หลังๆ นางทำสบู่ที่มีไว้เพื่อซักผ้าเท่านั้นออกมาด้วย แล้วขายในราคาก้อนละสองร้อยอิแปะ ชาวบ้านที่มีกำลังซื้อจึงหาซื้อมาไว้ซักผ้าและอาบน้ำกันได้มากขึ้น
จ้าวเจ๋อหยวนเมื่อเดินทางถึงเมืองหลวง เขาจึงได้รู้ว่าสหายของเขาขายสบู่ก้อนละสิบตำลึงเงิน แม้จะมีราคามากเพียงนี้ แต่สบู่ของชิงหลิงนางก็แทบจะไม่พอขาย
“เจ้าไม่ซื้อสบู่กับยาสระผมไปฝากภรรยาของเจ้าหรือ” สหายที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกับจ้าวเจ๋อหยวนเอ่ยถาม เมื่อเขาเลือกซื้อเพียงผ้าไปฝากชิงหลิง
“ไม่ซื้อ” เขายกยิ้มที่มุมปาก เพราะน้อยคนนักที่จะรู้เรื่องที่เขากับชิงหลิงเป็นเจ้าของสบู่ที่วางขายอยู่ในตอนนี้
จ้าวเจ๋อหยวนนำเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงกลับมาเล่าให้ชิงหลิงนางฟัง นางยังอดที่จะตกใจไม่ได้ ที่ราคาสบู่เพียงก้อนเดียวพุ่งสูงถึงเพียงนี้
“ท่านว่า ท่านจะสอบได้หรือไม่”
นางคิดที่จะไปเปิดร้านที่เมืองหลวงแทนฟู่จิ้งเสียแล้ว
“ต่อให้สอบได้ก็คงได้เป็นเพียงนายอำเภอเล็กๆ เท่านั้น” จ้าวเจ๋อหยวนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
ไม่ผิดจากที่จ้าวเจ๋อหยวนพูดนัก เมื่อผลสอบออกมาตัวเขาสอบได้อันดับที่หนึ่งร้อยสิบหก แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อรายงานตัว
ยังมีเวลาอีกหลายเดือนที่เขาจะออกเดินทาง เพราะทางราชสำนักให้บัณฑิตที่สอบได้ ได้มีเวลาร่ำลาที่บ้าน และให้บัณฑิตที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงได้มีเวลาเดินทาง ก่อนจะเข้าไปรายงานตัวที่เมืองหลวง
“เจ้าไปเมืองหลวงพร้อมข้าดีหรือไม่” จ้าวเจ๋อหยวนออดอ้อนชิงหลิงทันที
“ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ ลูกยังเล็กนัก อีกอย่างท่านก็ยังไม่รู้ว่าท่านจะได้ประจำที่ใด ไว้ท่านรู้แล้วข้าค่อยเดินทางไปก็ยังไม่สาย”
เพราะหากไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงแต่นางเดินทางไปตั้งรกรากที่นั่นจะไม่เสียเที่ยวหรือ สู้ให้รู้ว่าจ้าวเจ๋อหยวนจะไปประจำที่ใดเสียก่อนยังดีกว่า
จ้าวเจ๋อหยวนอดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ เขาอยากจะอยู่กับภรรยาตลอด คงมีแต่นางที่ไม่ได้หึงหวงเขาเท่าที่เขาหวงนางเลย
สองแฝดในตอนนี้ก็ซนยิ่งนัก เมื่อพวกเขาอายุได้หนึ่งขวบก็เริ่มที่จะวิ่งได้เสียแล้ว จ้าวเยี่ยนเดินตามน้องทั้งสองราวกับพี่ใหญ่ที่คอยปกป้องน้อง ทั้งยังเดินเอามือไพล่หลังราวกับผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลา
