หลังจากพักได้ไม่นาน ด้วยอิทธิพลความบ้าพลังจากเ้าสิบเอ็ด พวกเขาก็เลยตกลงกันว่าจะออกล่าหนูดินเพื่อฝึกฝนกันต่อ
เพื่ออนาคตอันสดใสของพวกเขาเอง... งานนี้คงต้องขอให้พวกหนูดินเสียสละหน่อยแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ขยับตัวเลย เสียงประกาศจากลำโพงขยายเสียงของคณะกรรมการหมู่บ้านไป๋ซีก็ดังลั่นขึ้นมาซะก่อน
เสียงประกาศนั้นดังสนั่นหวั่นไหว แม้พวกสืออวี่จะอยู่ห่างออกมาจากใจกลางหมู่บ้านพอสมควร แต่ก็ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
และทันทีที่จับใจความในประกาศได้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
“ประกาศ ชาวบ้านทุกคนโปรดทราบ ขณะนี้ทางเมืองได้รับสัญญาณเตือนภัยคลื่นสัตว์อสูรระดับสีเหลือง ย้ำอีกครั้ง ทางเมืองได้รับสัญญาณเตือนภัยคลื่นสัตว์อสูรระดับสีเหลือง”
“บริเวณนอกกำแพงเมืองเริ่มมีการรวมตัวของอสูรดุร้ายและมีแนวโน้มว่าขนาดของฝูงจะขยายตัวขึ้น”
“ขอให้ทุกหน่วยงานและประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือตามคู่มือป้องกันภัย...”
“เชี่ยเอ๊ย!”
ท่ามกลางเสียงประกาศที่ดังก้อง เฉินข่ายอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาอย่างหัวเสีย ส่วนจวงเยว่และอวี๋จิงจิงก็มีสีหน้าตื่นตระหนกและสับสนอย่างเห็นได้ชัด
คลื่นสัตว์อสูรงั้นเหรอ?
คำคำนี้ เป็สิ่งที่ไม่มีใครในที่นี้ไม่รู้จัก
เมื่อสิบปีก่อน สาเหตุที่เขตผิงเฉิงต้องต้องสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ก็เพราะโดนคลื่นสัตว์อสูรเข้าถล่มจนราบเป็หน้ากลอง
แม้ตอนนั้นทุกคนจะยังเป็เด็ก แต่เื่ใหญ่ระดับเมืองพินาศขนาดนั้น ไม่มีทางที่จะลืมได้
นี่คลื่นสัตว์อสูรจะมาอีกแล้วเหรอ!?
“แย่แล้วสิ…”
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังยืนงงทำอะไรไม่ถูก คุณลุงชาวนาที่เดินตรวจตราแปลงเกษตรอยู่แถวนั้นก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา
“พวกหนู วันนี้สถานการณ์ไม่ปกติ ลุงว่าพวกหนูรีบกลับกันไปก่อนดีกว่า”
“คุณลุงครับ ประกาศเมื่อกี้มันคือยังไงครับ?” สืออวี่รีบถาม
“ลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สงสัยพวกสัตว์บนูเาหิมะคงจะเกิดคลั่งอะไรขึ้นมาอีกแน่ๆ”
“ถึงขั้นเตือนภัยระดับสีเหลือง ฟังดูร้ายแรงเอาเื่นะ ถ้าสถานการณ์ยกระดับขึ้นอีก ดีไม่ดีพวกเราอาจต้องอพยพออกจากที่นี่”
แม้คุณลุงจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก แต่สีหน้ากลับยังดูสงบ ไม่ได้แตกตื่นจนเสียสติ
จังหวะนั้นเอง สืออวี่ก็ดึงสติกลับมาได้
จริงสิ... ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องตื่นตูม
สิ่งที่ต่างจากสิบปีก่อนคือ ปัจจุบันระหว่างเขตผิงเฉิงกับูเาหิมะ ได้มีการสร้างกำแพงเมืองสูงตระหง่านกั้นเอาไว้แล้ว
ทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมืองก็มีกองพลสัตว์อสูรของสมาคมผู้ฝึกอสูรประจำการอยู่ตลอดเวลา พวกเขาคือแนวป้องกันด่านแรกในการรับมือคลื่นสัตว์อสูร
การแจ้งเตือนในตอนนี้ เป็เพียงการเตือนให้ประชาชนละแวกใกล้เคียงระวังตัว ไม่ได้หมายความว่าอันตรายจะมาถึงตัวในทันที
หากมีโอกาสที่เมืองจะแตกจริง สัญญาณเตือนคงไม่ใช่แค่ระดับสีเหลืองแบบนี้แน่
“หรือเราลองไปดูลาดเลากันหน่อยไหม?” เฉินข่ายเสนอความคิด
