หลังจากตกลงกันว่าจะค่อย ๆ ไปและรักษาระยะในที่ทำงานให้เหมาะสม ชีวิตในออฟฟิศของแพรพิมกับคินธารก็ดูเหมือนกลับเข้าสู่ความปกติได้มากขึ้นอีกนิด แต่คำว่าปกติของทั้งคู่ก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะถึงจะคุยกันน้อยลงต่อหน้าคนอื่น สายตาที่เผลอมองหากัน ความใส่ใจเล็ก ๆ และข้อความหลังเลิกงานกลับชัดขึ้นจนแพรพิมเริ่มรู้ว่า การพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรอาจช่วยหลบสายตาคนอื่นได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันหนึ่ง แพรพิมมาถึงบริษัทแล้วพบว่าคินธารยังไม่เข้ามา ทั้งที่ปกติเขามักมาถึงก่อนเวลาพอสมควร เธอพยายามทำเหมือนไม่ได้สนใจ แต่พอผ่านไปเกือบเก้าโมงครึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นเขาเดินผ่านโซนประชุม ความสงสัยก็เริ่มกลายเป็ความกังวลแบบที่ตัวเองไม่อยากยอมรับ
มิ้นท์สังเกตเห็นว่าแพรพิมมองนาฬิกาบ่อยกว่าปกติจึงถามขึ้นว่า “รออะไรอยู่หรือเปล่า”
แพรพิมรีบตอบทันที “ไม่ได้รอค่ะ แค่ดูเวลา”
“ดูเวลาทุกสามนาทีเลยนะ”
“พี่มิ้นท์คะ ่นี้พี่สังเกตหนูมากไปแล้วนะ”
มิ้นท์ยิ้ม “ก็พี่แค่สงสัยว่าทำไมคนที่เคยบอกว่าจะลดการมองคุณคินธาร วันนี้กลับมองทางเดินแทน”
แพรพิมถอนหายใจแล้วตอบเบา ๆ ว่า “ก็เขายังไม่มาเลยค่ะ ปกติเห็นั้แ่เช้าแล้ว”
มิ้นท์พยักหน้าแบบรู้ทัน “อ๋อ งั้นแปลว่ารู้เวลาเขามาทำงานด้วย”
“ก็ทำโครงการเดียวกันค่ะ เห็นทุกวันมันก็จำได้เอง”
“พี่ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”
แพรพิมส่ายหน้าแล้วหันกลับไปดูหน้าจอ แต่ในใจยังคงมีความกังวลเล็ก ๆ อยู่จนสุดท้ายต้องเปิดแชตส่วนตัวขึ้นมาแล้วพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ว่า “วันนี้ไม่เข้าบริษัทเหรอคะ”
ข้อความเงียบไปพักหนึ่งก่อนมีคำตอบกลับมา “เข้าเล็กน้อยครับ แต่เช้านี้มีไข้นิดหน่อย เลยว่าจะทำงานจากบ้านก่อน”
แพรพิมอ่านแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที ก่อนจะพิมพ์ต่ออย่างเร็วว่า “มีไข้แล้วจะทำงานอีกเหรอคะ พักสิ”
อีกฝ่ายตอบกลับมา “งานมีบางส่วนต้องเคลียร์ครับ เดี๋ยวพักด้วย”
แพรพิมมองหน้าจอแล้วเริ่มหงุดหงิดแบบเป็ห่วงมากกว่าโกรธ “นี่คุณชอบบอกคนอื่นให้พัก แต่พอเป็ตัวเองกลับไม่ทำเลยนะคะ”
คินธารตอบ “โดนจับได้แล้วครับ”
เธอพิมพ์กลับทันที “ไม่ตลกค่ะ วันนี้ห้ามเข้าออฟฟิศนะ ถ้าเห็นมา หนูจะฟ้องทั้งฝ่ายบุคคลเลย”
