ปลายดาบสีเงินจ่อเข้าที่ใบหน้า เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่เื่ปกติ
เซ็ตกำดาบด้วยมือขวาอย่างมั่นคงพลางชี้เข้าที่ใบหน้าของไมเคิลแม้ตัวดาบจะไม่ใหญ่มากแต่มันก็เป็แท่งเหล็กดีๆ สำหรับเด็ก มันช่างดูแปลกเมื่อเซ็ตสามารถถือมันได้อย่างมั่นคงโดยไม่สั่นไหวบ่งบอกถึงพละกำลังที่ผิดจากรูปลักษณ์ภายนอก
“สิ่งที่คณะเดินทางของพวกเรา้ามากที่สุดตอนนี้คือความเชื่อใจ... ขอบอกไว้ก่อนเลยล่ะกันว่าสถานการณ์ในตอนนี้ของกลุ่มเราไม่สู้ดีนัก ...แล้วจะมีเหตุผลอะไรให้ข้าเชื่อใจท่านได้กัน?”
เซ็ตกล่าวเสียงแข็ง สายตาเ็าภายใต้หน้ากากมองตรงไปยังไมเคิล
“....ท่านสามารถเชื่อใจ—” ไม่ทันที่ไมเคิลจะพูดจบ เสียงตะหวาดน่ากลัวของเซ็ตก็ได้ดังขึ้นมาก่อนว่า“หยุดทำแบบนั้นซักที! คิดว่าความไว้ใจสามารถสร้างได้ด้วยคำพูดเสแสร้งแบบนั้นงั้นเหรอ?”
น้ำเสียงเย็นเหยือบกับความจริงจังในระดับนี้บงบอกให้รู้ชัดว่านี่ไม่ใช่เื่ล้อเล่นนอกจากนี้ ที่มุมสายตาของไมเคิลยังปรากฏสัญลักษณ์ไอคอนบางอย่างขึ้นมาเป็ไอคอนสถานะผิดปกติประเภทความกลัว จะปรากฏขึ้นเมื่ออีกฝ่ายได้ส่งความรู้สึกที่คล้ายกับจิตสังหารมายังตน
ไมเคิลเงียบไปซักพัก ส่วนหนึ่งเป็เพราะขยับร่างกายไม่ได้เนื่องจากตกอยู่ในสถานะผิดปกติแต่่เวลานี้ก็ได้เปิดโอกาสให้เขาได้คิด คงมีแต่พระเ้าเท่านั้นที่รู้ว่าใน่เวลาไม่กี่วินาทีนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่
หลังจากหลุดขำออกมาเล็กน้อย ก่อนทำท่าทางสูดหายใจเข้าลึกถอนหายใจออกยาวไมเคิลก็ได้กล่าวบางสิ่งออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังต่างจากที่เคย
“ชั้นผิดเองที่คิดว่าโลกนี้เป็แค่เกม ในมุมมองของทุกท่าน ที่แห่งนี้คงไม่ต่างไปจากโลกความจริงอันโหดร้าย...”
ไมเคิลพึมพัมราวกับกำลังพูดกับตัวเอง นิ้วมือภายใต้ชุดคลุมเองก็แอบสะบัดไปมาควบคุมคอนโซลปิดระบบแสดงค่าความเป็มิตรบนศีรษะ NPC ไป
พูดเื่อะไรกันน่ะ เซ็ตพยายามกล่าวถาม ทว่าก็โดนคำพูดถัดไปของไมเคิลกลบเสียก่อน
“แล้ว... คิดจะมาแสวงหาความจริงใจอะไรจากคนที่เพิ่งพบเจออย่างชั้นกัน?”
คำถามนั้นดังก้องจนรู้สึกสั่นสะท้าน เป็คราวของไมเคิลที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเหยือบชันเจนว่านี่เป็คำพูดประชดประชัน ความรู้สึกที่เซ็ตไม่เคยพบเจอมาก่อนนี้ถึงกับทำให้เธอกำดาบแน่นกว่าเดิมจนหยดเืไหลซึมผ่านเนื้อผ้า
“กำลังข่มขู่ข้าอย่างนั้นเหรอ?อย่าลืมล่ะว่าในตอนนี้ข้าเป็ฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่า...”
