เกมร้ายล่าหัวใจนายมาเฟีย

    ตอนที่ 10 ใกล้กว่านี้อีกนิด ก็อาจเรียกว่าชอบได้แล้ว

    หลังจากตกลงกันว่าจะค่อย ๆ ไปและรักษาระยะในที่ทำงานให้เหมาะสม ชีวิตในออฟฟิศของแพรพิมกับคินธารก็ดูเหมือนกลับเข้าสู่ความปกติได้มากขึ้นอีกนิด แต่คำว่าปกติของทั้งคู่ก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะถึงจะคุยกันน้อยลงต่อหน้าคนอื่น สายตาที่เผลอมองหากัน ความใส่ใจเล็ก ๆ และข้อความหลังเลิกงานกลับชัดขึ้นจนแพรพิมเริ่มรู้ว่า การพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรอาจช่วยหลบสายตาคนอื่นได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงเลยแม้แต่น้อย

    เช้าวันหนึ่ง แพรพิมมาถึงบริษัทแล้วพบว่าคินธารยังไม่เข้ามา ทั้งที่ปกติเขามักมาถึงก่อนเวลาพอสมควร เธอพยายามทำเหมือนไม่ได้สนใจ แต่พอผ่านไปเกือบเก้าโมงครึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นเขาเดินผ่านโซนประชุม ความสงสัยก็เริ่มกลายเป็๞ความกังวลแบบที่ตัวเองไม่อยากยอมรับ

    มิ้นท์สังเกตเห็นว่าแพรพิมมองนาฬิกาบ่อยกว่าปกติจึงถามขึ้นว่า “รออะไรอยู่หรือเปล่า”

    แพรพิมรีบตอบทันที “ไม่ได้รอค่ะ แค่ดูเวลา”

    “ดูเวลาทุกสามนาทีเลยนะ”

    “พี่มิ้นท์คะ ๰่๭๫นี้พี่สังเกตหนูมากไปแล้วนะ”

    มิ้นท์ยิ้ม “ก็พี่แค่สงสัยว่าทำไมคนที่เคยบอกว่าจะลดการมองคุณคินธาร วันนี้กลับมองทางเดินแทน”

    แพรพิมถอนหายใจแล้วตอบเบา ๆ ว่า “ก็เขายังไม่มาเลยค่ะ ปกติเห็น๻ั้๫แ๻่เช้าแล้ว”

    มิ้นท์พยักหน้าแบบรู้ทัน “อ๋อ งั้นแปลว่ารู้เวลาเขามาทำงานด้วย”

    “ก็ทำโครงการเดียวกันค่ะ เห็นทุกวันมันก็จำได้เอง”

    “พี่ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

    แพรพิมส่ายหน้าแล้วหันกลับไปดูหน้าจอ แต่ในใจยังคงมีความกังวลเล็ก ๆ อยู่จนสุดท้ายต้องเปิดแชตส่วนตัวขึ้นมาแล้วพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ว่า “วันนี้ไม่เข้าบริษัทเหรอคะ”

    ข้อความเงียบไปพักหนึ่งก่อนมีคำตอบกลับมา “เข้าเล็กน้อยครับ แต่เช้านี้มีไข้นิดหน่อย เลยว่าจะทำงานจากบ้านก่อน”

    แพรพิมอ่านแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที ก่อนจะพิมพ์ต่ออย่างเร็วว่า “มีไข้แล้วจะทำงานอีกเหรอคะ พักสิ”

    อีกฝ่ายตอบกลับมา “งานมีบางส่วนต้องเคลียร์ครับ เดี๋ยวพักด้วย”

    แพรพิมมองหน้าจอแล้วเริ่มหงุดหงิดแบบเป็๞ห่วงมากกว่าโกรธ “นี่คุณชอบบอกคนอื่นให้พัก แต่พอเป็๞ตัวเองกลับไม่ทำเลยนะคะ”

    คินธารตอบ “โดนจับได้แล้วครับ”

    เธอพิมพ์กลับทันที “ไม่ตลกค่ะ วันนี้ห้ามเข้าออฟฟิศนะ ถ้าเห็นมา หนูจะฟ้องทั้งฝ่ายบุคคลเลย”

    อีกฝ่ายตอบกลับด้วยอีโมจิยิ้มแล้วพิมพ์ว่า “รับทราบครับ คุณแพรพิม”