เมืองปิงหยวนตั้งอยู่บริเวณชายแดนของประเทศ ส่วนเมืองผิงเฉิงและตำบลรอบนอกยิ่งอยู่ใกล้กับูเาหิมะที่เต็มไปด้วยอสูรดุร้ายเข้าไปใหญ่
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเมื่อสิบปีก่อน เมืองผิงเฉิงกับอีกสองเขตใกล้เคียงถึงได้รับผลกระทบจากคลื่นสัตว์อสูรอย่างหนัก
“จะไปดูอะไรกันเล่า! ป่านนี้ทั้งในและนอกกำแพงเมืองคงกั้นเขตหวงห้ามหมดแล้ว นายไปก็รังแต่จะไปเกะกะพวกเ้าหน้าที่เปล่าๆ” จวงเยว่รีบแย้ง
“เรากลับกันก่อนเถอะ” สืออวี่สรุปสั้นๆ
แม้ในใจจะคิดว่าคงไม่เกิดเื่ใหญ่อะไร แต่ในบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ การไปเล่นเกมทุบตัวตุ่นต่อก็คงไม่เหมาะ
เกมทุบตัวตุ่นจะเล่นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การกลับไปที่สมาคมผู้ฝึกอสูรเพื่อสอบถามสถานการณ์ให้ชัดเจน ดูจะสำคัญกว่า
อีกสามคนพยักหน้าเห็นด้วย หลังเก็บข้าวของเสร็จ ทุกคนก็รีบมุ่งหน้ากลับเมืองผิงเฉิงทันที
…
เมืองปิงหยวน เขตผิงเฉิง
สมาคมผู้ฝึกอสูร
หลังจากส่งมอบภารกิจเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็แจ้งเ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์โถงภารกิจเื่สัญญาณเตือนภัยที่หมู่บ้านไป๋ซี และสอบถามถึงสถานการณ์
“เื่นี้...”
เ้าหน้าที่สาวส่ายหน้า “ดิฉันเองก็ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกันค่ะ”
“แต่ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกของเดือนนี้นะคะ ก่อนหน้านี้มีสัญญาณเตือนภัยระดับสีน้ำเงินถึงสองครั้ง รอบนี้ยกระดับเป็สีเหลืองแล้วเหรอเนี่ย?”
คำตอบที่ได้ทำเอาสืออวี่และเพื่อนๆ ยืนงง... นี่มันเท่ากับไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเลยนี่หว่า
ขณะที่เฉินข่ายกำลังจะอ้าปากถามต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อเขาดังมาจากที่ไกลๆ
“เฉินข่าย จวงเยว่!”
เสียงนั้นทำให้ทั้งเฉินข่ายและจวงเยว่สะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ สืออวี่กับอวี๋จิงจิงก็หันไปมองตาม
ชายสวมแว่นตาหน้าตาซื่อๆ ดูใจดีคนหนึ่งเดินเข้ามา
เขาดูเป็ผู้ฝึกอสูรที่มีฝีมือ อายุอานามน่าจะราวๆ สามสิบกว่า แต่ผมเผ้าเริ่มบางลงไปหน่อยแล้ว...
ตามตำราการ์ตูน ยิ่งหัวล้านแปลว่ายิ่งเก่ง... คนคนนี้น่าจะเป็ยอดฝีมือแน่ๆ
“อาจารย์จาง...” เฉินข่ายและจวงเยว่ทักทาย “อาจารย์มาทำอะไรที่นี่ครับเนี่ย”
คนคนนี้คืออาจารย์ที่โรงเรียนของทั้งสองคนนั่นเอง
“ครูอยู่แถวนี้พอดี เห็นพวกเธอคุยกันในกลุ่มเลยแวะมาดู ไม่นึกว่าจะเจอเข้าพอดี”
ระหว่างทางกลับ เฉินข่ายกับจวงเยว่ได้แชร์เื่สัญญาณเตือนภัยคลื่นสัตว์อสูรระดับสีเหลืองลงในกลุ่มห้องเรียน ไม่คิดเลยว่าอาจารย์จะมาเห็นเข้า
‘คุยในกลุ่มที่มีอาจารย์อยู่ด้วยเนี่ยนะ…’ สืออวี่มองกลุ่มนักเรียนแปลกประหลาดพวกนี้แล้วคิดในใจ
ปกติมันต้องตั้งกลุ่มแยกไว้คุยกันเองโดยไม่มีอาจารย์ไม่ใช่เรอะ? เล่นทำแบบนี้ สมาชิกในกลุ่มจะกล้าคุยเื่ไร้สาระกันได้ยังไง เสียชาติเกิดเป็วัยรุ่นหมด
“แล้วสองคนนี้คือ?” คนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์จางหันมามองสืออวี่กับอวี๋จิงจิง
เฉินข่ายรีบแนะนำ “เพื่อนผมเองครับ เป็ผู้ฝึกอสูรจากโรงเรียนอื่น”
อาจารย์จางยิ้มรับ “พวกเธอกำลังสงสัยเื่ประกาศเตือนภัยคลื่นสัตว์อสูรอยู่สินะ”
“ใช่ครับอาจารย์ รอบนี้สถานการณ์รุนแรงไหมครับ?”
