ตอนที่ 30 ความผิดพลาด
ใน่เย็นชิงฉางปล่อยให้เจินมาร่วมรับประทานอาหารเย้นกับพวกเขาเหมือนเป็คนในตระกูลเดียวกัน
เขา้าที่จะให้เจินเป็ตัวอย่างให้กับพวกทาสเพื่อที่พวกเขาจะให้พวกเขาได้มีความหวัง ถ้าหากทาสเ่าั้้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาแล้วละก็พวกเขาต้องคิดหาวิธีการที่จะสร้างบางอย่างที่เป็คุณค่าแก่ตระกูล
ตอนนี้เจินเฉินอู้รู้สึกตื่นเต้นมาก แม้ว่าเธอจะเคยเป็สามัญชนมาก่อนในอดีต แต่เธอก็รู้ว่าสามัญชนทั่วไปไม่ได้มีโอกาสได้รับประทานอาหารร่วมกับขุนนางแบบนี้
แต่เมื่อหลี่นายกอาหารเย็นมาให้กับทุกคนเจินก็รู้สึกใมาก ตอนที่เธอยังเป็สามัญชนอยู่ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยเห็นอาหารที่พวกขุนนางได้ทานแต่เธอก็ได้ยินมาบ้าง ว่าพวกเขากินมากแค่ไหน และกินอะไรบ้างสิ่งที่เธอได้ยินมานั้น มันเป็สิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก เธอเองก็เคยได้ยินว่าขุนนางบางคนใช้ทองและเงินมาทำจาน กับชาม ซึ่งเมื่อชิงฉางเชิญเธอมาทานอาหารกับพวกเขาเธอคิดว่ามันจะเป็เช่นนั้น
แต่เมื่อเธอได้เห็นสิ่งที่หลี่นานำออกมามันทำให้เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาของเธอเลยว่า อาหารของชิงฉางเป็เพียงขนมปังธรรมดาพร้อมกับผัก เนื้อสัตว์ และซุป ซึ่งชิงฉางเป็คนเดียวที่มีเนื้อสัตว์ดังนั้นอาหารที่พวกเขาได้ทานไม่ได้ดีกว่าไปพวกทาสเลยแม้แต่น้อย
ชิงฉางสังเกตุเห็นท่าทางของเจินที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดั้แ่ที่เธอเขามายังห้องอาหาร เธอก็ดูประหม่าจนทำได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น และไม่กล้านั่งลงเมื่อมองไปที่เธอ ชิงฉางก็หัวเราะออกมาก่อนจะเรียกเธอ “เจินมา นั่งลงที่นี่ ข้าให้เ้าได้ใช้นามสกุลเฉินอู้แล้วตามกฎแล้วนั้น เ้าก็ได้เป็ส่วนหนึ่งของตระกูลเฉินอู้แล้ว ไม่ต้องกังวล นั่งลงก่อน“ชิงฉางพูดพร้อมขยิบตาให้กับจางลี่
จางลี่เข้าใจสิ่งที่ชิงฉางจะบอกทันทีเธอเดินไปหาเจิน และยิ้มออกมา “เจิน นั่งลงก่อนเถอะ นายน้อยไม่ชอบพิธีรีตรองมากนักทุกวันเราจะทานอาหารพร้อมกับนายน้อย ดังนั้นไม่ต้องกังวล ทำตัวสบาย ๆ ได้เลย” (ผู้แต่ง : ใครจะไปกล้าทำตัวสบาย ๆ เพิ่งได้รางวัลจนไม่ได้เป็ทาสกับจะให้ทำตัวเหมือนคนปกติ ฮ่า ๆ)
เจินรู้สถานะของจางลี่เป็อย่างดีเธอคือสาวใช้ของตระกูลเฉินอู้ที่อยู่มาั้แ่แรก ซึ่งแม้ว่าจะเป็คนรับใช้ แต่พวกเขาก็มีสถานะที่สูงกว่าสามัญชนอย่างมากแต่หลายวันที่ผ่านมา เธอได้พบปะกับเธอ ทำให้เจินรู้ว่าจางลี่เป็คนที่ดีมากแค่ไหนแม้ว่าเธอจะเป็คุมงานทาส แต่เธอก็ไม่เคยลงโทษพวกเขา เพราะเธอแค่มาดูว่าพวกเขาได้ทำงานตามที่สั่งไว้ไหมเท่านั้นมันทำให้ความเครียดในตัวเจินก็ค่อย ๆ ลดลง
หลังจากที่หลี่นาวางถาดอาหารแล้วเธอก็มองไปยังเจินที่ยังกังวลอยู่เล็กน้อย “เ้าไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ หนูน้อยเ้าวางใจได้ นายน้อยของพวกเราเป็คนดีมากบอกฉันเื่ของเ้าตอนที่เป็สามัญชนหน่อยได้ไหม? แล้วเ้ากลายมาเป็ทาสได้อย่างไร?”
