ติงเหมยได้ยืมรถม้าของเรือนบัณฑิตเพื่อพาท่านลุงนิรนามไปฝากทำงานที่บ้านของเจียงเล่ย
“เอ่อ ท่านลุงมีสถานที่ตั้งมากมายที่้ารับคนงานเพิ่มเหตุใดต้องเจาะจงไปสมัครเป็คนใช้ที่บ้านเศรษฐีหลังนี้ด้วยล่ะเ้าคะ” ติงเหมยสงสัย
“ก็เ้าเคยเล่าให้ข้าฟังว่าครอบครัวนี้เป็ครอบครัวใจบุญไม่ใช่หรือข้าเองก็อยากรับใช้บ้านที่เ้านายที่มีจิตใจดีไงล่ะ” ท่านลุงกล่าว
“แล้วถ้าครอบครัวนี้มีนโยบายไม่รับคนงานเพิ่มท่านจะทำอย่างไรเ้าคะ” ติงเหมยกังวล
“ข้าก็ค่อยไปสมัครงานบ้านอื่นก็เท่านั้นเอง”ท่านลุงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“ก็ได้ท่านลุง ใกล้ถึงที่หมายแล้วเตรียมตัวนะเ้าคะ” ติงเหมยบังคับรถม้าจนมาถึงบ้านของเศรษฐี
พอทั้งสองเดินไปถึงบ้านของเจียงเล่ยท่านลุงก็เลยอ้อนวอนให้หลานสาวบัณฑิตเข้าไปเจรจาให้ก่อนส่วนท่านลุงก็รอฟังข่าวอยู่หน้าบ้านเศรษฐีหลังนั้น
“เ้าเป็ลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะเนี่ยแล้วมาทำอะไรที่นี่” ท่านแม่เฒ่าสงสัย
“ข้าน้อยเป็บัณฑิตเ้าค่ะข้ากำพร้าพ่อแม่มาั้แ่เล็กๆในวันนี้ข้ามาเพื่อพาท่านลุงมาสมัครงานเป็คนใช้ของที่นี่เ้าค่ะ” ติงเหมยแนะนำตัว
“เ้าเนี่ยนะเป็บัณฑิตเหตุใดสภาพของเ้าถึงเหมือนยาจกเช่นนี้ ดูสิแต่งกายซอมซ่อเชียว และจะว่าไปนะที่นี่ไม่มีนโยบายรับคนแก่เข้าทำงานหรอก”ท่านแม่เฒ่าเห็นว่ามันไม่คุ้ม
“เอ่อเรียกท่านลุงมาสัมภาษณ์งานก่อนดีมั้ยเ้าคะ บางทีเขาอาจมีประสบการณ์ต่างๆ มากมายและอาจเป็ประโยชน์ต่อที่นี่ก็เป็ได้นะเ้าคะ” ติงเหมยพยายามเกลี้ยกล่อม
“ไม่ล่ะ คนเราสมัยนี้รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจวันดีคืนท่านลุงของเ้าอาจลุกขึ้นมาขโมยทรัพย์สินในบ้านก็เป็ได้เ้ากลับไปเสียเถิด” ท่านแม่เฒ่าไม่ไว้ใจ
“มีอะไรกันอย่างนั้นหรือขอรับท่านแม่”เจียงฝานสงสัย
“ก็เด็กคนนี้น่ะสินางอ้างว่าตนเป็บัณฑิตและจะพาใครก็ไม่รู้มาสมัครเข้าทำงานที่นี่น่ะ” ท่านแม่เฒ่าฟ้อง
“ข้าน้อยขอคารวะท่านเจียงฝานข้าเป็หนึ่งใน 15 คนที่ได้รับชุดบัณฑิตจากท่านไงเ้าคะท่านจำข้าได้หรือไม่” ติงเหมยทบทวนอดีต
“เ้านี่เอง บัณฑิตยาจกแล้วมาทำอะไรที่นี่ล่ะ” เจียงฝานจำได้
“เอาอย่างนี้ดีมั้ยเ้าคะข้าพาท่านลุงเข้ามาสัมภาษณ์งานก่อน บางทีพวกท่านอาจอยากรับเขาเข้าทำงานด้วยก็เป็ได้”ติงเหมยอยากให้คนที่นี่ลองรับพิจารณาดูก่อนค่อยตัดสินจ้างหรือไม่จ้าง
ติงเหมยก็เลยเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อไปเรียกท่านลุงแต่พอไปถึง กลับไม่มีใครอยู่หน้าบ้านเลยสักคน
“ไหนล่ะ ท่านลุงของเ้าเขาไปไหนแล้วล่ะ” เจียงฝานเห็นว่าติงเหมยเดินกลับเข้ามาข้างในบ้านแต่เพียงผู้เดียว
“เอ่อข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันเ้าค่ะ” ติงเหมยกำลังงง
“เ้า้าอะไรกันแน่ นางหนู”ท่านแม่เฒ่าไม่ไว้ใจยาจกสาว
“คงตั้งใจจะมาอ่อยหลานชายข้าน่ะสิ”เจียงฝานพูดตามที่หุ่ยซาเล่าให้เขาฟัง
“ท่านว่ายังไงนะ ข้าเปล่าทำเช่นนั้นนะเ้าคะ”ติงเหมยรีบแย้ง