อีกฝ่ายตอบกลับด้วยอีโมจิยิ้มแล้วพิมพ์ว่า “รับทราบครับ คุณแพรพิม”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมสบายใจขึ้นเล็กน้อย แต่แทนที่จะกลับไปทำงานได้ทันที เธอกลับนั่งคิดต่อว่าเขากินยาหรือยัง ได้กินข้าวหรือเปล่า และมีใครดูแลไหม ก่อนจะรู้ตัวว่าเื่พวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรคิดเยอะขนาดนี้สำหรับคนที่ยังไม่มีสถานะอะไรด้วยเลย
่สาย งานของทีมเดินตามปกติแต่แพรพิมกลับรู้สึกว่าบรรยากาศเงียบกว่าทุกวันอย่างชัดเจน แม้คินธารจะเข้าประชุมผ่านวิดีโอและพูดเื่งานตามปกติ แต่สีหน้าเขาดูเหนื่อยกว่าปกติจนเธออดมองไม่ได้ ระหว่างประชุม เขายังพยายามถามรายละเอียดต่าง ๆ ตามนิสัย แต่่หนึ่งกลับเงียบไปและไอเบา ๆ จนแพรพิมขมวดคิ้วทันที
หลังประชุมจบ เธอส่งข้อความส่วนตัวไปว่า “ปิดคอมแล้วไปนอนเลยนะคะ เสียงคุณไม่โอเคแล้ว”
คินธารตอบกลับ “รู้แล้วครับ”
แพรพิมพิมพ์ต่อ “ถ้ารู้แล้วแต่ยังทำงานต่อ หนูจะถือว่าไม่ฟัง”
อีกฝ่ายตอบ “คุณดุผมเก่งขึ้นทุกวันนะครับ”
เธอพิมพ์กลับ “ก็คุณทำตัวให้ดุเองนี่คะ”
คินธารตอบ “ครับ งั้นผมไปพักจริง ๆ แล้ว”
แพรพิมยิ้มออกมาเล็กน้อยเพราะอย่างน้อยเขาก็ยอมฟัง และความรู้สึกดีตรงนี้ทำให้เธอเริ่มเห็นชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้มีแค่ความตื่นเต้นหรือการแซวกันอีกต่อไปแล้ว แต่เริ่มมีความห่วงที่จริงจังมากขึ้นแบบที่ไม่ต้องมีสถานะมารองรับ
ตอนเที่ยง แพรพิมลงไปซื้ออาหารกับมิ้นท์ ระหว่างยืนรอคิว เธอเห็นร้านซุปซึ่งดูเหมาะกับคนป่วยและเกิดความคิดบางอย่างขึ้นทันที ก่อนจะถามแบบทำเหมือนไม่มีอะไรว่า “พี่มิ้นท์คะ ถ้าจะส่งอาหารไปให้คนป่วยแบบไม่ให้ดูเป็เื่ใหญ่ มันแปลกไหม”
มิ้นท์หันมามองเต็ม ๆ แล้วตอบว่า “ขึ้นอยู่กับว่าคนป่วยคือใคร”
แพรพิมทำหน้ามุ่ย “พี่ก็รู้อยู่แล้วนี่คะ”
มิ้นท์ยิ้ม “ก็ถ้าแพรอยากส่งก็ส่งสิ ไม่ต้องคิดเยอะหรอก แค่ไม่ต้องทำเหมือนเป็ภารกิจลับ”
แพรพิมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนสุดท้ายจะสั่งซุปกับอาหารอ่อน ๆ แล้วส่งผ่านบริการเดลิเวอรีไปที่คอนโดของคินธาร ซึ่งที่อยู่เธอได้จากเอกสารการเดินทางในโครงการที่เคยใช้มาก่อน หลังสั่งเสร็จกลับรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปหรือเปล่า จนเกือบจะยกเลิกแต่ก็ไม่ทันแล้ว
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ก็สั่นพร้อมข้อความจากคินธารว่า “คุณส่งอาหารมาเหรอครับ”
แพรพิมมองแล้วพิมพ์ตอบแบบพยายามทำให้เป็เื่ธรรมดา “ค่ะ แค่เห็นว่าคุณป่วยแล้วคงไม่ออกไปซื้อเอง”
อีกฝ่ายตอบ “ขอบคุณนะครับ ไม่คิดว่าคุณจะจำได้ว่าผมอยู่ที่ไหน”
เธอรีบพิมพ์ “อยู่ในเอกสารค่ะ ไม่ได้แอบสืบ”