ดังรูปลักษณ์ของหลี่นาที่ดูใจดีทำให้ความกังวลของเจินหายไปในทันที เธอกระซิบเื่ของเธอว่าเป็มาอย่างไรจนกระทั่งเป็ทาสกับหลี่นา
ชิงฉางเองก็ไม่ได้พูดอะไรและเขาเองก็ฟังเจินเล่าจนจบ ก่อนจะถอนหายใจ “มันช่างน่าใจริง ๆ ที่พวกขุนนางต้องใช้วิธีพวกนี้โลกแห่งนี้ยังไม่เกิดการจลาจล เจิน ถ้าเ้า้าที่จะเป็คนรับใช้ของตระกูลเฉินอู้ด้วยฐานของเ้าที่เป็สามัญชน เ้าจะได้รับค่าจ่างรายเดือน พรุ่งนี้เ้าตามจางลี่ และคอยเรียนรู้งานจากเธอ”
แม้ว่าชิงฉางจะรู้สึกตื่นเต้นที่เจินสามาถที่จะทอหญ้าพวกนั้นได้แต่เขาก็รู้ว่างานหัตถกรรมของเธอยังไม่สามารถช่วยตระกูลอะไรได้มากนัก แต่เหตุผลที่ชิงฉางให้รางวัลเช่นนี้กับเจินนั่นก็ไม่ใช่เพราะทักษะของเธอ แต่มาจากความกล้าหาญของเธอเธอกล้าที่จะก้าวออกมาแสดงความสามารถให้ชิงฉางได้เห็น ซึ่งเขาหวังว่า เจินจะกลายเป็ตัวอย่างให้แก่ทาสคนอื่นๆ ให้ทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จพวกเขาก็เดินไปยังห้องนั่งเล่น
เมื่อชิงฉางนั่งลงเขาจึงพูดกับเจิน “เจิน ข้าจะให้กัง และคุนช่วยนำเตียง และเครื่องนอนต่าง ๆ ให้เ้าจากนั้นเ้าก็ไปดูแลพี่ชายของเ้าก่อน แล้วพรุ่งนี้ตอนเช้า ตามจางลี่ไป และทำตามคำสั่งที่เธอสั่งและเมื่อไม่มีงานอื่นแล้ว เ้าก็ทอพวกหญ้าเป็เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้แก่ทาสนอกปราสาทด้วยอากาศจะค่อยหนาวลงเรื่อย ๆ แล้ว เสื่อที่ทอนั้นน่าจะช่วยกันลมหนาวได้บ้าง”
เจินตอบทันทีว่า“ได้ค่ะ เ้านาย”
ชิงฉางหัวเราะเล็กน้อย“เจิน ตอนนี้เ้าเป็คนรับใช้ของตระกูลเฉินอู้แล้ว ไม่ใช่ทาสเหมือนเมื่อก่อนเ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าเ้านายเหมือนตอนที่เป็ทาสแล้ว ให้เรียกข้าว่านายน้อยเหมือนที่จางลี่ และคนอื่น ๆ เรียกเถอะ” จากนั้นเขาก็หันหน้าไปหาชายสองคน “กังและคุนพวกเ้าช่วยนำเครื่องนอกไปยังห้องของเจินแ ละแอนด้วย เจินเ้ากลับไปดูแลพี่ชายของเ้าก่อนเถอะ”
ทั้งสามจึงเดินจากไปจางลี่ และหลี่นาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ยินเสียงชิงฉางถอนหายใจ “ผมหวังว่าเจินจะสามารถกระตุ้นพวกทาสได้นะแล้วทาสอาจจะทำบางอย่างที่จะช่วยตระกูลเฉินอู้ได้จริง ๆ ซักที”
หลี่นาพยักหน้าเธอรู้ดีว่าตอนนี้ตระกูลเฉินอู้ อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน แม้ว่าพวกเขาจะนำข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ มามากมายในแดนทมิฬแห่งนี้แต่ส่วนมากก็จะเป็เสบียง และเสื้อผ้า แต่พวกเขาไม่ได้มีเครื่องมือ และอุปกรณ์มากนักซึ่งมันยังมีสิ่งของต่าง ๆ อีกมากมายที่พวกเขาเองก็ไม่ได้ซื้อมา