“หุ่ยซาเล่าเื่ราวของเ้าให้ข้าฟังหมดแล้วว่าเ้าเป็บัณฑิตยาจก แต่ก็ไม่เจียมตัว คิดใช้เสน่ห์มารยาหญิงเพื่อจับหลานชายข้า”เจียงฝานกล่าว
“หุ่ยซาพูดใส่ร้ายข้าเ้าค่ะและข้าเองก็ไม่เคยคิดจับหลานชายท่านด้วย” ติงเหมยไม่พอใจที่โดนพูดจาดูิ่แบบนี้
“นางหนูกลับไปเสียเถิดจงจำไว้ว่าเจียงเล่ยจะต้องได้แต่งงานกับผู้หญิงที่มีชาติตระกูลหาใช่หญิงสาวฐานะต่ำต้อยอย่างเ้าไม่” ท่านแม่เฒ่ากล่าว
“งั้นข้าขอตัวเ้าค่ะ” ติงเหมยทำท่าคารวะแล้วเดินจากไป แต่ทว่า
“ติงเหมยเ้ามาทำอะไรที่นี่อย่างนั้นหรือ” เจียงเล่ยกล่าวด้วยความดีใจ
“ข้าแค่จะพาท่านลุงมาสมัครงานที่บ้านของเ้าแต่ข้าไม่รู้ว่าท่านลุงไปไหนแล้ว” ติงเหมยอธิบายให้เพื่อนชายฟัง
“นางโกหกนาง้ามาหาเ้าที่นี่น่ะสิ” เจียงฝานกล่าว
“ข้าเปล่านะเ้าคะ” ติงเหมยแย้ง
“ขอหลานคุยกับนางตามลำพังได้มั้ยขอรับ”เจียงเล่ยกล่าว
“ไม่ได้เด็ดขาดย่าไม่ยอมให้หลานยุ่งเกี่ยวกับบัณฑิตยาจกอย่างนาง” ท่านแม่เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“แต่นางเป็คนจิตใจดีนะขอรับท่านย่า”เจียงเล่ยแย้ง
“พูดจาแบบนี้หมายความว่ายังไงอย่าบอกนะว่าหลานหลงเสน่ห์มัน” ท่านย่าไม่พอใจ
“ใช่ขอรับ หลานรักติงเหมย”เจียงเล่ยยอมรับอย่างไม่อาย
“เ้าพูดอะไรออกมาน่ะหลานเสียสติหรืออย่างไร” ท่านย่าใ
“หลานตัดสินใจแล้วว่าจะหมั้นหมายกับนางให้เร็วที่สุดขอรับ”เจียงเล่ยกล่าวอย่างเอาแต่ใจ
“เอ่อ เจียงเล่ยเ้าถามข้าแล้วงั้นหรือ ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้นล่ะ” ติงเหมยใกับคำพูดของเจียงเล่ยนางไม่เคยตกลงอะไรกับเจียงเล่ยเลยด้วยซ้ำ
“เ้าเคยจูบข้าแล้วข้าเสียจูบแรกให้เ้า เ้าอย่าลืมสิ” เจียงเล่ยกุเื่ขึ้นเอง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเ้านะเจียงเล่ยเ้าพูดอะไรออกมาน่ะ” ติงเหมยใ
“เป็สาวเป็นางกล้าจูบผู้ชายก่อนได้อย่างไร” ท่านย่ารับไม่ได้
“ข้าเปล่าทำจริงๆ นะเ้าคะเอาล่ะ ในเมื่อท่านลุงหนีกลับไปแล้ว ข้าขอตัวต่อไปนี้ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหลานชายของพวกท่านอีก ตกลงมั้ยเ้าคะ” ติงเหมย้าจบเื่
“เ้าล่วงเกินข้าแล้วจะไม่รับผิดชอบข้าอย่างนั้นหรือ” เจียงเล่ยไม่ยอม
“เจียงเล่ย เ้าอย่าพูดปดต่อหน้าผู้ใหญ่สิพวกเราเป็บัณฑิตนะ” ติงเหมยเตือน
“ข้าไม่ให้เ้าไปติงเหมย”เจียงเล่ยฉุดรั้งเพื่อนสาว
“หลานยุ่งเกี่ยวกับคนชนชั้นต่ำแบบนี้ไม่ได้นะย่าไม่ยอม” ท่านย่ารีบดึงตัวหลานชายออกมา
“เจียงเล่ยปล่อยข้านะเื่ราวมันไปกันใหญ่แล้วนะ” ติงเหมยเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว
“เอาหลานของข้าคืนมานะ” ท่านย่ายื้อยุดฉุดหลานชายในขณะที่หลานชายก็ยังดึงตัวเพื่อนสาวไม่ให้จากไปไหน
“ท่านบอกหลานให้ปล่อยข้าสิเ้าคะ”ติงเหมยกล่าวกับท่านย่า
เื่ราวชักชุลมุนไปกันใหญ่แล้วติงเหมย้าออกไปจากบ้านที่ดูถูกคนยากคนจนแต่เจียงเล่ยฉุดรั้งหญิงสาวไม่ให้กลับท่านย่าก็มาดึงตัวหลานชายเพื่อไม่ให้ไปแตะต้องตัวสาวยาจกคนนั้นเจียงฝานก็เข้ามาช่วยแม่บุญธรรมจับตัวหลานชายไว้ จนกระทั่ง…
“มีอะไรกันน่ะ….”