แม้จะได้ยินเช่นนั้นแต่ไมเคิลก็ทำเพียงแค่ยักไหล่เล็กน้อย
“ไม่ได้กำลังข่มขู่ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยไม่ใช่เหรอ ว่าฝ่ายไหนกำลังถูกข่มขู่อยู่น่ะ?”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดนั้นของไม่เคิลไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยกลับเลวร้ายลงด้วยซ้ำ
“ขอพูดตามตรงเลยล่ะกันนะ ...ชั้นไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายต่อคณะเดินทางนี้ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำตัวน่าสงสัยและคงพยายามทำตัวกลมกลืนไปแล้ว”
เซ็ตเงียบไปซักพักราวกับกำลังพิจรณาคำพูดของไมเคิล
“...บอกตามตรงว่าข้ามองจุดประสงค์ของท่านไม่ออกไม่ว่าท่านจะรู้เื่อะไรมาก็ตาม แล้วท่านคิดว่ามีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ข้าฆ่าท่านทิ้งเสียตอนนี้กัน?” เซ้ตเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย“ในเมื่อท่านเป็ตัวแปรที่ไม่แน่นอนบนเส้นทางของข้าสู้กำจัดทิ้งก่อนจะเกิดเื่ไม่คาดฝัน...การทำแบบนั้นไม่ดีกว่าเหรอ?”
ดาบถูกจ่อไปที่ไมเคิลใกล้ขึ้นกว่าเดิม
“อย่าคิดว่าชั้นเพิ่งเคยโดนดาบจ่อแบบนี้เป็ครั้งแรกนะ แล้ว...ไม่คิดบ้างเหรอ ว่าตัวแปรที่ไม่แน่นอนนี้อาจเป็สิ่งที่ถูกส่งมาช่วยมากกว่าจะเป็เพียงขวากหนามน่ะ?”
ไมเคิลตอบกลับทันทีโดยไม่หวั่นไหว
ภายในเกวียนตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงวิ่งด้วยความเร็วของม้าที่พุ่งทยานแหวกอากาศใน่จังหวะการสนทนาของเซ็ตและไมเคิล แม้ผู้คนโดยรอบจะได้ยินการสนทนาแต่ก็ไม่มีใครคิดเข้ามาขัด
่เวลานี้คือ่เวลาสำคัญ เป็่ตัดสินว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ว่าผลลัพท์จะเป็ยังไง ไมเคิลก็ได้แสดงความจริงใจออกมาอย่างถึงที่สุดแล้ว
หลังความเงียบงันแสนสั้นที่รู้สึกเหมือนยาวนานในที่สุดเซ็ตก็กล่าวบางอย่าง
“...ท่านรู้ตัวั้แ่เมื่อไร?” เซ็ตกล่าวถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ั้แ่แรกที่พบกันเลยล่ะ” ไมเคิลตอบ
“...ข้าหมายถึง เื่ที่ท่านรู้ว่านี่คือการทดสอบ”
อ๊ะ ไมเคิลส่งเสียงประหลาดใจออกมาเพราะดูเหมือนว่าเื่ที่ทั้งสองคุยกันอยู่นั้นจะเป็คนละเื่กัน
“ดูเหมือนท่านจะรู้แล้วสินะ?”
