เวลาผ่านไปไวราว ๆ 3-4 วัน บรรยากาศในบ้านเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อาการาเ็ของมีอาดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีหมอคอยมาตรวจเช็กอาการให้ไม่ขาด ส่วนเซเลสเองแม้ร่างกายจะปลอดภัยดี
แต่ความเงียบสงบตลอดหลายวันกลับทำให้เธอจมดิ่งอยู่กับความคิดตัวเอง
ภาพเหตุการณ์โจรปล้นมันดึงเอาเศษเสี้ยวความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นกลับมาฉายซ้ำ เธอจำความรู้สึกตอนที่เห็นมีอาได้รับาเ็ตรงหน้าได้แม่นยำ มันเป็ความโกรธแค้นที่พุ่งพล่านจนยากจะควบคุม ในวินาทีนั้นร่างกายของเธอร้อนผ่าว ราวกับมีไอระอุที่อัดแน่นอยู่ภายในและพร้อมจะะเิหรือปลดปล่อยบางอย่างอันตรายออกมาจากร่าง
ความรู้สึกที่ยังค้างคาใจนั้นทิ้งความรู้สึกอึดอัดและน่าหวาดหวั่นไว้ในใจของเธอเสมอมา
จนกระทั่ง่เย็นวันที่สี่ รถม้าของพวกพี่ ๆ ก็บึ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านอย่างเร่งรีบ เนื่องจาก่นี้งานที่โรงเรียนหลวงค่อนข้างหนักและตารางเรียนแน่นมาก พวกพี่ ๆ เลยต้องอยู่ประจำยาวจนแทบไม่ได้กลับบ้าน แถมกว่าจดหมายจากท่านแม่จะไปถึงก็ล่าช้า ทันทีที่เคลียร์ภารกิจฝึกหัดอันเข้มงวดเสร็จ เอล คาร์ล และฟิวส์ ก็รีบซิ่งรถม้าตรงดิ่งกลับคฤหาสน์ทันที
เสียงผลักประตูห้องนั่งเล่นดังโครมใหญ่! เซเลสสะดุ้งหลุดจากภวังค์ก่อนจะเงยหน้ามองสามหนุ่มในชุดเดินทางที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยหน้าตาตื่นตระหนก โดยเฉพาะฟิวส์ที่พุ่งตัวเข้ามาด้วยท่าทางจอมแก่นตามประสาพี่ชายคนเล็กเป็คนแรก
ฟิวส์ "เซเลส! เป็ยังไงบ้าง!? ปลอดภัยดีใช่ไหม?! พี่ได้ยินข่าวว่าโดนพวกโจรดักปล้น ใจพี่นี่แทบจะบินทะลุออกจากหอพักโรงเรียนมาหาน้องอยู่แล้วเนี่ย!"
เซเลสที่โดนจับไหล่เขย่าจนหัวสั่นหัวคลอนทำเพียงแค่เหลือบสายตามองบนพลางหย่อนหนังตาลงต่ำด้วยความเอือมระอาขั้นสุด
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของมีอาที่เริ่มหายดีจนเดินเหินได้ปกติ แม้จะยังเจ็บแผลข้างในอยู่บ้าง
มีอา "ท่านฟิวส์คะ กรุณาอย่าจับและเขย่าตัวคุณหนูแรงขนาดนั้นสิเ้าคะ"
ฟิวส์เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและรีบผละมือออกจากน้องสาวทันที
ฟิวส์ "อ้าว! พี่มีอา! หายดีจนเดินปร๋อได้แล้วงั้นเหรอ? ข้าได้ยินข่าวว่าเ้าเอาตัวเข้าปกป้องน้องสาวของข้าไว้จนาเ็หนักเลยนี่... ขอบใจเ้ามากเลยนะ มีอา!"
มีอาทำหน้ามึนๆ เล็กน้อยพลางยักไหล่เบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาทกลับไปเฉพาะท่านฟิวส์ด้วยความสนิทสนม
มีอา "ก็ในเมื่อข้าเป็สาวรับใช้ข้างกายคุณหนู ก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องให้ถึงที่สุดอยู่แล้วไม่ใช่หรือเ้าคะท่านฟิวส์? หรือท่านอยากให้ข้ายืนดูเฉยๆ ปล่อยให้คุณหนูเป็อะไรไปแทนล่ะเ้าคะ?"