“ท่านลุง ช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ”ติงเหมยดีใจที่เห็นคนรู้จัก
“เ้าคือ….” ท่านย่าพยายามมองดูชายวัยกลางคนตรงหน้าดีๆ
“ท่านแม่ขอรับ ลูกกลับมาแล้ว”ท่านลุงกล่าว
“เจียงลู่ ลูกจริงๆอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย” ท่านย่าปล่อยหลานชายและเดินเข้าไปสวมกอดลูกชายที่จากกันมานาน
“ลูกจริงๆ ขอรับ ท่านไม่ได้ฝันไป”เจียงลู่กอดท่านแม่ตอบด้วยความคิดถึง
“เป็ไปไม่ได้ เ้าตายไปแล้วนี่”เจียงฝานใ
“ถ้าข้าไม่แกล้งตายในคืนนั้นคนของเ้าก็คงปลิดชีพข้าจนถึงที่สุดแต่ถึงกระนั้นข้าก็ได้รับาเ็สาหัสเพราะนักฆ่าที่เ้าส่งไปลอบทำร้ายข้าโชคดีที่ติงเหมยช่วยไปตามหมอมารักษาข้า ไม่เพียงเท่านั้นนางยังคอยส่งอาหารให้ข้ากินทุกวันอีก”เจียงลู่เล่า
“ข้าเปล่าบงการทำร้ายเ้านะอย่าปรักปรำข้า” เจียงฝานไม่ยอมรับ
“ท่านมือปราบมานั่นแล้วเ้าไปอธิบายในศาลเองก็แล้วกัน” เจียงลู่ได้แอบไปแจ้งความเป็ที่เรียบร้อยแล้วบัดนี้มือปราบกำลังมาจับกุมตัวเจียงฝานเพื่อสอบปากคำ
“เสียแรงที่ข้าเลี้ยงดูเ้าเหมือนลูกชายของข้าคนนึง”ท่านย่ารู้สึกผิดหวังในตัวลูกชายบุญธรรมที่ตนชุบเลี้ยงมากับมือ
“ข้าเปล่าทำนะท่านแม่บุญธรรมท่านต้องเชื่อข้านะ ปล่อยข้า ปล่อยข้า ข้าถูกปรักปรำ” เจียงฝานดิ้นรนขัดขืนไม่ยอมให้มือปราบจับกุมตัว
“พวกเราจับนักฆ่าที่เ้าจ้างวานได้แล้วและพวกเขาก็ยอมรับสารภาพหมดทุกอย่างว่าได้รับการว่าจ้างให้ไปลอบฆ่าบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเจียงเพื่อที่ว่าต่อไปเ้าจะได้เป็ผู้สืบทอดกิจการค้าอัญมณีทั้งหมดแทน” ท่านมือปราบกล่าว
“มันไม่เป็ความจริงนะ” เจียงฝานก็ยังไม่ยอมรับ
“หลักฐานก็คือจดหมายล่อลวงข้าไปที่ศาลาพักริมทางเพื่อให้ไปพบลูกค้าที่นั่นแต่ที่ไหนได้คนที่รอข้าอยู่กลับเป็นักฆ่าที่เ้าจ้างมา” เจียงลู่กล่าว
“พยานหลักฐานมัดตัวแ่าเ้าดิ้นไม่หลุดแล้วล่ะเจียงฝาน” มือปราบกล่าว
“ข้าอุตส่าห์ทำงานรับใช้ที่นี่มานานข้าต้องได้อะไรบ้างสิ ส่วนเ้าก็เอาแต่สั่งให้ข้าทำงานงกๆ แทนเ้าเ้าไม่สมควรที่จะได้เป็เ้าของกิจการหรอก” เจียงฝานยอมเผยตัวออกมา
และแล้วเจียงฝานก็ถูกจับกุมตัวไปขังคุกรอการตัดสินโทษ
“ข้าผิดที่สมัยก่อนข้าี้เีและโยนงานให้เ้าทำข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปข้าจะขยันทำมาหากินเพื่อเป็ตัวอย่างที่ดีให้ลูกชายและสะใภ้ของข้า”เจียงลู่พูดกับตัวเอง แต่ทุกคนได้ยินคำพูดของเขา
“ใครคือสะใภ้ของเ้าอย่างนั้นหรือ”ท่านย่าสงสัย
“ติงเหมยขอรับนางรับปากว่าจะยอมเป็สะใภ้ของข้า” เจียงลู่กุเื่ขึ้นมาเองเหมือนกับลูกชาย
“ข้าเปล่าพูดเช่นนั้นนะเ้าคะท่านพูดเองเออเองทั้งนั้น ทำไมพ่อลูกถึงได้เหมือนกันแบบนี้นะ” ติงเหมยแย้ง
