ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 128 ถวายพระพร


             “ต้าหลี่ซื่อชิงเจ้าช่างบังอาจนัก” เสนาบดีฉินเอ่ยขึ้น“กล้ามาสร้างความวุ่นวายในวันพระราชสมภพของฝ่าบาท?”

              “นี่เป็นการล่วงเกินฝ่าบาทแล้ว” มีผู้พูดจาใส่ไฟทันที

              “นี่เป็นการดูหมิ่นฝ่าบาท ควรมีโทษเช่นใด?” มีเสียงถามขึ้น

              ในชั่วพริบตา ทั้งงานเลี้ยงพลันมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูควรมีโทษอย่างไร? โทษของการดูหมิ่นเบื้องสูง?

              ต้าหลี่ซื่อชิงเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก “ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”

              “ฝ่าบาท คนอวดดีเช่นนี้ เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ สมควรลงอาญาพ่ะย่ะค่ะ”

              “ฝ่าบาท ปล่อยไว้ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

              “ฝ่าบาท” มีเสียงใสกังวานเสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนต่างหันไปตามเสียงนั้นเป็นเสียงของจงหย่งโหว หลี่ลั่วคุกเข่าลง “ต้าหลี่ซื่อชิงเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ฝ่าบาทวันนี้เป็นวันพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”

             เสนาบดีฉินหรี่ตาลง เจ้าเด็กคนนี้...

              ทว่าหลี่ลั่วกลับไม่ได้มองเขา แต่มองไปทางจ้าวหนิงฮ่องเต้

              กู้จวิ้นเฉินหันกลับมา เห็นผู้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นนั้นคือเด็กน้อยแผ่นหลังเหยียดตรงกู้จวิ้นเฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่ลั่วจึงยื่นมือเข้าช่วยต้าหลี่ซื่อชิงหลี่ลั่วยังเล็กไม่เข้าใจเรื่องขั้วอำนาจในราชสำนักวันนี้ต้าหลี่ซื่อชิงเสียมารยาทนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ทว่าคนฝ่ายเสนาบดีฉินและคนอื่นๆบีบให้เขาตกที่นั่งลำบากนั้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกันกู้จวิ้นเฉินไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนเสนาบดีฉินและคนอื่นๆ จึงต้องทำให้ต้าหลี่ซื่อชิงตกที่นั่งลำบากมีความเป็นไปได้เพียงเหตุผลเดียวก็คือ...เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ก่อกบฏเมื่อหกปีก่อนคิดมาถึงตรงนี้ กู้จวิ้นเฉินหรี่ตาลง ต้าหลี่ซื่อชิงสืบสวนอย่างลับๆเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อนตลอดมา ระยะนี้ดูเหมือนจะมีความคืบหน้าดังนั้นเวลานี้จึงถูกผู้อื่นทำให้ตกที่นั่งลำบากใช่หรือไม่?

              พวกเขาอาจจะไม่ได้ต้องการทำให้ต้าหลี่ซื่อชิงถึงตายแต่พวกเขาขอเพียงมีโอกาสที่จะได้ลงโทษต้าหลี่ซื่อชิงแต่ทว่าเหตุไฉนจึงต้องการโอกาสเช่นนี้? กู้จวิ้นเฉินไม่กระจ่างแจ้งนัก

              จ้าวหนิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองหลี่ลั่วอยู่เช่นเดียวกันเด็กน้อยวัยเยาว์เพิ่งจะอายุห้าขวบ ยืนขึ้นมายังสูงไม่ถึงต้นขาของเขาแต่ทว่าสายตาของเขากลับแน่วแน่ตั้งใจยิ่ง แววตานั้นมีความตั้งใจอย่างที่จ้าวหนิงฮ่องเต้ไม่เคยทอดพระเนตรเห็นมาก่อน

              “เสด็จอาพระราชสมภพ ขอให้สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”กู้จวิ้นเฉินคุกเข่าลง น้ำเสียงก้องกังวานนั้นสะท้อนไปถึงประสาทการได้ยินของทุกๆคน

              หลี่ลั่วหันไปมองกู้จวิ้นเฉินอย่างไม่อยากเชื่อแต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นคือศีรษะด้านหลังของกู้จวิ้นเฉินความรู้สึกอบอุ่นชนิดหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาในใจของเขา กู้จวิ้นเฉินมักจะทำให้เขาซาบซึ้งเสมอ

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”ท่านข้าหลวงจวนว่าการรีบคุกเข่าลงเขาเป็นผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อกู้จวิ้นเฉิน