หลังจากมีอาพูดจบ เอลที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดก็ขยับเท้าเดินตรงเข้ามาหาเซเลส เขาใช้มือดึงคอเสื้อฟิวส์ให้ถอยออกไปด้านหลังด้วยท่าทางเรียบเฉย ก่อนจะก้มลงมองสำรวจน้องสาวคนเล็กด้วยสายตานิ่งขรึมทว่าแฝงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
เอล "เซเลส... ไม่เป็อะไรใช่ไหม?"
เอลเอ่ยถามสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตามนิสัยคนพูดน้อย จากนั้นเขาก็หันสายตาไปมองมีอาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แววตาที่เคยมืดมนนิ่งขรึมดูอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยดี
เอล "มีอา... ขอบใจมากที่ช่วยน้องสาวของพวกเราไว้"
คำพูดที่กระชับและจริงใจของเอลทำให้บรรยากาศที่เคยลนลานจากฟิวส์เริ่มสงบลง ทว่าสายตาของพี่ชายทุกคนที่ยังคงจับจ้องมาที่เซเลสเต็มไปด้วยความอัดอั้นและห่วงใยไม่เปลี่ยน
เอล "เซเลส... เล่าให้พวกพี่ฟังหน่อยสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมจู่ ๆ ถึงมีโจรมาดักซุ่มโจมตีบนเส้นทางสายนั้นได้"
เซเลสถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มเปิดปากเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พวกพี่ ๆ ฟัง... เด็กสาวไล่เรียงเื่ราวอย่างรวบรัด
ั้แ่วันที่รถม้าถูกล้อม สถานการณ์วิกฤตที่มีอาตัดสินใจะโลงไปปะทะสู้กับพวกโจรอย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องพวกเธอสองคนที่อยู่บนรถ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีบุรุษลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาช่วยจัดการพวกโจรจนราบคาบ
ทว่าหลังจากช่วยชีวิตพวกเธอเสร็จ ชายคนนั้นกลับหันหลังเดินจากไปทันที โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
เอล "คนประหลาดงั้นเหรอ...? ทำไมจู่ ๆ ถึงโผล่เข้ามาช่วย แล้วก็หายตัวไปโดยไม่คิดจะพูดคุยหรือบอกชื่อเสียงเรียงนามเลยล่ะ น่าสงสัยเกินไปแล้ว"
คาร์ล "จริงด้วยเอล... ถ้าเป็จอมเวทพเนจรทั่วไป อย่างน้อยก็น่าจะอยู่รอรับรางวัลนำจับโจร หรือไม่ก็ต้องพูดอะไรบ้าง แต่นี่กลับช่วยแล้วจากไปเฉย ๆ ราวกับตั้งใจมาเพื่อช่วยพวกเธอโดยเฉพาะ..."
ฟิวส์ "เอาน่าเอล คาร์ล! เขาอาจจะเป็คนดีที่แค่ผ่านมาแถวนั้นเฉย ๆ ก็ได้มั้ง แบบ... ทำความดีไม่หวังผลตอบแทนไงเท่จะตาย! ...แต่ก็นั่นแหละ ขนาดข้าเป็คนมองโลกในแง่ดี ข้ายังอยากรู้เลยว่าทำไมช่วยเสร็จแล้วต้องรีบเดินหนีไปดื้อ ๆ ขนาดนั้น แล้วสรุปเขาแต่งตัวยังไง ลักษณะเป็แบบไหนกันแน่เซเลส?"
ในขณะที่เซเลสกำลังจะอธิบายลักษณะของชายคนนั้น มีอาก็รีบพูดขัดขึ้น
มีอา "ท่านเอล ท่านคาร์ล ท่านฟิวส์คะ... เื่ชายคนนั้น ข้าว่าอย่าไปสนใจเขาเลยเ้าค่ะ เขาคงเป็แค่คนประหลาดที่ผ่านทางมาช่วยคุณหนูเฉยๆ เท่านั้นแหละเ้าค่ะ"
(ในใจมีอา "หึ น่าหงุดหงิดชะมัด... ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา เ้าหมอประหลาดนั่นก็โผล่หัวมาที่บ้านทุกวันแถมยังถือวิสาสะมานั่งแย่งน้ำชาคุณหนูจิบกินอยู่เรื่อย น่ารำคาญจริงๆ!")