“ท่านแม่ขอรับ ยามลูกตกระกำลำบากก็มีแต่ติงเหมยนี่แหละที่คอยให้ความช่วยเหลือลูก จนลูกรอดชีวิตกลับมาที่นี่ได้นั่นจึงทำให้ลูกรู้ว่าความมีน้ำใจและความมีเมตตามีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองติงเหมยเป็คนดี ต่อไปในภายภาคหน้านางต้องเป็สะใภ้ที่สามารถดูแลเจียงเล่ยได้เป็อย่างดีแน่นอน”เจียงลู่พูดกับท่านแม่
“ขอบคุณขอรับท่านพ่อ” เจียงเล่ยดีใจที่ท่านพ่อยอมรับในตัวติงเหมย
“ขอบใจเ้ามากติงเหมยและขอโทษที่ข้าพูดจาดูถูกเ้า” ท่านย่ารู้สึกผิด
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้าเข้าใจงั้นข้าขอตัวก่อน” ติงเหมยไม่อยากอธิบายอะไรอีกนางก็เลยขอตัวกลับเรือนบัณฑิต
“ช้าก่อนข้าจะจัดพิธีหมั้นหมายระหว่างเ้ากับลูกชายของข้า” เจียงลู่กล่าว
“ท่านลุงข้าไม่เคยรับปากท่านว่าจะยอมเป็สะใภ้ของท่านเลยนะ” ติงเหมยแย้ง
“เ้าจูบกับหลานชายของข้าแล้วเ้าต้องรับผิดชอบหลานชายของข้าสิ” ท่านย่ากล่าวอ้าง
“หลานชายของท่านกล่าวโกหกนะเ้าคะข้าไม่เคยแตะต้องตัวเขาเลยจริงๆ ” ติงเหมยกล่าว
เจียงเล่ยก็เลยถือโอกาสจูบกับติงเหมยต่อหน้าทุกคนทันที
“อื้อ อ่อยอ้า” (อื้อ ปล่อยข้า) ติงเหมยดิ้นรนขัดขืนและทุบตีฝ่ายชายที่ล่วงเกินนาง
“เจียงเล่ย เ้าไม่ควรรังแกผู้หญิงแบบนี้นะ”เจียงลู่ใและรีบเตือนลูกชาย
“นี่ไงขอรับ พวกเราจูบกันแล้ว”เจียงเล่ยกล่าว
“เ้ามันบ้าที่สุดเลย เจียงเล่ย”ติงเหมยทั้งอายทั้งเขิน นางกำลังจะวิ่งหนีกลับเรือนบัณฑิตแต่เจียงเล่ยกอดนางจากทางด้านหลังไว้ได้ทัน
“อย่าฝืนใจตัวเองอีกเลยติงเหมยเ้าเองก็รักข้าไม่ใช่หรืออย่าใช้เื่ทิฐิและศักดิ์ศรีมาบั่นทอนความรักระหว่างเราเลยนะ” เจียงเล่ยพยายามกล่อม
“แต่ว่าเ้าควรไปขอข้ากับท่านอาจารย์เสียก่อนสิ ถึงข้ากำพร้าพ่อแม่ แต่ข้าก็มีผู้ปกครองนะ”ติงเหมยพูดด้วยความเขิน
“เอาไว้วันพรุ่งนี้ ข้าจะไปเจรจาสู่ขอเ้ากับท่านอาจารย์ตังยี่ก็แล้วกัน”เจียงลู่กล่าวเพื่อจบปัญหา
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ติงเหมยกล่าว
ท่านย่ารู้สึกเห็นใจที่หญิงสาวกำพร้าพ่อแม่มาั้แ่เล็กๆท่านก็เลยเข้าไปสวมกอดหญิงสาวดังหลานสาวคนหนึ่ง
“เ้ามีบุญคุณต่อครอบครัวของข้าดังนั้นต่อไปครอบครัวของข้าจะให้ความอบอุ่นเ้าเอง จงจำไว้ว่าเ้าอยู่ในตระกูลเจียงแล้วนะ ต่อไปให้เรียกข้าว่าท่านย่ารู้มั้ย” ระหว่างที่กอด ท่านย่าก็ลูบหัวหญิงสาวอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านย่า” ติงเหมยเกิดมาก็ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากญาติพี่น้องที่ไหนนางถึงกับน้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มใจ
“ขอหลานไปส่งว่าที่คู่หมั้นกลับเรือนบัณฑิตนะขอรับ”เจียงเล่ยดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่เขาได้สมหวังในความรักดังคำทำนายของเหวยเหนียง
“เ้ารีบพาหลานสาวข้าไปเถิดดูแลนางให้ดีด้วย” ท่านย่ากำชับ
“ขอรับท่านย่า” เจียงเล่ยกล่าว