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมขุนนางเว่ยเหวินชิงคุกเข่าลง

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”จงกั๋วกงหลี่เฉินคุกเข่าลง

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”หลี่เจ๋อคุกเข่าลง

            “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เหล่าไท่เหฺยคุกเข่าลง

            “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”หลี่ฮุยคุกเข่าลง

            “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”ราชบุตรเขยเฉินคุกเข่าลง องค์หญิงฉางผิงเป็นพระเชษฐภคินีแท้ๆ ของกู้จวิ้นเฉินราชบุตรเขยเฉินในยามปกตินั้นไม่เอาถ่านนัก ทว่ากลับกระจ่างแจ้งถึงจุดยืนของตนยิ่งหากจะพูดถึงการแบ่งขั้วอำนาจในวังหลวงนั้นเขาย่อมถือเป็นคนของกู้จวิ้นเฉิน

            “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”บิดาของราชบุตรเขยเฉิน หย่งอี้โหวคุกเข่าลง

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”ใต้เท้าหลินคุกเข่าลง เหล่าจงกั๋วกงฮูหยินและจงกั๋วกงฮูหยินคนปัจจุบันนั้นออกจากมาครอบครัวสกุลหลินสกุลหลินและสกุลหลี่ ล้วนมีเกียรติอันเดียวกัน ยามนี้ หลี่ลั่วเป็นตัวแทนของครอบครัวสกุลหลี่

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”ขุนนางจากสกุลอวี๋คุกเข่าตามด้วยมารดาผู้ให้กำเนิดของกู้จวิ้นเฉินนั้นมาจากสกุลอวี๋สกุลอวี๋และฉีอ๋องนั้นเป็นเกียรติอันเดียวกันเช่นกัน

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”ฉุนหยางอ๋องคุกเข่าลง ท่านหญิงฉุนเหอและหลี่เจ๋อได้หมั้นหมายกันแล้วฉุนหยางอ๋องย่อมต้องยืนอยู่ข้างสกุลหลี่

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ฉือก็คุกเข่าลงเช่นกัน

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ” หลี่โจวก็คุกเข่าลงเช่นกัน

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ” จางเลี่ยนไป๋ก็คุกเข่าลงเช่นกัน

             “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”หยางเหล่าฮ่านหลินเองก็คุกเข่าลงเช่นเดียวกัน

              คนในเรือนนั้น สองในสามส่วนได้คุกเข่าลง หนึ่งในสามส่วนเป็นคนของหลี่ลั่วแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเด็กน้อยอายุห้าขวบ ทว่าจวนสกุลหลี่นั้นมีเกียรติอันเดียวกันคนในสกุลหลี่ย่อมกระจ่างแจ้งแก่ใจดี หลี่เหล่าไท่เหฺยในยามปกติไม่ได้ใส่ใจเรื่องในเรือนแต่เมื่อประสบกับเรื่องสำคัญเขาย่อมรู้ว่าควรทำเช่นใดเขาไม่ข้องเกี่ยวกับการดื่มสุราเมรัย หอคณิกา การพนันตัวบุคคลนั้นไม่มีข้อบกพร่องใดๆ หลี่ฮุยแม้จะเห็นแก่ตัวและคิดถึงผลประโยชน์มากไปสักหน่อยแต่เมื่ออยู่ในเวลาเช่นนี้ ความสามัคคีในครอบครัวย่อมสำคัญหลี่ฉือและหลี่โจวต่างเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่เมื่อคนในครอบครัวล้วนคุกเข่าลงพวกเขาทั้งสองก็คุกเข่าด้วย จวนจงกั๋วกงและจวนจงหย่งโหวถือเป็นครอบครัวสกุลหลี่ ออกมาจากบิดาคนเดียวกันไฉนเลยจะเป็นข้อยกเว้น?

              และอีกหนึ่งในสามส่วนนั้นเป็นคนของฉีอ๋องกู้จวิ้นเฉินแต่ละคนล้วนเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักนี่เป็นครั้งแรกที่ขุนนางทั้งหลายได้ตระหนักและสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่าข้างหลังฉีอ๋องนั้นมีผู้สนับสนุนอยู่มากน้อยเพียงใดครั้งนั้นไท่จื่อเยี่ยนได้เหลือคนข้างกายเอาไว้มากน้อยเท่าใดเพื่อปกป้องคุ้มครองบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา

              ครอบครัวขุนนางสกุลเฉินที่ตกต่ำลงแต่ทว่ายังมีกำลังอำนาจอยู่ครั้งนั้นเป็นถึงหนึ่งในขุนนางที่เริ่มก่อตั้งราชวงศ์

              สกุลอวี๋ที่กุมอำนาจทางทหารเอาไว้ในมือย่อมไม่ต้องพูดถึง

              ท่านข้าหลวงจวนว่าการผู้ดูแลความสงบสุขของเมืองหลวง

             เสนาบดีกรมขุนนางผู้เป็นผู้ตรวจสอบขุนนางแห่งราชสำนัก

              และยังมีขุนนางขั้นต่างๆ ท่านอื่นที่คุกเข่าอยู่บนพื้น

              ไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญซึ่งมีอำนาจมากมายในเวลานี้กู้จวิ้นเฉินได้หงายไพ่ในมือเขาออกมาอย่างง่ายดาย เพื่อสิ่งใดกันแน่?เพื่อปกป้องต้าหลี่ซื่อชิงเพียงคนเดียวกระนั้นหรือ?

              ถูกต้องแล้ว ต้าหลี่ซื่อชิงเป็นผู้ที่ไท่จื่อเยี่ยนปลุกปั้นขึ้นมาในครั้งนั้นเช่นกัน

              และเวลานี้ฉีอ๋องและสกุลหลี่ได้เชื่อมสัมพันธ์โดยการแต่งงานการแต่งงานที่ดูแล้วน่าตลกขบขันในสายตาของผู้อื่น กลับทำให้เสนาบดีฉินเริ่มหวาดกลัวเสียแล้วนี่เป็นการแต่งงานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวระดับขุนนางขั้นสูงสุดในเมืองหลวงและหากพวกเขาได้แต่งงานกันย่อมเป็นตัวแทนของครอบครัวระดับขุนนางขั้นสูงสุดของเมืองหลวงครอบครัวขุนนางนั้นซับซ้อนยิ่งนัก ทว่าพวกเขากลับกระจ่างแจ้งในเรื่องการมีเกียรติและถูกดูหมิ่นร่วมกันได้ดียิ่งกว่าผู้ใด

              เรื่องเหล่านี้ครอบครัวที่ยากจนนั้นไร้หนทางเปรียบเทียบได้

              เสนาบดีฉินมาจากครอบครัวยากไร้ เรื่องในวันนี้ดูเหมือนจะง่ายดายทว่ากลับเป็นครั้งแรกที่ครอบครัวยากไร้และครอบครัวขุนนางปะทะกันอย่างจริงๆ จังๆ เสนาบดีฉินมองกู้จวิ้นเฉินด้วยความเคียดแค้นชิงชังคนผู้นี้ย่อมเป็นผู้ที่จะแย่งชิงบัลลังก์กับองค์ชายใหญ่ เป็นอุปสรรคที่ร้ายกาจที่สุด

              “ฝ่าบาทพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”เฉิงเอินโหวจากครอบครัวฝ่ายมารดาของฮองเฮาคุกเข่าลงเช่นกัน

              “เสด็จพ่อพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสบายปลอดภัยตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายใหญ่คุกเข่าลง

              “เสด็จพ่อพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสบายปลอดภัยตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายรองคุกเข่าลง

              “เสด็จพ่อพระราชสมภพ ขอพระองค์สุขสบายปลอดภัยตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายสามคุกเข่าลง

              จากนั้นเสนาบดีฉินและคนอื่นๆ จึงค่อยๆ คุกเข่าลงทีละคน

              “สุขสันต์ร่มเย็นตลอดไป ช่างเป็นความหมายที่ดีจริงๆ”ท่ามกลางการรอคอยอย่างระมัดระวังของทุกคน จ้าวหนิงฮ่องเต้ตรัสแล้ว“สติปัญญาของเด็กน้อยฉลาดล้ำเลิศ สามขวบเรียนพื้นฐาน ไม่เสียแรง...” จ้าวหนิงฮ่องเต้หยุดชะงักอยากจะกล่าวว่า ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรชายของหลี่ซวี่ ทว่าจ้าวหนิงฮ่องเต้กลับทรงพระสรวลขึ้นเบาๆในทันใด พร้อมกับกล่าวว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นว่าที่พระชายาฉีอ๋อง”

              คำพูดประโยคนี้ ยากนักที่จะมีทั้งการหยอกล้อและอารมณ์ขันผู้ที่ได้ยินทั้งหมดจึงหัวเราะขึ้นมาด้วย