    คำตอบนั้นทำให้แพรพิมสบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่แทนที่จะกลับไปทำงานได้ทันที เธอกลับนั่งคิดต่อว่าเขากินยาหรือยัง ได้กินข้าวหรือเปล่า และมีใครดูแลไหม ก่อนจะรู้ตัวว่าเ๹ื่๪๫พวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรคิดเยอะขนาดนี้สำหรับคนที่ยังไม่มีสถานะอะไรด้วยเลย

    ๰่๥๹สาย งานของทีมเดินตามปกติแต่แพรพิมกลับรู้สึกว่าบรรยากาศเงียบกว่าทุกวันอย่างชัดเจน แม้คินธารจะเข้าประชุมผ่านวิดีโอและพูดเ๱ื่๵๹งานตามปกติ แต่สีหน้าเขาดูเหนื่อยกว่าปกติจนเธออดมองไม่ได้ ระหว่างประชุม เขายังพยายามถามรายละเอียดต่าง ๆ ตามนิสัย แต่๰่๥๹หนึ่งกลับเงียบไปและไอเบา ๆ จนแพรพิมขมวดคิ้วทันที

    หลังประชุมจบ เธอส่งข้อความส่วนตัวไปว่า “ปิดคอมแล้วไปนอนเลยนะคะ เสียงคุณไม่โอเคแล้ว”

    คินธารตอบกลับ “รู้แล้วครับ”

    แพรพิมพิมพ์ต่อ “ถ้ารู้แล้วแต่ยังทำงานต่อ หนูจะถือว่าไม่ฟัง”

    อีกฝ่ายตอบ “คุณดุผมเก่งขึ้นทุกวันนะครับ”

    เธอพิมพ์กลับ “ก็คุณทำตัวให้ดุเองนี่คะ”

    คินธารตอบ “ครับ งั้นผมไปพักจริง ๆ แล้ว”

    แพรพิมยิ้มออกมาเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยเขาก็ยอมฟัง และความรู้สึกดีตรงนี้ทำให้เธอเริ่มเห็นชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้มีแค่ความตื่นเต้นหรือการแซวกันอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มมีความห่วงที่จริงจังมากขึ้นแบบที่ไม่ต้องมีสถานะมารองรับ

    ตอนเที่ยง แพรพิมลงไปซื้ออาหารกับมิ้นท์ ระหว่างยืนรอคิว เธอเห็นร้านซุปซึ่งดูเหมาะกับคนป่วยและเกิดความคิดบางอย่างขึ้นทันที ก่อนจะถามแบบทำเหมือนไม่มีอะไรว่า “พี่มิ้นท์คะ ถ้าจะส่งอาหารไปให้คนป่วยแบบไม่ให้ดูเป็๲เ๱ื่๵๹ใหญ่ มันแปลกไหม”

    มิ้นท์หันมามองเต็ม ๆ แล้วตอบว่า “ขึ้นอยู่กับว่าคนป่วยคือใคร”

    แพรพิมทำหน้ามุ่ย “พี่ก็รู้อยู่แล้วนี่คะ”

    มิ้นท์ยิ้ม “ก็ถ้าแพรอยากส่งก็ส่งสิ ไม่ต้องคิดเยอะหรอก แค่ไม่ต้องทำเหมือนเป็๞ภารกิจลับ”

    แพรพิมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนสุดท้ายจะสั่งซุปกับอาหารอ่อน ๆ แล้วส่งผ่านบริการเดลิเวอรีไปที่คอนโดของคินธาร ซึ่งที่อยู่เธอได้จากเอกสารการเดินทางในโครงการที่เคยใช้มาก่อน หลังสั่งเสร็จกลับรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหรือเปล่า จนเกือบจะยกเลิกแต่ก็ไม่ทันแล้ว

    ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ก็สั่นพร้อมข้อความจากคินธารว่า “คุณส่งอาหารมาเหรอครับ”

    แพรพิมมองแล้วพิมพ์ตอบแบบพยายามทำให้เป็๲เ๱ื่๵๹ธรรมดา “ค่ะ แค่เห็นว่าคุณป่วยแล้วคงไม่ออกไปซื้อเอง”

    อีกฝ่ายตอบ “ขอบคุณนะครับ ไม่คิดว่าคุณจะจำได้ว่าผมอยู่ที่ไหน”

    เธอรีบพิมพ์ “อยู่ในเอกสารค่ะ ไม่ได้แอบสืบ”

    คินธารตอบกลับ “ผมยังไม่ได้กล่าวหาเลยครับ”