ท่านย่าเดินเข้าไปสวมกอดลูกชายที่จากกันมาเนิ่นนาน “แม่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าลูกเสียแล้ว”
“เจียงฝานคิดละโมบเขา้าฮุบกิจการทั้งหมด ก็เลยหน้ามืดตามัวทำร้ายลูกขอรับ” เจียงลู่กล่าว
“แม่ไม่น่าไว้ใจคนผิดเลย”ท่านแม่เฒ่าเจ็บใจตัวเอง
“อย่าว่าแต่ท่านแม่เลยขอรับลูกเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าคนหน้าตาใสซื่ออย่างเจียงฝานจะกลายเป็คนอำมหิตได้ถึงขนาดนี้”เจียงลู่กล่าว
“แม่ต้องส่งคนไปรับตัวท่านหมอดูและสามีกลับมาที่นี่แล้ว”ท่านแม่เฒ่านึกถึงเหวยเหนียง
“ทำไมต้องไปรับพวกเขามาด้วยล่ะขอรับ”เจียงลู่ไม่เข้าใจ
“เ้ารู้มั้ยว่าหมอดูสาวได้ทำนายว่าเนื้อคู่ของเจียงเล่ยจะเป็ยาจกที่มีความรู้สูงซึ่งนั่นก็คือติงเหมยนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้นยังทำนายอีกว่าเ้ายังไม่ตายแต่ข้าไม่เชื่อนาง ข้าก็เลยไล่นางไปพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม” ท่านแม่เฒ่าเล่า
“นางช่างดูดวงแม่นจริงๆลูกอยากเห็นนางเสียแล้วสิขอรับ” เจียงลู่อยากรู้จักหมอดู
“ข้าจะส่งคนไปรับนางกับสามีมาทานอาหารเย็นด้วยกันและจัดที่พักให้พวกเขาเสียใหม่” ท่านแม่เฒ่ากล่าว
“ตอนนี้ลูกขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะขอรับและต่อไปลูกจะตั้งใจศึกษาดูงานด้วยตัวเองเพื่อที่ว่าต่อไปลูกจะได้สอนงานให้กับเจียงเล่ยและติงเหมย” เจียงลู่คิดปรับปรุงตัวเสียใหม่จะไม่โยนงานให้คนอื่นทำอีก
“ก็ดีเหมือนกันลูก” ท่านแม่เฒ่าดีใจที่ลูกชายคิดได้
และแล้วเด็กรับใช้ประจำตระกูลเจียงก็เดินทางไปรับเหวยเหนียงและซูเยี่ยนถึงที่โรงเตี๊ยม
******************************
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“เห็นมั้ยท่านแม่เฒ่าส่งคนมารับพวกเรากลับไปพักอยู่ที่บ้านของท่านแล้ว” เหวยเหนียงอวด
“เป็เพราะเ้าดูดวงแม่นอย่างนั้นหรือ”ซูเยี่ยนสงสัย
“มันแน่อยู่แล้ว” เหวยเหนียงกล่าวยิ้มๆ
“รีบไปกันเถิดขอรับท่านเจียงลู่อยากพบพวกท่านมาก” เด็กรับใช้กล่าว
เหวยเหนียงจึงขึ้นบันไดไปเก็บข้าวของที่ห้องพัก
ระหว่างนั้นเด็กรับใช้ก็กระซิบว่า “เ้าระวังตัวด้วยนะฮูหยินของเ้าดูดวงแม่นซะยิ่งกว่าตาเห็น เ้าอย่าทำอะไรลับหลังภรรยาเด็ดขาดมีหวังหูขาดโดยไม่รู้ตัว”
ซูเยี่ยนยิ้มแหยๆ และคิดในใจว่า “โชคดีที่ข้ามียันต์บดบังของท่านหมอดูหานฟงมีหวังเหวยเหนียงได้รู้แน่ว่าข้าโกหกนาง”
“เสร็จแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”เหวยเหนียงกล่าว
เหวยเหนียงและซูเยี่ยนก็เลยขึ้นรถม้าไปที่บ้านตระกูลเจียงตามคำเชิญของท่านแม่เฒ่า
******************************
ณ ห้องอาหารตระกูลเจียง
เจียงเล่ยได้พาติงเหมยมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของเขาด้วย
“นี่น่ะหรือหมอดูที่ท่านแม่ชมนักชมหนา” เจียงลู่กล่าวเมื่อเห็นเหวยเหนียง