“คงไม่เกิดเื่แบบคราวก่อนใช่ไหมครับ?”
เฉินข่ายรู้ดีว่าอาจารย์ของเขาเป็ผู้ฝึกอสูรมืออาชีพ น่าจะรู้วงในมากกว่า จึงรีบซักถามทันที
“ตรงนี้เสียงดัง ไปคุยข้างนอกกันเถอะ” อาจารย์จางชวน
ไม่มีใครคัดค้าน ทั้งหมดเดินออกจากโถงภารกิจ และเริ่มเดินเล่นไปรอบๆ อาคารของสมาคมผู้ฝึกอสูร
แม้จะไม่รู้จักอาจารย์จางเป็การส่วนตัว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สืออวี่เลยขอติดสอยห้อยตามมาด้วย
ถ้าเกิดอันตรายขึ้นจริง... เขาจะได้พาเ้าสิบเอ็ดหนีเข้าเมืองชั้นในได้ทัน
บนทางเดิน อาจารย์จางมองเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้แล้วพูดขึ้น “พวกเธอไม่ต้องกังวลเกินไป ตอนนี้สถานการณ์ต่างจากสิบปีก่อนมาก”
“ระบบป้องกันรอบูเาหิมะถูกเสริมความแข็งแกร่งไว้เรียบร้อย ต่อให้เกิดอันตราย สมาคมผู้ฝึกอสูรก็รับมือได้ทัน”
“หากกำลังคนของเมืองผิงเฉิงไม่พอ ผู้ฝึกอสูรจากเมืองใหญ่จะมาสมทบ และถ้ายังเอาไม่อยู่ กองพลจากเมืองใกล้เคียงก็จะมาช่วยทันที”
“สัตว์บนูเาหิมะในปัจจุบัน ไม่มีศักยภาพพอจะเป็ภัยคุกคามต่อเมืองปิงหยวนได้อีกแล้ว”
เฉินข่ายถามต่อ “อาจารย์หมายความว่าคลื่นสัตว์อสูรมีโอกาสเกิดขึ้นอีกจริงๆ เหรอครับ?”
“ตอนนี้ยังเป็แค่การรวมตัวขนาดย่อมของพวกอสูรดุร้ายเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับความวุ่นวายครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน...”
จวงเยว่ถามแทรก “แล้วสาเหตุล่ะคะ ปกติพวกสัตว์อสูรดุร้ายนั่นเป็สิ่งมีชีวิตธาตุน้ำแข็ง น่าจะชอบสภาพแวดล้อมบนูเาหิมะมากกว่าในเมืองไม่ใช่เหรอ?”
“ในหนังสือบอกว่า การขาดแคลนอาหาร ทรัพยากร หรือความกดดันจากการแข่งขัน เป็สาเหตุหลักของการเกิดคลื่นสัตว์อสูร” สืออวี่พูดพร้อมกับมองไปทางูเาหิมะ
“แต่นั่นไม่น่าใช่สาเหตุหลักของคลื่นสัตว์อสูรทีู่เาหิมะแห่งนี้... เพราะถ้าเป็สาเหตุพวกนั้น จะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่ใช่จู่ๆ ก็ตูมเดียวแบบสิบปีก่อน”
อาจารย์จางหันมามองสืออวี่แล้วพยักหน้า “ถูกต้อง”
“แต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร เราเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ชนวนเหตุของคลื่นสัตว์อสูรเมื่อสิบปีก่อนยังคงเป็ปริศนาจนถึงทุกวันนี้”
“อย่างไรก็ตาม ในเมืองปิงหยวนมีข้อสันนิษฐานหนึ่ง… พวกเธอรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองปิงหยวนไหม?”