              “พอแล้ว พอแล้ว ลุกขึ้นมาให้หมด” จ้าวหนิงฮ่องเต้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา“วันนี้วันเกิดเจิ้น เจิ้นเพียงยืมดอกไม้ไหว้พระ ถือโอกาสนี้เลี้ยงพวกเจ้า”

              “เฉินมิกล้า”

              “ต้าไห่ ให้คนรินสุรา นำเหล้าที่จงหย่งโหวมอบให้เจิ้นให้พวกเขาได้ลองชิมดูด้วย แต่ให้คนละหนึ่งแก้วเท่านั้น มากไปกว่านี้เจิ้นไม่ให้ให้...ขุนนางตั้งแต่ขั้นสองขึ้นมาเถิด ขั้นสองลงไปให้ไปเอาจากจงหย่งโหวเอง” จ้าวหนิงฮ่องเต้กล่าว

              “พ่ะย่ะค่ะ” ไห่กงกงรีบให้คนรินสุราให้แก่ขุนนางตั้งแต่ขั้นสองขึ้นมา

              สุราหนึ่งชั่งรินได้ห้าแก้ว หลี่ลั่วนำเหล้าองุ่นมาห้าสิบชั่ง เพียงพอแล้ว

              สุราที่ฝ่าบาทพระราชทาน จะเป็นเหล้าที่จงหย่งโหวมอบให้หรือไม่นั้นไม่สำคัญต่อให้เป็นสุราพิษพวกเขาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนดื่มลงไป ทว่าเหล้านี้ช่างหอมนักเมื่อกลิ่นหอมในเหล้าองุ่นกำจายออกมากลิ่นของมันแตกต่างจากเหล้าที่ทุกคนดื่มในยามปกติกลิ่นและรสชาติของเหล้าชนิดนี้ไม่เคยปรากฏในยุคสมัยโบราณมาก่อนสุราที่เกิดจากการหมักผลไม้ นี่เป็นวิธีการและเทคนิคของคนในยุคสมัยปัจจุบัน

              เพียงแค่ได้กลิ่นและรสของมัน ก็มีผู้คนไม่น้อยเริ่มเมามายเสียแล้วเมื่อสุราของขุนนางขั้นสองขึ้นไปได้รับการรินจนแล้วเสร็จ จ้าวหนิงฮ่องเต้จึงตรัสขึ้นว่า“ทุกคนชนแก้ว”

              “ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

              เหล้าองุ่นตกถึงท้อง ขุนนางขั้นสองขึ้นไปดวงตาต่างเป็นประกาย เหล้าดีจริงๆ

              “เสด็จพ่อ ของขวัญวันเกิดของเสด็จพ่อ ลูกได้เตรียมไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่ในฐานะบุตรชายคนโตตรัสขึ้นก่อน

              “อ้อ? เอาออกมาให้เจิ้นชมซิ”งานฉลองวันพระราชสมภพอย่างใหญ่โตเป็นครั้งแรกของจ้าวหนิงฮ่องเต้ของขวัญจากพระโอรสทุกพระองค์นั้นทุกคนต่างได้ชื่นชมด้วย อย่าว่าแต่จ้าวหนิงฮ่องเต้ผู้ซึ่งในยามปกติไม่ค่อยได้ใส่ใจในความสัมพันธ์พ่อลูกยังแปลกใจแม้แต่ขุนนางทั้งหลายก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

              องค์ชายใหญ่ปรบมือแปะๆ ขันทีจึงยกของขวัญของเขาเข้ามา

              นี่คือ?

              “ช่างเป็นไห่ตงชิง[1]ที่สง่างามยิ่งนักใช้เวลาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยใช่หรือไม่?” แม้นเป็นจ้าวหนิงฮ่องเต้ซึ่งในยามปกติจะเป็นคนใจเย็นหนักแน่นทว่าเมื่อเห็นไห่ตงชิงตัวนี้แล้วก็ยังอดไม่ไหวที่จะกล่าวชมเชยออกมาทว่าไม่ใช่ด้วยเหตุที่ไห่ตงชิงตัวนี้มีขนาดใหญ่เพียงใด แต่เป็นเพราะสีสันของมัน ในบรรดานกเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์จำนวนหนึ่งแสนตัวจึงจะออกมาเป็นไห่ตงชิงหนึ่งตัวและไห่ตงชิงที่มีขนขาสีขาวบริสุทธิ์ตัวนี้ถือเป็นที่สุดของไห่ตงชิงเห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นกำลังทรัพย์และกำลังกาย...ล้วนทุ่มเทลงไปอย่างไม่ธรรมดาสามัญ