“รู้อะไรเหรอ? ...ผมเป็เพียงนักเดินทางปกติธรรมดาเท่านั้น”
แม้จะรู้ว่าเซ็ตคงดูออก แต่ไมเคิลก็ยังคงจะพยายามแถต่อไป
ความจริงของเื่ราวทั้งหมดแม้ไม่ต้องเป็นักสืบที่เก่งที่สุดในโลกก็สามารถปะติดประต่อเื่ราวได้
ั้แ่ที่ไมเคิลได้พบกับคณะเดินทางนี้ จุดแปลกประหลาดที่เห็นได้ชัดเป็อย่างแรกคือม้าแข็งแรงสามตัวที่ดูขัดกับสภาพของเกวียนซึ่งเื่นี้อาจมีเหตุผลบางอย่างอยู่เื้ั
อีกอย่างก็คือ...หนวดอันโคงงอนของชายชราผู้ขับเกวียน
เนื่องจากเพิ่งได้เข้าเล่นเกมนี้เป็ครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็สามัญสำนึกของโลกใบนี้รึเปล่า แต่เมื่อดูจากเสื้อผ้าธรรมดาที่ชายชราสวมใส่มันช่างดูขัดกับทรงผมและหนวดเครานั่นอย่างเทียบกันไม่ได้
ประเด็นคือ ภารกิจที่ไมเคิลได้รับมาจากโหมดฝึกสอนนั้นเป็ภารกิจคุ้มกันซึ่งหมายความว่าจะต้องทำการปกป้องใครบางคนไปจนสิ้นสุดภารกิจ ถ้าลองเดาตามเนื้อเื่ดาดๆที่พบเจอได้ทั่วไป ก็เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็พวกชนชั้นสูงที่กำลังหนีบางอย่างอยู่
และเป้าหมายของภารกิจ ผู้ที่มีสัญลักษณ์ไอคอนเควสนั้นไม่ใช่คาร่า
...แต่เป็เซ็ต
ในตอนที่ไมเคิลแสดงความสนใจในตัวเซ็ต คาร่าก็เริ่มชวนคุยในทันที หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ‘คาร่าเป็เพียงเหยื่อล่อ’ นั่นเอง
“ไม่ว่าท่านจะเป็ใคร หรือมีเป้าหมายอะไรแต่ท่านได้พิศูจน์ให้ข้าเห็นแล้ว” เซ็ตเก็บดาบของไมเคิลเข้าฝัก “หากแต่ข้าคิดผิดข้าก็คงได้แต่โทษในความเขลาของตนเอง”
ดาบได้ถูกยื่นคืนให้ไมเคิล
ไมเคิลรับดาบคืน เงียบไปซักพักก่อนตอบรับความเชื่อใจของเซ็ต
“...แล้วเธอจะไม่ผิดหวัง”
หลังจ้องมองกันซักพัก เซ็ตจึงละสายตาจากไมเคิล พลางจ้องมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าม้าทั้งสาม
“สำหรับเื่ราวต่อจากนี้ ข้าคงได้แต่ปล่อยให้มันเป็ไปตามชะตากรรม....”
หลังปิดระบบแสดงค่าความเป็มิตรบนศีรษะของ NPC ไปไมเคิลก็สามารถเข้ากับผู้คนบนเกวียนได้เป็อย่างดี ไมเคิลได้คอยถามข้อสงสัยของตนหลายอย่างตลอดการเดินทางแม้จะเป็คำถามที่ฟังดูโง่ๆ แต่การพูดคุยต่างก็ไหลลื่นไปอย่างเป็ธรรมชาติ
เมื่อได้ลองถามเซ็ตอีกครั้งถึงเหตุผลที่ยอมให้ตนโดยสารเกวียนมาด้วยคำตอบที่ได้รับคือเธอคิดว่าไมเคิลนั้นเป็นักเดินทางผู้มากฝีมือโดยประเมิณจากดาบคุณภาพสูงและการที่สามารถเดินทางด้วยตัวคนเดียว
โดยส่วนใหญ่แล้วคาราวานหรือคณะเดินทางทั้วไปเมื่อทำการเดินทางระหว่างเมืองหรือต้องผ่านเส้นทางที่อันตรายก็มักจะทำการจ้างวานผู้คุ้มกันแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างพวกเธอจึงทำแบบนั้นไม่ได้การที่ได้ไมเคิลมาช่วยย่อมเป็เื่ดี แม้จะต้องเสียส่วนแบ่งอาหารเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยก็ตาม
ส่วนเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คือเมืองที่อยู่ไม่ไกลเมืองพราเวล คาร่าผู้เป็ลูกสาวพ่อค้าในเมืองใกล้เคียง้าจะนำสินค้าจากเมืองของตนไปขายที่เมืองนั้นเพื่อหากำไร...หรืออย่างน้อยก็ตามบทละครที่คณะเดินทางนี้เตรียมไว้