“ข้าขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยเ้าค่ะ”เหวยเหนียงกล่าว
“ข้าติดหนี้บุญคุณติงเหมยหากไม่ได้นางข้าคงไม่รอด” เจียงลู่กล่าวอย่างซึ้งใจ
“นั่นสิต่อไปติงเหมยจะได้เป็หลานสะใภ้ข้าแล้ว ข้าคงเบาใจ และนอนตายตาหลับเสียที” ท่านย่ายอมรับในตัวหลานสะใภ้อย่างติงเหมย
“เอ่อข้าไม่ได้ดีถึงขนาดนั้นหรอกเ้าคะ อย่ายกย่องข้าขนาดนั้นเลยนะเ้าคะ” ติงเหมยกล่าว
“จงรักษาความกตัญญูและความมีเมตตาต่อไปเถิดนะติงเหมยความดีของเ้าจะช่วยทำให้ตระกูลเศรษฐีได้เป็เศรษฐีต่อไปตราบชั่วลูกชั่วหลานการใช้ความรู้ที่เ้าร่ำเรียนมาช่วยในการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้ดีนั่นจะช่วยทำให้พวกเขาไม่หลงระเริงในมรดกที่ได้มาจากบรรพบุรุษแต่จะช่วยทำให้พวกเขาขยันทำมาหากินหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริตต่อไป” เหวยเหนียงกล่าวกับติงเหมย
“ข้าจะถือว่านั่นเป็ข้อคิดไม่ใช่คำทำนายนะเ้าคะ”ติงเหมยเป็คนไม่เชื่อเื่ดวง
“ดึกมากแล้วเ้าเองก็พักอยู่ที่นี่สักคืนสิ” ท่านแม่เฒ่าชวน
“แต่ว่า” ติงเหมยลังเล
“เป็สาวเป็นางกลับกลางค่ำกลางคืนมันไม่ดีนะ”ท่านแม่เฒ่าคิดว่ามันไปปลอดภัยสำหรับผู้หญิง
“ก็ได้เ้าค่ะ” ติงเหมยกล่าว
หลังจากที่ท่านแม่เฒ่า เจียงลู่ เจียงเล่ยติงเหมย เหวยเหนียง และซูเยี่ยนร่วมรับประทานอาหารด้วยกันเสร็จเหวยเหนียงก็เลยขอไปคุยกับเจียงเล่ยเป็การส่วนตัว
******************************
ณ สวนหลังบ้าน
“นี่คืออะไรหรือขอรับ” เจียงเล่ยแปลกใจเมื่อได้รับโพยกระดาษมาจากเหวยเหนียง
“เ้าเปิดดูเองสิ” เหวยเหนียงไม่อยากอธิบาย
เจียงเล่ยเปิดโพยกระดาษมาดูแผ่นกระดาษนั้นเขียนว่า “เชื่อใจ”
“มันหมายความว่ายังไงหรือขอรับ”เจียงเล่ยไม่เข้าใจ
“แล้วเ้าจะรู้เอง ข้าไปล่ะ”เหวยเหนียงเดินจากไปทันที
“เอ่อ อธิบายให้ข้าฟังหน่อยไม่ได้หรือข้าไม่ได้ฉลาดมากขนาดนั้นนะขอรับ” เจียงเล่ยะโตามหลัง
แต่เหวยเหนียงก็เดินต่อไปเพื่อกลับไปนอนบนเตียงนุ่มๆในห้องนอนที่ท่านแม่เฒ่าจัดไว้ให้อย่างดีโดยทิ้งให้เจียงเล่ยยืนเกาหัวอยู่อย่างนั้น
******************************
ณ ห้องนอนของเหวยเหนียงและสามี
“มาเป่ายิ้งฉุบกันใครชนะได้นอนบนเตียง” ซูเยี่ยนกล่าว
“มานอนบนเตียงด้วยกันนั่นแหละข้าและเ้าต่างพากันปวดหลังที่ได้นอนบนกลางท้องทุ่งด้วยกันไม่ใช่หรืออุตส่าห์ได้นอนบนเตียงโอ่อ่าแบบนี้แล้วน่ะ” เหวยเหนียงอยากนอนบนเตียงนุ่มๆมาก
“แต่ข้ากลัวเ้าล่วงเกินข้านี่”ซูเยี่ยนกล่าวไปเช่นนั้นเอง ความจริงแล้วเขาเองก็ชอบ
“ข้าขอโทษที่เมื่อคืนข้านอนกอดเ้าทั้งคืนคืนนี้พวกเราก็เอาหมอนข้างมาวางกางกั้นสิดีมั้ย” เหวยเหนียงกล่าว
“ก็ได้ แล้วเ้าอย่ากรนล่ะ”ซูเยี่ยนกล่าว
“พวกเราหลับทั้งคู่ถึงกรนดังก็ไม่รู้เื่หรอก” เหวยเหนียงกล่าว