คินธารตอบกลับ “ผมยังไม่ได้กล่าวหาเลยครับ”
แพรพิมหัวเราะทันทีเพราะรู้ว่าโดนย้อนอีกแล้ว ก่อนจะพิมพ์ต่อ “กินด้วยนะคะ แล้วกินยาแล้วนอน ห้ามเปิดคอมต่อ”
เขาตอบ “ครับ แม่”
แพรพิมถึงกับทำหน้าใแล้วรีบพิมพ์กลับ “อย่าเรียกแบบนั้นนะคะ ฟังแก่เกินไป”
อีกฝ่ายตอบ “งั้นเรียกคนที่ห่วงผมมากเกินหน้าที่ดีไหมครับ”
เธอนิ่งไปทันทีเพราะประโยคนี้ดูเหมือนจะจงใจให้คิด และหัวใจก็เต้นแรงแบบไม่ให้ตั้งตัวอีกครั้ง ก่อนจะพิมพ์กลับว่า “คุณป่วยแล้วยังชอบแกล้งคนอีกนะคะ”
คินธารตอบ “ก็มีแรงพอประมาณครับ”
แพรพิมส่ายหน้าแต่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เพราะแม้จะรู้ว่าคินธารกำลังแซว แต่คำว่า “ห่วงมากเกินหน้าที่” กลับตรงกับความจริงในใจมากเกินกว่าจะปฏิเสธง่าย ๆ
่บ่ายผ่านไปโดยไม่มีอะไรพิเศษ แต่แพรพิมกลับเปิดโทรศัพท์ดูเป็ระยะเหมือนรอข่าวว่าเขาดีขึ้นหรือยัง จน่เย็นคินธารส่งข้อความมาว่า “ไข้ลงแล้วครับ ขอบคุณสำหรับอาหารนะ”
แพรพิมตอบทันที “ดีขึ้นก็ดีแล้วค่ะ พรุ่งนี้ยังไม่ต้องรีบเข้าออฟฟิศนะ”
“พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญครับ”
“เข้าผ่านออนไลน์ก็ได้ค่ะ งานไม่หนีไปไหน”
คินธารตอบ “แล้วคุณไม่คิดถึงผมเหรอครับ”
แพรพิมนิ่งไปหลายวินาทีเพราะไม่คิดว่าจะถูกถามตรงขนาดนี้ ก่อนจะพิมพ์กลับแบบพยายามรักษาฟอร์มว่า “ถ้าบอกว่าคิดถึง คุณจะยอมพักไหมคะ”
อีกฝ่ายตอบมาอย่างรวดเร็ว “อาจยอมครับ”
แพรพิมอ่านแล้วหัวใจเต้นแรงจนต้องวางโทรศัพท์ลงก่อนหยิบขึ้นมาใหม่และพิมพ์ช้า ๆ ว่า “ก็...คิดถึงนิดหนึ่งค่ะ เพราะวันนี้ออฟฟิศเงียบเกินไป”
คินธารตอบกลับ “งั้นผมจะถือว่านี่เป็คำชมใหญ่ที่สุดั้แ่รู้จักกันมา”
แพรพิมพิมพ์ “อย่าดีใจมากค่ะ แค่เงียบจริง”
“ครับ ผมจะพยายามเชื่อ”
เธอหัวเราะและรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์ขยับเข้าใกล้คำว่าชอบอย่างจริงจังขึ้นอีกขั้น เพราะคำว่าคิดถึงเป็สิ่งที่ทั้งสองไม่เคยพูดกันตรง ๆ มาก่อน และถึงแพรพิมจะยังใส่คำว่านิดหนึ่งไว้เพื่อกันตัวเองไม่ให้ดูเปิดใจเกินไป แต่ข้างในกลับรู้ดีว่าความจริงมันมากกว่านั้น
วันถัดมา คินธารยอมทำงานจากบ้านตามที่แพรพิมบอกจริง และสิ่งนี้ทำให้เธอทั้งดีใจและแปลกใจ เพราะผู้ชายซึ่งดูเหมือนควบคุมทุกอย่างเองตลอดกลับยอมฟังคำแนะนำของเธอโดยไม่ต้องเถียงมากนัก ่บ่ายเขาทักมาว่า “วันนี้คุณดูงานแทนบางส่วนได้ดีนะครับ”
แพรพิมตอบ “ชมอีกแล้วเหรอคะ ่นี้คุณใจดีผิดปกตินะ”
คินธารพิมพ์กลับ “อาจเพราะป่วยครับ”
“งั้นหายแล้วกลับมาดุเหมือนเดิมใช่ไหมคะ”