ทุกคนส่ายหน้า
“ความจริงจะเรียกว่าประวัติศาสตร์ก็ไม่เชิง เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด เป็แค่ข้อสันนิษฐาน”
“จากการค้นพบทางโบราณคดี เมื่อ 2,000 ปีก่อน บริเวณรอบเมืองปิงหยวนยังไม่ได้มีสภาพเป็ูเาหิมะแบบนี้”
“แต่เป็ดินแดนของชนเผ่าผู้ฝึกอสูรที่เจริญรุ่งเรืองมากในอาณาจักรโบราณ ต่อมา มีัน้ำแข็งตนหนึ่งบินมาจากแดนไกลและลงมาอาศัยที่เทือกเขาแถบนี้”
“ัน้ำแข็งตัวนี้ทรงพลังมาก แค่มันมาอาศัยอยู่เฉยๆ ก็ส่งผลกระทบให้เกิดยุคน้ำแข็งขนาดย่อม ทำให้ชนเผ่าผู้ฝึกอสูรเดือดร้อนกันถ้วนหน้า”
“ในที่สุด ชนเผ่านั้นจึงตัดสินใจขับไล่ัน้ำแข็ง พวกเขาจัดตั้งกองกำลังปราบปรามและเปิดฉากากับัในหุบเขา”
“ว่ากันว่า ูเาหิมะลูกนี้ก่อตัวขึ้นมาใน่เวลานั้นเอง”
สืออวี่ถาม “แล้วฝ่ายไหนชนะครับ?”
อาจารย์จางตอบ “น่าจะเป็ฝ่ายผู้ฝึกอสูรนะที่ชนะ”
“บนยอดูเาหิมะมีโบราณสถานัน้ำแข็งอยู่ ว่ากันว่าซากศพของัตัวนั้นถูกผนึกไว้ข้างในโดยเหล่าผู้ฝึกอสูรในยุคนั้น”
“แม้กระทั่งทุกวันนี้ รอบๆ โบราณสถานก็ยังมีแรงกดดันัแผ่ออกมาเป็พักๆ แต่เวลาผ่านไปตั้ง 2,000 ปีแล้ว ต่อให้เป็ัน้ำแข็งก็คงตายไปโดยสมบูรณ์แล้วล่ะ”
“ข้อสันนิษฐานในปัจจุบันคือ ัน้ำแข็งที่ถูกผนึกไว้อาจจะกลายเป็ิญญา และคอยส่งอิทธิพลต่อพวกอสูรดุร้ายในูเาหิมะ ทำให้พวกมันเสียสติและลงมาแก้แค้นเมืองมนุษย์”
สืออวี่และเพื่อนๆ หันไปมองทางูเาหิมะอีกครั้ง
ิญญาัน้ำแข็ง? นี่เป็ครั้งแรกเลยที่พวกเขาได้ยินเื่นี้
อาจารย์จางชี้ไปที่รูปปั้นั์ศิลาที่อยู่ไม่ไกล “เห็นนั่นไหม.. นั่นคือหนึ่งในโบราณวัตถุที่นักโบราณคดีขุดพบ ว่ากันว่าั์ศิลาคือผู้พิทักษ์ประจำชนเผ่านั้น”
คุยไปคุยมา พวกเขาเดินมาถึงสวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ใจกลางสวนมีรูปปั้นั์ศิลาตั้งตระหง่าน การที่มันถูกนำมาตั้งไว้ที่นี่ก็เพื่อเพิ่มมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ให้กับสมาคมเมืองผิงเฉิงนั่นเอง
“ชนเผ่านั้นใช้เ้านี่เอาชนะัน้ำแข็งงั้นเหรอ?”
เฉินข่ายมองรูปปั้นหิน ปกติเขาไม่เคยสนใจมันเลย นึกว่าเป็แค่ของประดับตกแต่ง ไม่คิดว่าจะเป็โบราณวัตถุของเมืองปิงหยวน
สายตาของสืออวี่และคนอื่นๆ จับจ้องไปที่รูปปั้นั์ศิลา... และในขณะที่จ้องมองอยู่นั้น จู่ๆ หัวใจของสืออวี่ก็เต้นรัวเร็วขึ้นมา
สมองของเขาสั่นะเื พร์ด้านสื่อสารจิตเหมือนจะทำงานขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ และเขาก็ได้ยินเสียงแปลกๆ บางอย่าง
‘ไม่ใช่แบบนั้น...’
‘มันไม่ใช่แบบนั้น...’
เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาสืออวี่สะดุ้งโหยง เขารีบหันมองซ้ายขวา แต่กลับพบว่าอาจารย์จาง เฉินข่าย และคนอื่นๆ ไม่มีท่าทีผิดปกติใดๆ
สืออวี่พยายามระงับความตื่นตระหนกในใจแล้วหันกลับไปมองรูปปั้นอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเผือด...
อย่าบอกนะว่า เสียงนั่นดังออกมาจากรูปปั้นหินนี้?
รูปปั้นนี้ไม่มีสัญญาณชีพใดๆ เลยไม่ใช่เหรอ? พร์สื่อจิตมันใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตเท่านั้นไม่ใช่หรือไง?
‘มันไม่ใช่แบบนั้น...’
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของสืออวี่…