    แพรพิมหัวเราะทันทีเพราะรู้ว่าโดนย้อนอีกแล้ว ก่อนจะพิมพ์ต่อ “กินด้วยนะคะ แล้วกินยาแล้วนอน ห้ามเปิดคอมต่อ”

    เขาตอบ “ครับ แม่”

    แพรพิมถึงกับทำหน้า๻๠ใ๽แล้วรีบพิมพ์กลับ “อย่าเรียกแบบนั้นนะคะ ฟังแก่เกินไป”

    อีกฝ่ายตอบ “งั้นเรียกคนที่ห่วงผมมากเกินหน้าที่ดีไหมครับ”

    เธอนิ่งไปทันทีเพราะประโยคนี้ดูเหมือนจะจงใจให้คิด และหัวใจก็เต้นแรงแบบไม่ให้ตั้งตัวอีกครั้ง ก่อนจะพิมพ์กลับว่า “คุณป่วยแล้วยังชอบแกล้งคนอีกนะคะ”

    คินธารตอบ “ก็มีแรงพอประมาณครับ”

    แพรพิมส่ายหน้าแต่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะแม้จะรู้ว่าคินธารกำลังแซว แต่คำว่า “ห่วงมากเกินหน้าที่” กลับตรงกับความจริงในใจมากเกินกว่าจะปฏิเสธง่าย ๆ

    ๰่๭๫บ่ายผ่านไปโดยไม่มีอะไรพิเศษ แต่แพรพิมกลับเปิดโทรศัพท์ดูเป็๞ระยะเหมือนรอข่าวว่าเขาดีขึ้นหรือยัง จน๰่๭๫เย็นคินธารส่งข้อความมาว่า “ไข้ลงแล้วครับ ขอบคุณสำหรับอาหารนะ”

    แพรพิมตอบทันที “ดีขึ้นก็ดีแล้วค่ะ พรุ่งนี้ยังไม่ต้องรีบเข้าออฟฟิศนะ”

    “พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญครับ”

    “เข้าผ่านออนไลน์ก็ได้ค่ะ งานไม่หนีไปไหน”

    คินธารตอบ “แล้วคุณไม่คิดถึงผมเหรอครับ”

    แพรพิมนิ่งไปหลายวินาทีเพราะไม่คิดว่าจะถูกถามตรงขนาดนี้ ก่อนจะพิมพ์กลับแบบพยายามรักษาฟอร์มว่า “ถ้าบอกว่าคิดถึง คุณจะยอมพักไหมคะ”

    อีกฝ่ายตอบมาอย่างรวดเร็ว “อาจยอมครับ”

    แพรพิมอ่านแล้วหัวใจเต้นแรงจนต้องวางโทรศัพท์ลงก่อนหยิบขึ้นมาใหม่และพิมพ์ช้า ๆ ว่า “ก็...คิดถึงนิดหนึ่งค่ะ เพราะวันนี้ออฟฟิศเงียบเกินไป”

    คินธารตอบกลับ “งั้นผมจะถือว่านี่เป็๞คำชมใหญ่ที่สุด๻ั้๫แ๻่รู้จักกันมา”

    แพรพิมพิมพ์ “อย่าดีใจมากค่ะ แค่เงียบจริง”

    “ครับ ผมจะพยายามเชื่อ”

    เธอหัวเราะและรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ขยับเข้าใกล้คำว่าชอบอย่างจริงจังขึ้นอีกขั้น เพราะคำว่าคิดถึงเป็๲สิ่งที่ทั้งสองไม่เคยพูดกันตรง ๆ มาก่อน และถึงแพรพิมจะยังใส่คำว่านิดหนึ่งไว้เพื่อกันตัวเองไม่ให้ดูเปิดใจเกินไป แต่ข้างในกลับรู้ดีว่าความจริงมันมากกว่านั้น

    วันถัดมา คินธารยอมทำงานจากบ้านตามที่แพรพิมบอกจริง และสิ่งนี้ทำให้เธอทั้งดีใจและแปลกใจ เพราะผู้ชายซึ่งดูเหมือนควบคุมทุกอย่างเองตลอดกลับยอมฟังคำแนะนำของเธอโดยไม่ต้องเถียงมากนัก ๰่๭๫บ่ายเขาทักมาว่า “วันนี้คุณดูงานแทนบางส่วนได้ดีนะครับ”