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำงานผิดไหมครับ”
แพรพิมยิ้มแล้วพิมพ์ “โอเค คนเดิมกลับมาแล้ว”
ใน่ที่คินธารพักอยู่บ้านสองวัน แพรพิมกลับเห็นตัวเองชัดขึ้นมากว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดจากการอยู่ใกล้กันอย่างเดียว เพราะแม้ไม่ได้เจอหน้า เธอก็ยังคิดถึง ยังอยากรู้ว่าเขาโอเคไหม และรู้สึกดีทุกครั้งที่มีข้อความเข้ามา สิ่งนี้ทำให้ข้ออ้างเื่ทำงานด้วยกันจนสนิทเริ่มใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วอย่างชัดเจน
พอคินธารกลับเข้าบริษัทในวันที่สาม แพรพิมเห็นเขาเดินเข้ามาที่โซนประชุมก็เผลอยิ้มออกมาทันทีโดยไม่ทันคิด ก่อนจะรีบก้มหน้าลงเมื่อรู้ตัวว่าคนรอบข้างอยู่เต็มไปหมด แต่สายเกินไป เพราะคินธารเห็นเรียบร้อยแล้วและยิ้มตอบเพียงเล็กน้อยเหมือนรู้ว่าไม่ควรทำอะไรชัดกว่านั้น
หลังประชุมเสร็จ เขาเดินผ่านโต๊ะเธอและพูดสั้น ๆ ว่า “ดีใจที่เห็นผมกลับมาขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
แพรพิมเงยหน้าทันทีแล้วมองรอบข้างก่อนตอบเสียงเบา “คุณพูดเบา ๆ สิคะ เดี๋ยวคนได้ยิน”
คินธารยิ้ม “งั้นแปลว่าจริง?”
“ก็...ดีค่ะ ที่หายแล้ว”
“แค่นั้น?”
แพรพิมทำหน้ามุ่ย “คุณอยากได้คำตอบอะไรอีกคะ”
เขาหัวเราะแล้วตอบ “ไม่มีครับ แค่นี้ก็พอ”
คำพูดสั้น ๆ ทำให้แพรพิมรู้สึกอบอุ่นอีกครั้ง และยิ่งเห็นว่าเขากลับมาแข็งแรงแล้วก็ยิ่งรู้สึกโล่งแบบที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่าเพื่อนร่วมงานธรรมดาได้อีก
่เย็นวันนั้น คินธารชวนแพรพิมไปกินข้าวหลังเลิกงานเพื่อขอบคุณเื่อาหารที่ส่งไปให้ตอนป่วย แต่แพรพิมลังเลเพราะยังจำเื่ข่าวในออฟฟิศได้ดี
“ถ้าไปกันสองคนอีกจะไม่เป็ไรเหรอคะ”
คินธารตอบ “ออกไปไกลจากบริษัทหน่อยครับ แล้วก็ไม่ได้เป็เวลางาน”
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ แต่รอบนี้คุณเลี้ยงนะ”
“แน่นอนครับ”
ร้านที่คินธารเลือกอยู่ค่อนข้างไกลจากออฟฟิศและบรรยากาศเงียบกว่าร้านเดิม หลังอาหารมา ทั้งสองคุยเื่ทั่วไปมากกว่างานเป็ครั้งแรกแบบจริงจัง ทั้งเื่ครอบครัว สิ่งที่กลัว และชีวิตที่อยากมีในอนาคต จนแพรพิมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเห็นคินธารในมุมซึ่งไม่มีใครในออฟฟิศเห็นบ่อยนัก
่หนึ่งเขาถามขึ้นว่า “คุณกลัวเื่ความสัมพันธ์ไหมครับ”
แพรพิมนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบตามจริงว่า “กลัวค่ะ ไม่ได้กลัวมีแฟน แต่กลัวต้องเปลี่ยนตัวเองมากเกินไปเพื่อให้ใครพอใจ แล้วก็กลัวเื่ที่คนชอบคิดว่าเป็แฟนกันแล้วต้องมีสิทธิ์รู้ทุกอย่างหรือควบคุมกันได้”
คินธารพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ผมไม่ชอบแบบนั้นเหมือนกัน”
แพรพิมมองเขาแล้วถาม “จริงเหรอคะ คุณดูเป็คนชอบควบคุมทุกอย่างนะ”
เขาหัวเราะเบา ๆ “เื่งานอาจใช่ครับ แต่เื่คน ผมเรียนรู้แล้วว่าควบคุมมากไปมันทำให้คนหนีมากกว่าอยู่”
คำตอบนั้นทำให้แพรพิมเงียบลงเล็กน้อย เพราะมันฟังเหมือนผ่านประสบการณ์บางอย่างมาจริง และเป็อีกครั้งที่เธอรู้สึกว่าภายใต้ภาพคนเก่งกับมั่นคง คินธารยังมีด้านซึ่งเคยเจ็บหรือผิดพลาดเหมือนคนทั่วไป
“แล้วคุณล่ะคะ กลัวอะไร”
คินธารคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “กลัวทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนเพื่อผม แล้วก็กลัวว่าถ้าชอบใครมาก ๆ ผมจะเผลออยากปกป้องเขามากเกินไปจนกลายเป็ควบคุม”
แพรพิมยิ้มบาง “อย่างน้อยคุณก็รู้ตัวนะคะ”
“เพราะงั้นถ้าผมทำเกินไป คุณบอกได้เลยครับ”
เธอหัวเราะ “หนูบอกแน่นอนค่ะ เื่นี้ไม่ต้องห่วง”
คินธารยิ้มตาม “รู้ครับ คุณไม่ใช่คนเก็บอยู่แล้ว”
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงอย่างสบาย ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนคินธารจะพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้งว่า “แพรพิมครับ”
เธอเงยหน้าขึ้นทันทีเพราะเขาเรียกชื่อเต็มด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าปกติ
“ครับ เอ๊ย คะ?”
คินธารยิ้มเล็กน้อยกับความหลุดของเธอก่อนจะพูดต่อ “ผมคิดว่าผมชอบคุณนะ”
แพรพิมนิ่งไปทันทีเหมือนเสียงรอบตัวเบาลงในวินาทีนั้น เพราะแม้ทุกอย่างตลอดหลายตอนที่ผ่านมาแทบจะบอกอยู่แล้ว แต่การได้ยินคำชัด ๆ ก็ยังทำให้หัวใจเต้นแรงจนไม่รู้ควรทำหน้าตายังไง
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามเบา ๆ “คุณแน่ใจเหรอคะ หรือแค่สนิทเพราะทำงานด้วยกัน”
คินธารตอบโดยไม่ลังเล “ผมคิดมาพอสมควรแล้วครับ ถ้าเป็แค่เื่งาน ผมคงไม่คิดถึงว่าคุณกินข้าวหรือยัง ไม่ดีใจเวลาคุณหึง แล้วก็คงไม่คิดถึงคุณตอนอยู่บ้านเฉย ๆ”
แพรพิมหลบสายตาลงเพราะยิ่งฟังก็ยิ่งเขิน แต่ในขณะเดียวกันกลับรู้สึกโล่งแบบแปลก ๆ ที่ทุกอย่างซึ่งค้างอยู่ในอากาศถูกพูดออกมาตรง ๆ เสียที
เธอจึงตอบช้า ๆ ว่า “หนูก็ชอบคุณเหมือนกันค่ะ แต่หนูยังไม่อยากรีบเป็แฟนทันทีนะ”
คินธารพยักหน้า “ผมไม่ได้จะเร่งครับ แค่อยากให้คุณรู้ว่าผมคิดยังไง”
แพรพิมยิ้ม “งั้นตอนนี้เราคืออะไรคะ”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบแบบติดเล่นว่า “คนที่ชอบกันแต่ยังไม่มีสถานะ?”