ซูเยี่ยนก็เลยเข้าไปนอนข้างในสุดแล้วเอาหมอนข้างมาวางกางกั้นไว้ระหว่างที่นอนหันหลังให้เหวยเนียง เขาก็นึกไปถึงตอนที่นอนบนกลางท้องทุ่งกับฮูหยินในตอนนั้นเขาตื่นก่อนเหวยเหนียง และรีบจัดท่าทางให้ฮูหยินเป็ฝ่ายนอนกอดเขาเสียเองพอตื่นขึ้นมาก็แกล้งกล่าวโทษนาง เพื่อไม่ให้นางล่วงรู้ว่าความจริงแล้วเขาต่างหากที่เป็ฝ่ายนอนกอดหญิงสาวทั้งคืน
“ท่านแม่เฒ่าบอกว่าพ่อบ้านจะมาถึงวันพรุ่งนี้ตอนเช้า พวกเราต้องเตรียมตัวกลับบ้านได้แล้วนะ” เหวยเหนียงกล่าวทั้งๆ ที่นอนหันหลังให้ฝ่ายชาย
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าคิดถึงบ้าน”ซูเยี่ยนนอนหันหลังคุยกับฮูหยินเช่นกัน
“ว่าแต่เมื่อคืนทำไมข้าถึงนอนกอดเ้าได้ล่ะ ถ้าข้าจำไม่ผิดข้าให้เ้านอนหนุนตักข้าไม่ใช่หรือ” เหวยเหนียงทบทวนความทรงจำ
“เ้าคงละเมอกระมังเ้าเห็นข้าหลับบนตักเ้า เ้าก็เลยจับให้ข้าไปนอนดีๆ และถือโอกาสนอนกอดข้า”ซูเยี่ยนกล่าวอ้าง
“คงเป็เช่นนั้นล่ะมั้ง” เหวยเหนียงคิดไม่ออกก็เลยเลิกคิด
และแล้วพอเช้าวันรุ่งขึ้น
“เ้าไปนอนข้างล่างทำไมล่ะ”ซูเยี่ยนตื่นมาก็เห็นฮูหยินไปนอนบนพื้นเช่นเคย
“ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเตียงมันแคบเกินไป” เหวยเหนียงกล่าวโดยไม่สบตา
“เตียงกว้างสำหรับสามคนนอนได้เลยนะเ้ายังบอกว่าแคบอีกงั้นหรือ” ซูเยี่ยนแย้ง
“ข้าไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนก็แล้วกันเ้านอนเถิด เดี๋ยวข้าปลุก” เหวยเหนียงพูดตัดบท
ระหว่างที่เหวยเหนียงแช่ตัวอาบน้ำอยู่นั้นนางก็คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นางได้ฝันว่านางกำลังจูบกับซูเยี่ยนแต่นึกไม่ถึงว่าเมื่อนางตื่นขึ้นมานางกลับคร่อมตัวฝ่ายชายและเป็ฝ่ายไปจูบเขาตอนหลับเสียเองโชคดีที่ซูเยี่ยนยังไม่ตื่น นางคิดไปก็อายตัวเอง
“เหวยเหนียงเ้าอาบน้ำเสร็จหรือยัง เด็กรับใช้มาแจ้งว่าท่านพ่อบ้านมาถึงที่นี่แล้วนะ” ซูเยี่ยนะโบอก
“เดี๋ยวนะข้าใกล้อาบน้ำเสร็จแล้ว” เหวยเหนียงะโกลับ
เหวยเหนียงก็เลยรีบแต่งตัวแล้วเป็ฝ่ายนั่งรอซูเยี่ยนอาบน้ำแต่งตัวบ้าง
******************************
ท่านแม่เฒ่าและเจียงลู่ไปส่งหมอดูสาวและสามีที่หน้าประตู
“เมื่อคืนฝันดีมั้ย” ท่านแม่เฒ่าทัก
พอเหวยเหนียงนึกถึงฉากในฝันที่นางไปจูบกับซูเยี่ยนนางก็เลยพูดตะกุกตะกักอย่างมีพิรุธ “เอ่อ ฝันหรือเ้าคะ”
“ทำไมหน้าแดงเช่นนั้นล่ะ”ท่านแม่เฒ่าทักอีก
“ข้าคงไม่สบายเลยจดจำฝันไม่ได้เ้าคะ” เหวยเหนียงกล่าวอ้าง
“ให้หมอตรวจก่อนดีมั้ย” ท่านแม่เฒ่าแนะนำ
“ไม่เป็ไรเ้าคะ ข้าทานยาแล้วตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ” เหวยเหนียงจำต้องโกหก
“อ่ะนี่ ปอเปี๊ยะสดพวกเ้าเอาไว้กินระหว่างทางเถิด” ท่านเจียงลู่มอบห่ออาหารให้ซูเยี่ยนถือไว้
“ขอบคุณมากขอรับ” ซูเยี่ยนรับมาอย่างยินดี
“ส่วนนี่ คือค่าชุดบัณฑิตนะ”เจียงลู่มอบห่ออัฐให้เหวยเหนียง