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่มีปัญหาเื่เสบียงอาหารแต่มันยังเื่กังวลเกี่ยวกับบึงพิษอยู่อีก
หลี่นาและจางลี่มั่นใจในความสามารถของเธอ เธอเชื่อว่าถ้ามีสัตว์อสูรบุกมา พวกเธอก็จะสามารถจัดการกับพวกมันได้เพราะอย่าลืมว่า เธอเองก็เป็จอมเวทย์วารีขั้นแปด และจางลี่เองก็เป็จอมเวทย์วายุขั้นหกด้วยเหมือนกันนอกจากนี้แล้วกัง และคุนก็ยังเป็ถึงนักรบขั้นหกด้วย ดังนั้นพวกเขาก็มีความสามารถพอที่จะจัดการกับสถานการณ์บางอย่างได้
แต่เหตุผลที่นั้นไม่สบายใจเพราะเธอไม่แน่ใจว่าถ้าสัตว์อสูรมีมากแค่ไหน เธอจะจัดการมันได้หรือไม่เนื่องจากว่ามันเป็สัตว์อสูรจากแดนต้องห้ามทั้งห้าของทวีป เพราะขนาดจอมเวทย์ขั้นเก้าที่เคยเข้าไป ก็ยังมีโอกาสรอดกลับมาน้อยมากเลย
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ไปยังบึงพิษแต่ถ้าพวกเขาถูกโจมตีจากสัตว์อสูรจำนวนมากละก็ เธอก็พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่าจะไล่พวกมันกลับไปได้นั่นจึงเป็สาเหตุที่ทำให้หลี่นายังไม่รู้สึกสบายใจ
จากนั้นจู่ๆ ชิงฉางก็ลุกขึ้นยืน และหันไปทางหลี่นา “ย่าหลี่นา ผมจะเข้าไปในมิติหัวไชเท้าเวทย์มนตร์โตเต็มที่แล้ว และผม้าที่จะเก็บเกี่ยวพวกมันคุณอยากจะมากับผมหรือไม่?“
หลี่นาส่ายหัวของเธอ“ไม่ล่ะค่ะนายน้อย ดิฉันมีงานที่ต้องทำอีก ฉันต้องไปทำความสะอาดห้องครัวก่อน ให้จางลี่ไปกับคุณเถอะค่ะ”
ชิงฉางพยักหน้าและหันไปจางลี่ “จางลี่ เ้า้าที่จะไปสถานที่บางที่กับข้าไหมสถานที่แห่งนี้เป็ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของตระกูลเฉินอู้ มีเพียงแค่ฉัน ย่าหลี่นากัง และคุนเท่านั้นที่รู้ แม้แต่ปู่ฟางเองก็ยังไม่รู้เื่นี้ ฉะนั้นเ้าต้องเก็บมันเป็ความลับด้วย”
จางลี่เห็นน่าตาที่จริงจังของชิงฉางเธอจึงแอบบมองไปยังหลี่นา ซึ่งกล่าวขึ้นมาว่า “จางลี่ เ้าเชื่อฟังนายน้อยเถอะ”
จางลี่พยักหน้าของเธอทันที“ได้เลยค่ะ นายน้อย คุณมั่นใจได้เลยว่าข้าจะไม่บอกเื่นี้กับใครเลย”
จากนั้นพวกเขาทั้งสองจึงไปยังมิติฟาร์มปฏิกิริยาของจางลี่เกือบจะเหมือนหลี่นา เธอส่ายหัวของเธอก่อนที่เธอมองไปที่หัวไชเท้า และต้นข้าวโพดที่กำลังเติบโตอยู่