แพรพิมหัวเราะทันที “ฟังดูเหมือนวัยรุ่นมัธยมเลยนะคะ”
“คุณขอภาษาวัยรุ่นไม่ใช่เหรอครับ”
“เดี๋ยวนะ คุณไปเรียนมาจากไหนคะ”
คินธารหัวเราะและบรรยากาศที่ตึงเพราะคำสารภาพก็กลับเบาลงทันที ทั้งสองยังไม่ได้จับมือ ไม่ได้ขอเป็แฟน และไม่มีเหตุการณ์ใหญ่เหมือนในละคร แต่กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เพราะต่อจากนี้ไม่ต้องทำเหมือนความรู้สึกเป็เื่ที่ยังไม่รู้คำตอบอีกแล้ว
ระหว่างขับรถกลับ คินธารถามขึ้นว่า “งั้นผมยังทักว่าถึงบ้านหรือยังได้อยู่ไหมครับ”
แพรพิมตอบแบบขำ ๆ “ได้ค่ะ แต่ห้ามใช้เป็ข้ออ้างตามหนูทุกที่นะ”
“รับทราบครับ”
“แล้วในออฟฟิศก็เหมือนเดิมนะคะ เื่งานคือเื่งาน”
“ครับ ผมจะระวัง”
“แล้วถ้าหนูเถียงต่อหน้าคนอื่น ห้ามน้อยใจ”
“ผมชินแล้วครับ”
แพรพิมหัวเราะ “ดีมาก เรียนรู้ไว”
เมื่อรถมาถึงใกล้บ้าน เธอหันไปขอบคุณและกำลังจะลง แต่ก่อนเปิดประตูกลับชะงักแล้วพูดขึ้นว่า “คุณคินธารคะ”
“ครับ”
“วันนี้ที่พูด...ขอบคุณนะคะ หนูชอบที่คุณพูดตรง”
คินธารยิ้ม “ผมก็ชอบที่คุณตอบตรงครับ”
แพรพิมเม้มปากแบบเขิน ๆ แล้วพูดต่อ “แต่ยังไม่ให้คะแนนเต็มนะคะ”
“ผมรู้ครับ ต้องรอดูพฤติกรรมต่อ”
เธอหัวเราะทันทีเพราะเขาจำคำพูดของเธอได้แทบทุกครั้ง ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่เบาและหนักพร้อมกัน เพราะเบาตรงที่รู้แล้วว่าความรู้สึกไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียว และหนักตรงที่รู้ว่าจากนี้ทุกอย่างจะจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
คืนนั้นข้อความจากคินธารเด้งขึ้นมาอีกครั้งตามคาด
“ถึงห้องแล้วใช่ไหมครับ”
แพรพิมตอบ “ถึงแล้วค่ะ”
อีกฝ่ายส่งต่อว่า “งั้นคืนนี้นอนหลับดีนะครับ คนที่ผมชอบ”
แพรพิมนิ่งไปหลายวินาทีก่อนเอามือปิดหน้าตัวเองเพราะเขินจนไม่รู้จะตอบยังไง สุดท้ายจึงพิมพ์กลับว่า “คุณนี่พอพูดออกมาแล้วก็ใช้คำนี้คล่องเลยนะคะ”
คินธารตอบ “ก็พูดความจริงครับ”
เธอยิ้มแล้วพิมพ์กลับ “ฝันดีค่ะ คนที่หนูก็ชอบเหมือนกัน”
หลังส่งข้อความนั้น แพรพิมวางโทรศัพท์ลงและรู้สึกเหมือนเส้นบาง ๆ ซึ่งเคยกั้นอยู่ระหว่างความสนิทกับความชอบถูกข้ามไปแล้วอย่างเป็ทางการ ถึงยังไม่มีสถานะว่าแฟนและยังต้องใช้เวลาเรียนรู้กันอีกมาก แต่ต่างฝ่ายต่างรู้แล้วว่าหัวใจเดินมาทิศเดียวกันจริง ๆ
จากคนที่เคยเถียงกันกลางทางเดินในวันแรก วันนี้กลับกลายเป็คนที่สามารถพูดว่าชอบกันได้โดยไม่ต้องหลบอีกต่อไป และแม้ความสัมพันธ์ยังมีเื่งาน สายตาคนอื่น และความต่างของตำแหน่งเป็โจทย์ใหญ่ซึ่งต้องค่อย ๆ จัดการต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดที่สุดในตอนนี้คือ ถ้าใกล้กันมากกว่านี้อีกนิด ก็คงไม่ต้องเรียกว่าคนที่ชอบกันแล้ว เพราะหัวใจของทั้งคู่กำลังเดินเข้าใกล้คำว่าแฟนมากขึ้นทุกวันโดยแทบไม่มีใครต้องผลักเลย