ชิงหลิงได้แต่ส่ายหัวให้บุตรฝาแฝดของนาง ทั้งสองเลี้ยงยากกว่าจ้าวเยี่ยนมากนัก
เหมือนสวรรค์จะเข้าข้างชิงหลิงนางอีกรอบ เมื่อจ้าวเจ๋อหยวนส่งข่าวมาจากเมืองหลวงว่าตัวเขาได้มาประจำการที่เมืองกว่างเจีย แทนนายอำเภอคนเก่าที่เกษียณอายุลง
ชิงหลิงได้รู้เช่นนั้นนางก็อดยินดีไม่ได้ เพราะนางก็ไม่ได้อยากย้ายไปจากหมู่บ้านที่มีบิดามารดาของนางอยู่เช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องดีของครอบครัวของนาง
วันที่จ้าวเจ๋อหยวนกลับมาที่หมู่บ้านสองแฝดก็อายุได้หนึ่งหนาวแปดเดือนแล้ว ทั้งคู่เห็นบิดาที่ไม่ได้พบหน้าเสียนานต่างก็วิ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว จ้าวเยี่ยนแม้จะดีใจที่บิดากลับเรือน แต่เขาก็ยืนรออยู่ด้านข้างอย่างใจเย็น ยอมให้น้องทั้งสองได้สวมกอดบิดาก่อน
“อาเยี่ยนมาหาพ่อเร็ว” จ้าวเจ๋อหยวนมองบุตรชายคนโตอย่างภูมิใจ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เขาก็ยังเป็นเด็กที่รู้ความเช่นเดิม
“น้องดื้อกับเจ้าหรือไม่”
“ไม่ขอรับท่านพ่อ” จ้าวเยี่ยนเชิดหน้าอย่างภูมิใจ เพราะน้องทั้งสองดื้อกับผู้อื่น แต่ล้วนเชื่อฟังเขาอย่างยิ่ง
จ้าวเจ๋อหยวนเมื่อพูดคุยกับบุตรทั้งสามแล้ว ก็เดินเข้ามากอดชิงหลิงด้วยความคิดถึง พร้อมทั้งกระซิบข้างหูนางขอรางวัลจากนางอีกด้วย
งานเลี้ยงแสดงความยินดีของนายอำเภอคนใหม่ก็จัดขึ้นที่หมู่บ้าน ไม่ใช่ที่ในอำเภออย่างที่ผู้อื่นคิด
จ้าวเจ๋อหยวนไปเชิญบิดาของเขามาร่วมงานเลี้ยงด้วย พร้อมทั้งคุกเข่าขอบคุณที่บิดามอบชีวิตให้เขา เรื่องในหนเก่าก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีกแล้ว
เมื่อจ้าวเจ๋อหยวนเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอ ด้วยอายุที่ยังไม่ถึงสามสิบหนาวของเขา ย่อมต้องมีสตรีหมายปองตำแหน่งฮูหยินรอง
แต่มีหรือที่จ้าวเจ๋อหยวนจะกล้า เพียงแค่สตรีเฉียดเข้ามาใกล้เขาก็เรียกลูกน้องที่ว่าการมาไล่ออกไปเสียแล้ว
ข่าวลือเรื่องฮูหยินนายอำเภอเป็นเสือร้ายก็ถูกลือไปถึงหูของชิงหลิง เมื่อนางได้ฟังก็ได้แต่หัวเราะเสียท้องแข็ง เพราะเรื่องที่จ้าวเจ๋อหยวนให้ลูกน้องของตนจับสตรีที่เข้าไปหาที่ว่าการออกมาโยนด้านหน้าที่ว่าการนางก็รู้เรื่องจากสามีแล้ว
นับตั้งแต่นั้นมา จ้าวเจ๋อหยวนก็ไม่มีเรื่องที่ปิดบังนางอย่างที่เขารับปากไว้จริงๆ
ชิงหลิงนางไม่ต้องคอยตามดูจ้าวเจ๋อหยวนไม่ใช่ว่านางไว้ใจเขามากถึงเพียงนั้น แต่เพราะมีจ้าวฉู่เฟยตัวน้อย ร้องตามบิดาไปทำงานด้วยทุกวันเป็นคนไปคุมแทนนางแล้วนั่นเอง
(จบ)