มีอา "เออ...ว่าแต่ ท่านทั้งสามเหนื่อยจากการเดินทางมาไกล ไม่หิวกันบ้างหรือเ้าคะ? เดี๋ยวข้าไปเตรียมของว่างมาให้ดีกว่านะเ้าคะ"
เอลชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นมีอาพูดเบี่ยงเบนประเด็น เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทีให้ดูผ่อนคลายลงทันทีเพื่อไม่ให้เซเลสสงสัย
เอล "นั่นสิ... เราเลิกพูดเื่คนแปลกหน้ากันดีกว่า เซเลส ่นี้เธอใกล้จะต้องเข้าเรียนโรงเรียนหลวงแล้วนี่ มีเื่อะไรที่เธออยากรู้หรือสงสัยบ้างไหม? เดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟังทั้งหมดเลย"
ฟิวส์รีบเสริมขึ้นทันทีด้วยรอยยิ้มกว้าง
ฟิวส์: "ใช่ ๆ เซเลส! เื่เรียนสำคัญกว่าเยอะ! ไว้พี่จะเล่าเื่ภารกิจสุดโหดที่หุบเขาัให้ฟัง รับรองว่าเธอต้องอึ้งแน่ ๆ เื่คนแปลกหน้าเอาไว้ก่อนเถอะ น่าเบื่อจะตายไป!"
บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่เริ่มคลี่คลายลง เซเลสแม้จะยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของพวกพี่ชายและมีอา แต่เมื่อเห็นทุกคนดูพยายามจะเปลี่ยนเื่ เธอจึงเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจและพยักหน้ารับคำชวนของพี่ชายแทน
นับั้แ่วันนั้น ชีวิตในคฤหาสน์ก็กลับคืนสู่ความสงบสุข
แม้เหตุการณ์โจรปล้นจะทิ้งรอยแผลในใจไว้บ้าง แต่การได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันก็ช่วยเยียวยาความรู้สึกเ่าั้ให้จางหายไป ชีวิตประจำวันของเซเลสจึงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยความผูกพันที่ชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน
ตลอด่เวลาที่ผ่านไป พี่ชายทั้งสามเริ่มจัดสรรเวลาแวะเวียนกลับมาหาเซเลสที่คฤหาสน์บ่อยครั้งขึ้น แม้ตารางเรียนที่โรงเรียนหลวงจะแน่นขนัดเพียงใดก็ตาม
ใน่ที่พวกเขาอยู่บ้าน เซเลสจึงได้เห็นมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็เอลที่มักจะใช้เวลาในห้องหนังสือเงียบๆ เพื่อทบทวนตำราเวทมนตร์ขั้นสูง
หรือคาร์ลที่มักจะลงไปฝึกซ้อมดาบในสวนจนเหงื่อท่วมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจภาคสนาม
ส่วนฟิวส์น้องคนเล็กของกลุ่มพี่ชาย ก็มักจะกลายเป็ตัวสร้างสีสัน
เขาชอบเล่าเื่ราวความวุ่นวายในหอพักโรงเรียนหลวง หรือวีรกรรมสุดแสบในการฝึกหัดที่หุบเขาัให้เซเลสฟังจนหัวเราะตามไม่ทัน
เซเลสค่อยๆ เรียนรู้จังหวะชีวิตของพี่ชายแต่ละคนผ่านเื่ราวเล่าขานและการกระทำเ่าั้
เธอเริ่มเข้าใจว่าแม้ภายนอกพวกเขาจะดูเข้มงวดหรือบ้าพลัง แต่ลึกลงไปในนั้นคือความปรารถนาที่จะปกป้องน้องสาวเพียงคนเดียวให้ดีที่สุด
เวลาหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
จากเด็กสาวในวัยสิบสี่ปีที่เกือบจะเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย ในที่สุดกาลเวลาก็ผันผ่านจนเซเลสเติบโตขึ้นเป็เด็กสาววัยสิบห้าปีเต็มที่งดงามและเข้มแข็งขึ้นกว่าวันวาน
และนั่นก็เป็่เวลาเดียวกับที่กิจวัตรการจิบชายามบ่ายของเธอกลายเป็จุดเริ่มต้นของเื่ราววุ่นวายใหม่ เมื่อแขกประจำผู้ไม่ได้รับเชิญมักจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทเสมอมาไม่เคยขาดสาย...