              ย่อมไม่ใช่เวลาเพียงวันสองวันก็สามารถจัดเตรียมได้แล้วเสร็จ เมื่อดูกิริยาท่าทางของไห่ตงชิงที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วและเป็นการฝึกฝนเสร็จแล้วเช่นนั้นของขวัญชิ้นนี้ขององค์ชายใหญ่นั้นน่าจะได้เตรียมการมาเนิ่นนานแล้ว

              ตลอดมาการแสดงสีหน้าและอารมณ์บนสีหน้าของจ้าวหนิงฮ่องเต้เดิมนั้นน้อยยิ่งนักประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของเขาทำให้เขาดูเฉียบคมและเข้มงวดแม้กระทั่งบุตรชายของเขาก็ยังหวาดกลัวเขามีเพียงกู้จวิ้นเฉินเพียงคนเดียวที่ไม่เกรงกลัวเขา ในบรรดาองค์ชายทั้งหลายกู้จวิ้นเฉินมีอายุน้อยที่สุดครั้งนั้นเมื่อไท่จื่อเยี่ยนยังอยู่เขายังเป็นเพียงเด็กน้อย เด็กน้อยไม่เข้าใจสิ่งใดและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดเมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากกายของจ้าวหนิงฮ่องเต้ ซ้ำยังเป็นแม่ทัพใหญ่ย่อมชมชอบอยู่หลายส่วน

              ในครั้งนั้นจ้าวหนิงฮ่องเต้โดยเนื้อแท้แล้วมีนิสัยเงียบขรึมอย่างยิ่งเมื่อบุตรชายของพี่ชายแท้ๆ ของตนชมชอบเขา ในใจของเขาย่อมชมชอบเช่นกันดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างอาและหลานจึงแน่นแฟ้นดีมาโดยตลอด

              ในใจของจ้าวหนิงฮ่องเต้นั้น เขาไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นฮ่องเต้ตำแหน่งฮ่องเต้นี้เขาเพียงแต่มานั่งแทนพี่ชายจนกว่าหลานชายจะมีกำลังกล้าแข็งเพียงพอก็เท่านั้นแน่นอนว่าความคิดในใจของจ้าวหนิงฮ่องเต้นั้นแทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ฉินกุ้ยเฟยนั้นเข้าใจผู้ชายคนนี้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของเขาและไท่จื่อเยี่ยน แต่ก็ยังเข้าใจได้ไม่ลึกซึ้งมากพอหากพวกเขาเข้าใจลึกซึ้งเพียงพอย่อมไม่มีวันปล่อยให้กู้จวิ้นเฉินมีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยและคงกระทำการเอาชีวิตเขาในทันที

              ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าระหว่างหลานชายและบุตรชาย จ้าวหนิงฮ่องเต้จะทรงเลือกพิจารณาหลานชายก่อน

              รับรู้ได้ถึงความชมชอบของจ้าวหนิงฮ่องเต้ องค์ชายใหญ่ยินดียิ่งการจะเอาอกเอาใจเสด็จพ่อของเขาผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย“นี่เป็นงานฉลองพระราชสมภพอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกของเสด็จพ่อต่อให้ต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังใจบ้าง ขอเพียงทำให้เสด็จพ่อยินดีได้ลูกไม่ถือเป็นภาระอันใดพ่ะย่ะค่ะ”

     


    [1] ไห่ตงชิง (海东青) เป็นสัตว์ทางสัญลักษณ์ที่สูงค่าที่สุดของชนเผ่าหม่าน (ชาวแมนจู)เหยี่ยวชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นนกที่บินได้สูงและเร็วที่สุดในโลก ตามตำนานนั้นกล่าวว่าในบรรดาเหยี่ยวหนึ่งแสนตัวจึงจะปรากฏ“ไห่ตงชิง” หนึ่งตัว ถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งเหยี่ยวไห่ตงชิงยังเป็นตัวแทนความเชื่อของการดำรงอยู่ที่ใกล้ชิดกับเทพเจ้ามากที่สุดอีกด้วยเหยี่ยวชนิดนี้มีอยู่จริงและเป็นเหยี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวที่ใหญ่ที่สุดอาจสูงได้ถึง60 เซนติเมตรเลยทีเดียว ในปัจจุบันชาวแมนจูยังคงสืบทอดวัฒนธรรมการเลี้ยงเหยี่ยวเพื่อเป็นคู่หูในล่าสัตว์อยู่

     

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320