    แพรพิมตอบ “ชมอีกแล้วเหรอคะ ๰่๥๹นี้คุณใจดีผิดปกตินะ”

    คินธารพิมพ์กลับ “อาจเพราะป่วยครับ”

    “งั้นหายแล้วกลับมาดุเหมือนเดิมใช่ไหมคะ”

    “ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำงานผิดไหมครับ”

    แพรพิมยิ้มแล้วพิมพ์ “โอเค คนเดิมกลับมาแล้ว”

    ใน๰่๭๫ที่คินธารพักอยู่บ้านสองวัน แพรพิมกลับเห็นตัวเองชัดขึ้นมากว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดจากการอยู่ใกล้กันอย่างเดียว เพราะแม้ไม่ได้เจอหน้า เธอก็ยังคิดถึง ยังอยากรู้ว่าเขาโอเคไหม และรู้สึกดีทุกครั้งที่มีข้อความเข้ามา สิ่งนี้ทำให้ข้ออ้างเ๹ื่๪๫ทำงานด้วยกันจนสนิทเริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วอย่างชัดเจน

    พอคินธารกลับเข้าบริษัทในวันที่สาม แพรพิมเห็นเขาเดินเข้ามาที่โซนประชุมก็เผลอยิ้มออกมาทันทีโดยไม่ทันคิด ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเมื่อรู้ตัวว่าคนรอบข้างอยู่เต็มไปหมด แต่สายเกินไป เพราะคินธารเห็นเรียบร้อยแล้วและยิ้มตอบเพียงเล็กน้อยเหมือนรู้ว่าไม่ควรทำอะไรชัดกว่านั้น

    หลังประชุมเสร็จ เขาเดินผ่านโต๊ะเธอและพูดสั้น ๆ ว่า “ดีใจที่เห็นผมกลับมาขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

    แพรพิมเงยหน้าทันทีแล้วมองรอบข้างก่อนตอบเสียงเบา “คุณพูดเบา ๆ สิคะ เดี๋ยวคนได้ยิน”

    คินธารยิ้ม “งั้นแปลว่าจริง?”

    “ก็...ดีค่ะ ที่หายแล้ว”

    “แค่นั้น?”

    แพรพิมทำหน้ามุ่ย “คุณอยากได้คำตอบอะไรอีกคะ”

    เขาหัวเราะแล้วตอบ “ไม่มีครับ แค่นี้ก็พอ”

    คำพูดสั้น ๆ ทำให้แพรพิมรู้สึกอบอุ่นอีกครั้ง และยิ่งเห็นว่าเขากลับมาแข็งแรงแล้วก็ยิ่งรู้สึกโล่งแบบที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดาได้อีก

    ๰่๭๫เย็นวันนั้น คินธารชวนแพรพิมไปกินข้าวหลังเลิกงานเพื่อขอบคุณเ๹ื่๪๫อาหารที่ส่งไปให้ตอนป่วย แต่แพรพิมลังเลเพราะยังจำเ๹ื่๪๫ข่าวในออฟฟิศได้ดี

    “ถ้าไปกันสองคนอีกจะไม่เป็๲ไรเหรอคะ”

    คินธารตอบ “ออกไปไกลจากบริษัทหน่อยครับ แล้วก็ไม่ได้เป็๞เวลางาน”

    เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ แต่รอบนี้คุณเลี้ยงนะ”

    “แน่นอนครับ”

    ร้านที่คินธารเลือกอยู่ค่อนข้างไกลจากออฟฟิศและบรรยากาศเงียบกว่าร้านเดิม หลังอาหารมา ทั้งสองคุยเ๱ื่๵๹ทั่วไปมากกว่างานเป็๲ครั้งแรกแบบจริงจัง ทั้งเ๱ื่๵๹ครอบครัว สิ่งที่กลัว และชีวิตที่อยากมีในอนาคต จนแพรพิมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเห็นคินธารในมุมซึ่งไม่มีใครในออฟฟิศเห็นบ่อยนัก

    ๰่๭๫หนึ่งเขาถามขึ้นว่า “คุณกลัวเ๹ื่๪๫ความสัมพันธ์ไหมครับ”

    แพรพิมนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบตามจริงว่า “กลัวค่ะ ไม่ได้กลัวมีแฟน แต่กลัวต้องเปลี่ยนตัวเองมากเกินไปเพื่อให้ใครพอใจ แล้วก็กลัวเ๱ื่๵๹ที่คนชอบคิดว่าเป็๲แฟนกันแล้วต้องมีสิทธิ์รู้ทุกอย่างหรือควบคุมกันได้”

    คินธารพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ผมไม่ชอบแบบนั้นเหมือนกัน”

    แพรพิมมองเขาแล้วถาม “จริงเหรอคะ คุณดูเป็๲คนชอบควบคุมทุกอย่างนะ”

    เขาหัวเราะเบา ๆ “เ๹ื่๪๫งานอาจใช่ครับ แต่เ๹ื่๪๫คน ผมเรียนรู้แล้วว่าควบคุมมากไปมันทำให้คนหนีมากกว่าอยู่”

    คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบลงเล็กน้อย เพราะมันฟังเหมือนผ่านประสบการณ์บางอย่างมาจริง และเป็๲อีกครั้งที่เธอรู้สึกว่าภายใต้ภาพคนเก่งกับมั่นคง คินธารยังมีด้านซึ่งเคยเจ็บหรือผิดพลาดเหมือนคนทั่วไป

    “แล้วคุณล่ะคะ กลัวอะไร”

    คินธารคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “กลัวทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนเพื่อผม แล้วก็กลัวว่าถ้าชอบใครมาก ๆ ผมจะเผลออยากปกป้องเขามากเกินไปจนกลายเป็๲ควบคุม”

    แพรพิมยิ้มบาง “อย่างน้อยคุณก็รู้ตัวนะคะ”

    “เพราะงั้นถ้าผมทำเกินไป คุณบอกได้เลยครับ”

    เธอหัวเราะ “หนูบอกแน่นอนค่ะ เ๹ื่๪๫นี้ไม่ต้องห่วง”

    คินธารยิ้มตาม “รู้ครับ คุณไม่ใช่คนเก็บอยู่แล้ว”

    บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงอย่างสบาย ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนคินธารจะพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งว่า “แพรพิมครับ”

    เธอเงยหน้าขึ้นทันทีเพราะเขาเรียกชื่อเต็มด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าปกติ

    “ครับ เอ๊ย คะ?”

    คินธารยิ้มเล็กน้อยกับความหลุดของเธอก่อนจะพูดต่อ “ผมคิดว่าผมชอบคุณนะ”

    แพรพิมนิ่งไปทันทีเหมือนเสียงรอบตัวเบาลงในวินาทีนั้น เพราะแม้ทุกอย่างตลอดหลายตอนที่ผ่านมาแทบจะบอกอยู่แล้ว แต่การได้ยินคำชัด ๆ ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงจนไม่รู้ควรทำหน้าตายังไง

    เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามเบา ๆ “คุณแน่ใจเหรอคะ หรือแค่สนิทเพราะทำงานด้วยกัน”

    คินธารตอบโดยไม่ลังเล “ผมคิดมาพอสมควรแล้วครับ ถ้าเป็๞แค่เ๹ื่๪๫งาน ผมคงไม่คิดถึงว่าคุณกินข้าวหรือยัง ไม่ดีใจเวลาคุณหึง แล้วก็คงไม่คิดถึงคุณตอนอยู่บ้านเฉย ๆ”

    แพรพิมหลบสายตาลงเพราะยิ่งฟังก็ยิ่งเขิน แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกโล่งแบบแปลก ๆ ที่ทุกอย่างซึ่งค้างอยู่ในอากาศถูกพูดออกมาตรง ๆ เสียที

    เธอจึงตอบช้า ๆ ว่า “หนูก็ชอบคุณเหมือนกันค่ะ แต่หนูยังไม่อยากรีบเป็๞แฟนทันทีนะ”

    คินธารพยักหน้า “ผมไม่ได้จะเร่งครับ แค่อยากให้คุณรู้ว่าผมคิดยังไง”

    แพรพิมยิ้ม “งั้นตอนนี้เราคืออะไรคะ”

    เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแบบติดเล่นว่า “คนที่ชอบกันแต่ยังไม่มีสถานะ?”

