ณ ห้องสมุด
ริวเดินเข้าไป ภายในเงียบสนิทราวกับถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก โต๊ะอ่านหนังสือว่างเปล่าไม่มีนักเรียนอีกเช่นเคยมีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้าๆ เกิดสายลมที่พักไปมาเบาๆภายในห้องความว่างเปล่านั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหงา ตรงกันข้าม มันกลับเข้าทางเขาอย่างยิ่ง
ริวเดินไปนั่งที่มุมลึกด้านในของห้องสมองของเขาเริ่มจัดระเบียบความคิดอีกครั้ง เบาะแสที่เขารวบรวมมาอย่างยากลำบาก เศษเสี้ยวของข้อมูลคำบอกเล่าที่ไม่เป็ทางการ ทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือคนที่อยู่เื้ัการตายของพ่อแม่เขาอยู่ในโรงเรียนนี้ และตอนนี้ เขาก็อยู่ในสถานที่เดียวกับคนคนนั้นแล้ว
พวกเขาอยู่ที่นี่ และตอนนี้… ผมก็อยู่ที่นี่แล้ว
หัวใจของริวเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียวแต่เพราะความรู้สึกที่เขาไม่อยากยอมรับความมุ่งมั่นนั้น เขาไม่รู้ว่าความจริงที่กำลังจะเจอจะโหดร้ายแค่ไหนไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เขาสาบานว่าจะลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วยมือของเขาเองโดยไม่สนใจว่าถูกหรือผิด แต่มันคือสิ่งที่คนพวกนั้นต้องชดใช้
จากนั้น ริวนั่งรอให้นักเรียนออกไปจากโรงเรียนกันจนหมดแสงแดดด้านนอกค่อยๆจางหายไป และเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นเขาจึงลุกขึ้น ค่อยๆเปิดประตูห้องสมุดอย่างระมัดระวังเสียงบานพับดังแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ริวชะโงกหน้าออกไปมองทางเดิน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครแล้วเดินออกไปจากห้องสมุดทันที
ทางเดินของโรงเรียนในยามค่ำ ทำให้มุมมองแคบกว่าปกติแสงไฟสีขาวสลัวส่องเป็่ๆ ทำให้เงาของเขาทอดยาวบนพื้น ให้ความรู้สึกที่วังเวง ต่างจากตอนกลางวันไปโดยสิ้นเชิงริวเดินด้วยความเร่งรีบ แต่พยายามไม่ให้เกิดเสียงมากนักทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขายังไม่ชินกับที่นี่ จึงต้องคอยดูป้ายบอกทางถูกติดไว้ตามมุมอาคารเขาต้องหยุดอ่านเป็ระยะ เพื่อไปยังห้องเก็บเอกสาร
ริวยังคงเดินลึกเข้าไปในโรงเรียน ผ่านอาคารต่างๆที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านข้างอากาศเย็นลงและเงียบขึ้น จนในที่สุด ริวก็มาถึงตึกที่อยู่ลึกสุดของโรงเรียนติดกับกำแพงด้านหลัง และที่หน้าห้องมีป้ายติดไว้ว่าเป็ ห้องเก็บเอกสาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืน
ริวเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามทางเดินของโรงเรียนที่ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว แต่ยังมีแสงไฟจากต้นเสาที่ส่องลงให้เห็นทาง สายลมหนาวพัดผ่านทำให้บรรยากาศทั้งเงียบและวังเวงในเวลาเดียวกัน
ริวเดินตามป้ายไปจนไปอยู่หยุดอยู่หน้าตึกสุดท้ายตัวอาคารสีขาวซีดเหมือนอยู่มานาน แต่ยังดูไม่ค่อยเก่ามาก ตรงทางขึ้นบันได มีห้องหนึ่งอยู่ด้านข้างและป้ายด้านหน้าติดอยู่ว่าเป็ห้องเก็บเอกสารตามที่หา
ริวยืนมองครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ต่อหน้าประตูเขาเว้นระยะห่างเล็กน้อย เขามองผ่านกระจกเข้าไป พบว่าไฟด้านในปิดมืดสนิท
ในห้องเก็บเอกสาร ไม่มีคนอยู่หรอกเหรอ ริวคิดในใจและนั่นดูเป็เื่ดีสำหรับเขาถึงอย่างนั้นความรู้สึกไม่สบายใจแล่นผ่านอกเขาอยู่แวบหนึ่ง
โดยปกติแล้วห้องเก็บเอกสารควรจะมีคนเฝ้า แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครหรือถ้ามีคนเฝ้าอยู่จริง พวกเขาอาจจะออกไปชั่วครู่ และไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ แต่ไม่มีเวลาจะลังเลนานริวเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู แล้วค่อยๆเปิดมันออกอย่างเงียบที่สุดก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน
ริวกำลังจะเปิดลิ้นชักที่เก็บเอกสารของครูชำนาญการตามแผนที่วางไว้แต่ก่อนที่มือของเขาจะได้แตะลูกบิด สายตากลับถูกดึงไปยังสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆนั่นคือตู้โชว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากกระจกใส แสงจากภายนอกสะท้อนให้เห็นด้านในอย่างชัดเจน
ภายในตู้เรียงรายไปด้วยเกียรติบัตรถ้วยรางวัล และโล่ประกาศเกียรติของโรงเรียนนี้จำนวนมาก แต่กลับเป็ชื่อของคนคนเดียวนั่นคือนายวิศวัฒน์ จุฬาลักษณ์
ริวขมวดคิ้วทันที มีครูอยู่ในโรงเรียนมีตั้งมากมายแต่รางวัลทั้งหมดกลับเป็ชื่อของคนคนเดียว…
จากนั้นริวก็เริ่มเดินไล่อ่านป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าลิ้นชักอย่างละเอียดมากขึ้นจนกระทั่ง เขาเจอลิ้นชักที่้าม ริวรีบเปิดมันออก ด้านในพบแฟ้มเอกสารภายในถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบเขาหยิบแฟ้มหนึ่งออกมา ก่อนจะหยุดชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าภายในห้องยังคงมืดแต่เขาก็ไม่คิดจะไปเปิดไฟ เพราะกลัวว่าจะทำให้รู้ว่ามีคนอยู่ในห้องนี้ เขาจึงถือเอกสารนั้นไปนั่งลงบนพื้นใกล้กับหน้าต่างบานเล็กๆที่มีแสงจากด้านนอกส่องเข้ามาเพียงน้อยนิด
จากนั้น ริวเริ่มอ่านเอกสาร ั์ตาสีดำไล่ไปตามทุกบรรทัดอย่างตั้งใจแม้แสงจะสลัว แต่เขาพบว่า นายวิศวัฒน์ จุฬาลักษณ์ เป็ผู้อำนวยการโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์แห่งนี้เขาสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และเขายังเป็เ้าของธุรกิจหลายอย่าง เมื่อได้รู้ข้อมูลแบบนั้นแล้วทุกอย่างก็กระจ่าง ริวหยุดอ่านทันที
หึ… ผอ.คงเป็คนที่ชอบโชว์ผลงานของตัวมากแน่ๆถึงได้ให้เอาแค่รางวัลของตัวเองเข้าไว้ในตู้โชว์ทั้งหมดแบบนี้
เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ริวก็ลุกขึ้นเอาแฟ้มเอกสารกลับไปเก็บในลิ้นชักเดิมอย่างระมัดระวังแต่ในจังหวะที่กำลังจะปิดลิ้นชักนั้นเอง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแฟ้มเอกสารอีกแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆเขาเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา ที่ด้านหน้าปกเป็การะดาษแผ่นสีเหลืองเขียนถูกกำกับไว้ว่าแฟ้มเอกสารการลาออกของนักเรียน
ริวเปิดแฟ้มนั้น แล้วหยิบเอาเอกสารที่อยู่ในแฟ้มออกมาอ่านทันทีก่อนจะชะงัก เมื่อเห็นว่านักเรียนที่เพิ่งเข้ามาในภาคเรียนนี้ลาออกพร้อมกันจำนวนมาก
นี่ก็เพิ่งเปิดเรียนมาไม่กี่วัน… ทำไมถึงมีนักเรียนลาออกเยอะขนาดนี้นะ
เขาอ่านรายละเอียดอย่างละเอียดมากขึ้นแต่ยังไม่ทันจะไล่ดูจนครบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นด้านหลัง เสียงนั้นใกล้เขามาก ทำให้ริวสะดุ้งเขารีบวางเอกสารนั้นลงแทบจะทันที แล้วหันกลับไปมอง พบว่าเป็แนนโน๊ะ เธอยืนอยู่ในความมืดใบหน้าถูกแสงสลัวจากภายนอกตัดผ่าน
“นะ… แนนโน๊ะ คุณ…มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ ” ริวถามด้วยท่าทีที่ใ
แนนโน๊ะยังคงยิ้ม พร้อมกับเอามือไขว้หลังแล้วเดินมาด้วยท่าทางสบายๆราวกับไม่ได้เห็นอะไรผิดปกติเลย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเบาๆ
“แนนโน๊ะไม่ได้มาทำอะไรค่ะ ” เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย“แล้ว… ริวกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ ”
คำถามนั้นย้อนกลับมาหาเขา ทั้งที่ริวรู้คำตอบอยู่แก่ใจแต่เขาเลือกที่จะไม่พูดความจริงออกไป
“ผมแค่…จะมาถามเื่เอกสารที่จะใช้กู้กยศ. น่ะครับ แต่ในห้องนี้กลับไม่มีคนอยู่เลย ” ริวพยายามทำให้เสียงฟังดูเป็ธรรมชาติที่สุด
แนนโน๊ะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับทันที“ไม่ใช่มา…หาเบาะแสเพิ่มเติมเหรอคะ ”
ประโยคนั้นทำให้ริวชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดไปชั่วขณะสายตารีบหลบจากเธอทันที คำถามดังขึ้นในหัว คุณรู้ได้ยังไง…