตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่ได้คาดหวังว่าลี่หรงจะเตรียมอาหารเผื่อสำหรับบ้านใหญ่ด้วย ถ้าแบบนั้นการที่เขาบอกว่าไม่หิว …นั่นไม่ใช่การโยนหินทับเท้าตนเองหรอกหรือ?
เฮ้อ ไอ้เขาก็พูดไปแล้วเสียด้วย แบบนี้จะกลับคำก็คงยังไง ๆ อยู่ ปากของจ้าวชิงซงกระตุกเบา ๆ
ลี่หรงที่เห็นท่าทีแบบนั้นพลันเผยยิ้มบาง ๆ ในใจก็คิดไปด้วยว่า ‘เอาล่ะสิ ฉันละอยากรู้นักว่าคุณจะพูดแก้เก้อยังไง’ เหตุที่หญิงสาวกล้าคิดแบบนั้น เพราะเธอมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเอง ดังนั้นลี่หรงจึงไม่เชื่อว่า จ้าวชิงซงจะทนไหว
โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด เธอพูดเร่งเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที “คุณมัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น เร็วเข้าสิ”
ว่าแล้วจ้าวชิงซงก็ได้แต่เดินออกไปพร้อมชามอาหารด้วยใบหน้าแข็งทื่อ
เมื่อเห็นชามเนื้อที่วางอยู่บนโต๊ะ แม่จ้าวก็เป็คนแรกที่พูดว่า “ลูกไม่ควรเอามันมาที่นี่เลย ทำไมถึงไม่เก็บเอาไว้กินกันเอง”
“เพราะที่นั่นยังมีอีก อันนี้แค่แบ่งมาให้พ่อกับแม่”
พ่อจ้าวที่ได้ยินแบบนั้นพลันรู้สึกไม่สบายใจ เขากล่าว “ลูกควรเอามันกลับไปดีกว่า
เพราะมันคงจะไม่ดีถ้าภรรยาของลูกรู้เข้า เธอจะโกรธลูกเอาได้น่ะ”
“ก็เธอนี่แหละที่บอกให้เอามาแบ่งให้ครับ”
เมื่อพูดทิ้งท้ายจบ จ้าวชิงซงพลันหันกลับไปที่บ้านของตนอย่างรวดเร็ว โดยระหว่างนั้น ในใจเขาก็ได้แต่รู้สึกเสียดาย
ระหว่างเดินกลับ ชายหนุ่มก็ได้เริ่มหาเหตุผลให้ตัวเองสารพัด ก่อนจะคิดได้ว่าในเมื่อเขาเป็สามีของเธอ แล้วทำไมจะกินข้าวที่เธอทำไม่ได้? อีกอย่าง ทั้งผักทั้งข้าวก็เป็เขาที่ช่วยหามาทั้งนั้น ดังนั้น… เขาต้องได้กิน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จ้าวชิงซงก็ไม่รอช้า เขาเดินตรงไปที่ครัวในทันที โดยระหว่างนั้นก็เป็ลี่หรงที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ และเมื่อเธอเห็นเขาเข้ามา หญิงสาวพลันตีหน้าแปลกใจทันที “คุณมาทำอะไรที่นี่”
“กิน” จ้าวชิงซงตอบ พูดจบก็หยิบชามใส่ข้าวลงไป และนั่งลงบนโต๊ะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ไม่ใช่ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าไม่หิวไม่ใช่เหรอ?” ลี่หรงถามอย่างจงใจ
“ก็ตอนนี้ผมหิวแล้ว…”
“แต่เมื่อกี้คุณไม่หิว? แล้วอยู่ ๆ คุณก็หิวงั้นสิ?”
อืมม ซี่โครงหมูอร่อยใช้ได้เลย ไม่ใช่มีดีแค่กลิ่น แต่รสชาติก็อร่อยลื่นคอ จ้าวชิงซงคิดในใจขณะกินเข้าไป ก่อนเขาจะพูด “ยังไงคุณก็เป็ภรรยาของผม ดังนั้นมันจะแปลกอะไรถ้าผมจะชิมอาหารที่ภรรยาทำสักคำสองคำ?”
“อ้อ” ลี่หร่งยิ้ม “งั้นคุณก็ยังไม่ลืมว่าฉันเป็ภรรยาของคุณ?”
เมื่อรู้ว่าตัวเองหลุดพูดอะไรออกไป จ้าวชิงซงพลันััได้ถึงอาการร้อนผ่าวบริเวณใบหูและหน้า ก่อนจะทำเป็เมินมันไปเสียเฉย ๆ ขณะพุ้ยข้าวเข้าปาก
ลี่หรงที่เห็นแบบนั้นพลันเตะเขาจากใต้โต๊ะ “นี่ หลังจากนี้อย่าเอาแต่เก็บเงียบอีกนะ คราวหน้าคราวหลังถ้าคุณคิดอะไรหรือรู้สึกยังไงก็ขอให้คุยกัน ถ้าไม่งั้น… ฉันจะไม่ให้คุณกินข้าว!”
“นี่! คุณได้ยินที่ฉันพูดไหม” ลี่หรงถามเขาโดยแสร้งทำเป็ดุร้าย
จ้าวชิงซงที่กำลังขยับตะเกียบพลันเงยหน้าขึ้นจากชามข้าว เขาพูดเบา ๆ ว่า “ผมได้ยินแล้ว”