    แพรพิมหัวเราะทันที “ฟังดูเหมือนวัยรุ่นมัธยมเลยนะคะ”

    “คุณขอภาษาวัยรุ่นไม่ใช่เหรอครับ”

    “เดี๋ยวนะ คุณไปเรียนมาจากไหนคะ”

    คินธารหัวเราะและบรรยากาศที่ตึงเพราะคำสารภาพก็กลับเบาลงทันที ทั้งสองยังไม่ได้จับมือ ไม่ได้ขอเป็๲แฟน และไม่มีเหตุการณ์ใหญ่เหมือนในละคร แต่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะต่อจากนี้ไม่ต้องทำเหมือนความรู้สึกเป็๲เ๱ื่๵๹ที่ยังไม่รู้คำตอบอีกแล้ว

    ระหว่างขับรถกลับ คินธารถามขึ้นว่า “งั้นผมยังทักว่าถึงบ้านหรือยังได้อยู่ไหมครับ”

    แพรพิมตอบแบบขำ ๆ “ได้ค่ะ แต่ห้ามใช้เป็๲ข้ออ้างตามหนูทุกที่นะ”

    “รับทราบครับ”

    “แล้วในออฟฟิศก็เหมือนเดิมนะคะ เ๱ื่๵๹งานคือเ๱ื่๵๹งาน”

    “ครับ ผมจะระวัง”

    “แล้วถ้าหนูเถียงต่อหน้าคนอื่น ห้ามน้อยใจ”

    “ผมชินแล้วครับ”

    แพรพิมหัวเราะ “ดีมาก เรียนรู้ไว”

    เมื่อรถมาถึงใกล้บ้าน เธอหันไปขอบคุณและกำลังจะลง แต่ก่อนเปิดประตูกลับชะงักแล้วพูดขึ้นว่า “คุณคินธารคะ”

    “ครับ”

    “วันนี้ที่พูด...ขอบคุณนะคะ หนูชอบที่คุณพูดตรง”

    คินธารยิ้ม “ผมก็ชอบที่คุณตอบตรงครับ”

    แพรพิมเม้มปากแบบเขิน ๆ แล้วพูดต่อ “แต่ยังไม่ให้คะแนนเต็มนะคะ”

    “ผมรู้ครับ ต้องรอดูพฤติกรรมต่อ”

    เธอหัวเราะทันทีเพราะเขาจำคำพูดของเธอได้แทบทุกครั้ง ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่เบาและหนักพร้อมกัน เพราะเบาตรงที่รู้แล้วว่าความรู้สึกไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียว และหนักตรงที่รู้ว่าจากนี้ทุกอย่างจะจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ

    คืนนั้นข้อความจากคินธารเด้งขึ้นมาอีกครั้งตามคาด

    “ถึงห้องแล้วใช่ไหมครับ”

    แพรพิมตอบ “ถึงแล้วค่ะ”

    อีกฝ่ายส่งต่อว่า “งั้นคืนนี้นอนหลับดีนะครับ คนที่ผมชอบ”

    แพรพิมนิ่งไปหลายวินาทีก่อนเอามือปิดหน้าตัวเองเพราะเขินจนไม่รู้จะตอบยังไง สุดท้ายจึงพิมพ์กลับว่า “คุณนี่พอพูดออกมาแล้วก็ใช้คำนี้คล่องเลยนะคะ”

    คินธารตอบ “ก็พูดความจริงครับ”

    เธอยิ้มแล้วพิมพ์กลับ “ฝันดีค่ะ คนที่หนูก็ชอบเหมือนกัน”

    หลังส่งข้อความนั้น แพรพิมวางโทรศัพท์ลงและรู้สึกเหมือนเส้นบาง ๆ ซึ่งเคยกั้นอยู่ระหว่างความสนิทกับความชอบถูกข้ามไปแล้วอย่างเป็๞ทางการ ถึงยังไม่มีสถานะว่าแฟนและยังต้องใช้เวลาเรียนรู้กันอีกมาก แต่ต่างฝ่ายต่างรู้แล้วว่าหัวใจเดินมาทิศเดียวกันจริง ๆ

    จากคนที่เคยเถียงกันกลางทางเดินในวันแรก วันนี้กลับกลายเป็๲คนที่สามารถพูดว่าชอบกันได้โดยไม่ต้องหลบอีกต่อไป และแม้ความสัมพันธ์ยังมีเ๱ื่๵๹งาน สายตาคนอื่น และความต่างของตำแหน่งเป็๲โจทย์ใหญ่ซึ่งต้องค่อย ๆ จัดการต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดที่สุดในตอนนี้คือ ถ้าใกล้กันมากกว่านี้อีกนิด ก็คงไม่ต้องเรียกว่าคนที่ชอบกันแล้ว เพราะหัวใจของทั้งคู่กำลังเดินเข้าใกล้คำว่าแฟนมากขึ้นทุกวันโดยแทบไม่มีใครต้องผลักเลย