เธอมองไปยังรอบมิติเวทย์มนตร์แห่งนี้เธอเข้าใจทันทีว่าทำไมมันจึงเป็ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเฉินอู้เพราะมันคือความหวังเดียวที่จะสามารถฟื้นฟูตระกูลเฉินอู้ขึ้นมาได้
ชิงฉางอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับมิติแห่งนี้ในขณะที่เขากำลังเก็บหัวไชเท้าและใบของมันก็แยกออกจากกัน
หลังจากทำการเก็บเกี่ยวหัวไชเท้าแล้วเขาก็เปิดหน้าตาร้านค้าก่อนจะซื้อถุงเมล็ดหัวไชเท้าอีกรอบ ตอนนี้เขาเหลือเงินเพียงห้าสิบเหรียญทองแน่นอนว่าเขาสามารถที่จะปลูกพืชอย่างอื่นได้แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่เวลาที่จะปลูกพืชชนิดอื่นได้นั่นเอง
เมื่อเสร็จแล้วชิงฉางก็หันไปจางลี่ และพูดต่อว่า “จางลี่ ที่นี่คือมิติที่เป็ความหวังของตระกูลเฉินอู้ดังนั้นช่วยเก็บมันเป็ความลับห้ามบอกคนอื่นด้วย”
จางลี่จึงตอบกลับว่า“นายน้อย ไม่ต้องเป็ห่วง ดิฉันเข้าใจดีถึงความสำคัญของเื่นี้ดิฉันจะเก็บรักษาความลับนี้ไว้อย่างดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชิงฉางก็พยักหน้า“งั้นพวกเรากลับกันเถอะ”
จากนั้นทั้งสองก็กลับไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งกัง และคุนก็กลับมาแล้ว แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ใที่จู่ ๆ ชิงฉาง และจางลี่ก็ปรากฎตัวขึ้นมาเพราะพวกเขาเคยไปยังมิตินั้นแล้ว จึงรู้ว่ามันมีการทำงานอย่างไร
“ดีละพวกเราไปพักผ่อนกันเถอะ” ชิงฉางบอกกับทุกคน “พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่จะต้องทำ จางลี่อย่าลืมสอนงานต่างๆ ให้กับเจินด้วย” จากนั้นชิงฉางก็ค่อย ๆ เดินกลับไปยังห้องของเขา
ชิงฉางเอนตัวลงบนเตียงก่อนที่จะคิดถึงสิ่งที่จะต้องทำต่อไปตอนนี้เขาถังแตก และมีเงินเหลืออีกแค่ห้าสิบเหรียญทอง ซึ่งถ้าหากเขา้าจะขายสิ่งไหนในมิติมันก็คงจะเป็หัวไชเท้านั้น ก่อนที่ปู่ฟางจะกลับมา หัวไชเท้าพวกนี้ก็ยังไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักยกเว้นใบหัวไชเท้า แม้ว่าเขาจะตัดสินใจที่จะขายหัวไชเท้า แต่เขาก็ไม่หมดกังวลเื่อาหารของกระต่ายเนื้อ
ไม่เพียงแค่นั้นเขายังมีข้าวโพดซึ่งสามารถใช้เป็อาหารได้อยู่ ดังนั้นชิงฉางจึงตั้งใจว่าจะไม่ขายข้าวโพดเ่าั้
จบตอนแล้วนะครับผมฝากติดตามพวกเราได้ที่เพจ Mysterybox ด้วยนะครับ
มหาจอมเวทย์กับฟาร์มลึกลับลงสอง่เวลา 10:30น. และ 14:00น. นะครับ
ติดตามพวกเราได้ที่เพจ: https://www.facebook.com/profile.php?id=100088594190101