๓
คนเ้าเล่ห์
หลังจากวันที่เจอกับอิทธิชีวิตของเด็กหญิงก็ไม่เคยเหมือนเดิม เธอคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเขา
อิทธิอายุมากกว่าเธอถึง 9 ปี ตอนนี้เขากำลังศึกษาอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐแห่งหนึ่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ เขาพักที่คอนโดส่วนตัวย่านกลางเมืองซึ่งเดชซื้อให้ในวันเกิดครบ 20 ปี นาน ๆ อิทธิถึงจะกลับบ้านเสียที หรือไม่ก็เมื่อเดชและอินธมาศบังคับให้กลับนั่นเอง
เธอรู้มาว่าเขามีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบให้ใครวุ่นวายกับชีวิต รักอิสระมากกว่าสิ่งใด แม้จะอยู่ในครอบครัวร่ำรวย แต่อิทธิกลับใช้ชีวิตติดดินอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทมากกว่าจะทำตัวเป็คุณชาย และที่แย่ไปกว่านั้นจนอินธมาศเอ่ยปาก อิทธิไม่เคยสนใจธุรกิจของครอบครัว ชายหนุ่มใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพตามที่ตัวเองสนใจ
นารามีความสุขอยู่กับความฝันของตัวเอง แม้ไม่ได้พูดคุยกับชายหนุ่มอีก เจอกันแค่ผ่าน ๆ ไม่กี่ครั้งตอนที่เขากำลังจะออกจากบ้าน หรือไม่ก็ตอนที่เขาเข้าไปพบกับเดชในห้องทำงาน ซึ่งเธอเองก็ไม่กล้าเสียมารยาทอยู่ฟัง ทำได้เพียงแอบมองอยู่ห่าง ๆ จนเมื่ออิทธิเรียนจบเธอจึงได้พบเขาอีกครั้ง
การพบกันครั้งนั้นทำให้เธอใไม่น้อย เป็เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน อิทธิปิดประตูห้องทำงานของเดชเสียงดังคล้ายกับไม่พอใจ ขายาวก้าวตรงมาทางบันไดที่เธอกำลังจะเดินลงมาชั้นล่าง จนต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ ขาแข้งพาลไม่มีแรงกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
อิทธิสบถอย่างหัวเสียด้วยถ้อยคำรุนแรง เขากำลังเดินตรงมายังชั้นบนด้วยความโมโหอย่างเต็มที่ แล้วเธอก็กำลังยืนขวางทางพายุลูกใหญ่เสียด้วย
เขาช่างน่ากลัว
ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบไปด้วยความรวดเร็ว จนหญิงสาวอดคิดไม่ได้ว่าหากถูกชนเธอคงล้มแน่ ๆ เส้นผมสีดำยาวปลิวไปตามแรงโทสะของอีกฝ่าย ยังไม่ทันที่จะหายใ ความรู้สึกเหมือนกับว่าชายหนุ่มชะงักหยุดอยู่ทางเื้ั ไวเท่าความคิดนารารีบหันกลับไปทันที
แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างทั้งร่างก็ปลิวตามแรงดึงของเขา ความงุนงงถาโถมเข้ามาในสมอง ตอนนี้เธอไม่คิดอะไรอีกแล้ว มีแต่ความว่างเปล่าขาวโพลนเต็มไปหมด เสียงประตูปิดดังปังทำให้สติกลับคืนมา รู้สึกตัวว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในห้องนอนของชายหนุ่มตามลำพัง
ดวงตาสีดำเข้มมีประกายขุ่นจัดด้วยเพลิงโทสะกำลังจับจ้องเธอไม่วางตา ต้นแขนข้างซ้ายยังถูกมือแข็ง ๆ ของเขายึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เธอไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
รู้แค่ว่าตอนนี้หากยังอยู่ใกล้เขาแม้วินาทีเดียวเธออาจไม่ปลอดภัย นาราพยายามมองไปรอบตัวแต่ก็ไม่มีอะไรทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจได้เลย
นี่ห้องของเขา
ห้องที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เหยียบย่างเข้ามา จากความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยน เมื่อสายตากลมโตเริ่มสำรวจห้องของชายหนุ่มเท่าที่สายตาจะเห็นได้ ลืมความกลัวเมื่อครู่ไปชั่วขณะ ทุกอย่างที่เป็ของเขาดึงเธอสู่ห้วงแห่งฝัน ฝันว่าจะได้เขาเคียงคู่ในสักวัน
นาราไม่รู้ตัวว่าใบหน้าตัวเองเคลิบเคลิ้มไปถึงไหนต่อไหน จนคนที่กำลังโมโหสังเกตเห็นความผิดปกติ โทสะที่แล่นผ่านเมื่อครู่เริ่มคลายลงทำให้อิทธิมีสติขึ้นมาบ้าง
ชายหนุ่มเห็นอาการของคนที่เขาดึงเข้ามาในห้องด้วยก็เริ่มนึกขำอยากแกล้งขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เด็กแก่แดดนี่คิดอะไรอยู่แน่ ๆ
ตอนแรกยอมรับว่าเขาโมโหมากจนขาดสติลากเธอเข้ามาในห้องเพียงเพื่อ้าระบายโทสะที่มี เขาไม่ชอบที่บิดารักเธอและต่อว่าการใช้ชีวิตของเขาอย่างรุนแรง เขาเกลียดการเปรียบเทียบ ในเมื่อคน 2 คน ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะเอาอะไรมาเป็ตัววัดว่าใครดีกว่าใคร
แต่เขาไม่อาจห้ามความรู้สึกหนึ่ง นานวันนารายิ่งสวยจนเขาอดที่จะแอบมองอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ และเขาเองก็รู้ว่าเธอคงมีใจให้อยู่ไม่น้อย
เขาดูออก
ใครเคยพูดนะว่าดวงตาเป็หน้าต่างของหัวใจ
เห็นจะจริงดังว่า
สาวน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่เคยปิดความรู้สึกของตัวเองได้มิดเลยเวลาเธอที่แอบมอง
อิทธิยิ้มเย็นอย่างคนเ้าเล่ห์ มือหนาเชยคางของเธอให้เงยขึ้น เพียง้าจะแกล้ง ยิ่งเห็นหน้าเธอเขายิ่งอารมณ์ดี รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก กลิ่นกายเธอหอมอ่อน ๆ ชวนให้เขาคลั่งได้ง่าย ๆ หากมีสติไม่สมบูรณ์
ยังก่อน!! ไม่ใช่ตอนนี้
นารารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เหมือนมีลมตีกันปั่นป่วนในช่องท้องจนอยากจะเป็ลม ดวงตากลมโตกำลังจ้องตอบเขา และทุกสิ่งที่อยู่ในความคิดของเธอทำให้อิทธิรู้สึกพอใจ
มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็ก ๆ กับดวงตาที่ปราศจากความกระด้างหายไปจากใบหน้า อิทธิคนที่กำลังโกรธเมื่อสักครู่หายไป ทิ้งไว้เพียงเทพบุตรในฝันของเธอ ใกล้กันมากจนยากจะฝืนตัวเองไม่ให้เคลิบเคลิ้ม
เธอแทบจะละลายเมื่ออยู่ใกล้เขาเพียงแค่เอื้อมมือ
เขาจะจูบเธอไหม
ความคิดฟุ้งซ่านยังวนเวียนอยู่ในหัว เด็กหญิงก็ได้คำตอบที่ทำให้เธอรู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก
“เป็เด็กเป็เล็กคิดไปถึงไหนแล้ว” เสียงทุ้มต่ำที่เธออยากได้ยินดังขึ้น ทำให้คนที่กำลังเคลิ้มได้สติรีบก้าวถอยหลังออกห่างเขาทันที
“คะ คุณอิทธิว่าอะไรนะคะ” กว่าจะเค้นเสียงของตัวเองออกมาได้ช่างดูยากเย็น เมื่อมีสายตาที่เธอไม่สามารถรู้ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรจับจ้อง รู้สึกประหม่าจนอยากจะวิ่งหนีออกมาเสียจากสถานการณ์ตรงหน้า
“จะคุยยืนคุยกันตรงนี้หรือจะไปนั่งตรงโน้น” อิทธิบุ้ยปากพยักพเยิดไปทางโซฟามุมห้อง “มีเื่จะคุยด้วยพอดี” ไม่ใช่คำถามที่เขาอยากได้คำตอบ เมื่อเ้าของห้องเดินนำไปยังจุดที่เขาเพิ่งชี้ชวน
คงไม่ต้องตอบเพราะเขาเดินไปนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เธอเพียงแค่เดินตามไปเงียบ ๆ ใจหนึ่งอยากจะรีบออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุดเพราะรู้ว่าไม่ควรที่จะอยู่กันตามลำพัง
“เป็ยังไงบ้าง” เขาถามขึ้นเสียงเรียบเมื่อเธอนั่งลงตรงข้าม
นาราไม่เข้าใจคำถามว่าเขาหมายถึงเื่ไหน เื่เมื่อสักครู่ที่เกิดขึ้นน่ะเหรอ เหมือนอิทธิจะรู้เขาสั่นศีรษะเบา ๆ และถามใหม่
“บ้านของพ่อฉันเธอชอบไหม”
“คุณลุงคุณป้าเป็ผู้มีพระคุณของปรางค่ะ ท่านให้ที่พัก เป็ผู้ปกครองเป็ทุกอย่างของปราง ปรางรักทุกอย่างที่เป็เทียนวัฒนาค่ะ” หญิงสาวตอบออกไปจากใจ ลืมคิดไปว่าคำตอบช่างคลุมเครือเสียจนอาจทำให้คนฟังคิดไปอีกทางได้
อิทธิแทบจะขำพรืดออกมา นี่เขาถามสั้น ๆ หล่อนเล่นตอบเหมือนกำลังประกวดเทพีอะไรสักอย่าง
“เธอรักทุกอย่างที่เป็เทียนวัฒนาจริง ๆ น่ะเหรอ” เขาถามเจือเสียงหัวเราะ ริมฝีปากยกยิ้ม คิ้วเข้มเลิกขึ้นคล้ายเอกลักษณ์ส่วนตัว