“ทำไมถึงให้อัฐมาเกินล่ะเ้าคะ”เหวยเหนียงนับจำนวนอัฐก็พบว่ามูลค่ามันเกินค่าตัดชุด
“ส่วนเกินคือค่าดูดวงของเ้าก็แล้วกันรับไว้เถิดนะท่านหมอดู” เจียงลู่กล่าว
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เหวยเหนียงเก็บห่ออัฐไว้เป็อย่างดี นางกะว่าจะมอบอัฐทั้งหมดให้แม่สามี
“เดินทางปลอดภัยนะมีอะไรให้ช่วยบอกข้าได้ทุกเมื่อ” เจียงลู่กล่าว
“เ้าค่ะ” เหวยเหนียงจึงขึ้นรถม้าตามซูเยี่ยน
โดยแม่เฒ่าได้จ้างชายหนุ่มให้มาคอยบังคับรถม้ากลับเมืองหลวงให้สองสามีภรรยานั่งอย่างสบายๆ
“ปอเปี๊ยะสดกับน้ำจิ้มอร่อยจริงๆเ้าไม่ทานด้วยกันหรือเหวยเหนียง” ซูเยี่ยนนั่งกินปอเปี๊ยะสดอย่างเอร็ดอร่อย
“ข้าไม่หิว เ้าทานเถิด” พอเหวยเหนียงมองไปที่ปากของซูเยี่ยน นางก็นึกถึงฉากหวานนั่นอีกนางจึงหันหน้าไปทางอื่น
“เ้าทำนายฝันได้มั้ยข้าฝันว่ามีผึ้งมาต่อยปากข้าด้วย” ซูเยี่ยนกล่าว
“เ้าจะได้กินของอร่อยๆ ไงล่ะ”เหวยเหนียงกล่าวไปเช่นนั้นเอง มันไม่ใช่คำทำนายฝัน
“นี่น่ะหรือคือคำทำนาย” ซูเยี่ยนไม่เชื่อ
“เอาน่าเ้าก็ได้กินของอร่อยแล้วนี่” เหวยเหนียงชี้ไปที่ปอเปี๊ยะสดที่ซูเยี่ยนถืออยู่
“เ้าคงไม่ได้แอบล่วงเกินข้าใช่มั้ย”ซูเยี่ยนกล่าว
“เตียงกว้างซะขนาดนั้นข้าคงไม่กลิ้งไปหาเ้าหรอก” เหวยเหนียงกล่าวอ้าง ทั้งๆที่นางก็กลิ้งไปหาเขาจริงๆ
“นั่นสิตื่นเช้ามาเ้าก็ลงไปนอนบนพื้นเสียแล้ว” ซูเยี่ยนกล่าว
“ใกล้ถึงโรงเตี๊ยมแล้วนะขอรับคืนนี้พวกเราไปพักที่นั่นก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นค่อยเดินทางต่อ” ชายผู้รับจ้างขี่ม้าให้แนะนำ
“ก็ดีเหมือนกันเ้าจะได้พักเหนื่อยด้วย” เหวยเหนียงเห็นด้วย
เหวยเหนียงก็เลยไปเช่าห้องพักกันคนละห้องกับชายหนุ่มผู้ขี่ม้า
“ทำไมวันนี้พวกเราไม่นอนบนเตียงเดียวกันอีกล่ะ”ซูเยี่ยนสงสัย
“วันนี้เตียงมันแคบมากและข้าเองคงชินกับการนอนบนพื้นแล้ว เ้านอนบนเตียงไปเถิด” เหวยเหนียงกล่าวโดยไม่สบตา
“ข้าไม่เกรงใจนะ” ซูเยี่ยนรีบยึดเตียงทันที
“คืนนี้ขอให้เ้าฝันว่าได้กินน้ำผึ้งก็แล้วกัน”เหวยเหนียงแอบแซวหลังจากที่ชายหนุ่มเคยเล่าให้ฟังว่าเขาฝันว่าโดนผึ้งต่อยปาก
“ข้าคงไม่ฝันต่อเนื่องกันหรอก”ซูเยี่ยนกล่าว
ซูเยี่ยนนอนพลิกตัวตะแคงหันหลังให้ส่วนเหวยเหนียงก็หลับเป็ตายเพราะเดินทางมาไกล
ซูเยี่ยนรอจนได้ยินเสียงกรนของหญิงสาวก็เลยหันมาดูนางเขานึกไปถึงฉากจูบอันแสนหวานเมื่อคืนก่อนเขาจดจำ่เวลานั้นได้ดีที่เหวยเหนียงกลิ้งตัวมาหาเขา และจูบกับเขาเสียดื้อๆในตอนนั้นเขารู้สึกเคลิบเคลิ้ม จนกระทั่งเหวยเหนียงรู้สึกตัวตื่นเขาก็เลยแกล้งหลับทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ในตอนนั้นเขารู้ดีว่าเหวยเหนียงรู้สึกอายมากแค่ไหนนางถึงขั้นย้ายลงไปนอนบนพื้นกันเลยทีเดียว
******************************
ในตอนนี้ติงเหมยอยู่ในฐานะเป็คู่หมั้นของเจียงเล่ยแล้วทำให้เพื่อนๆ ทุกคนยกเว้นหุ่ยซาต่างพากันให้เกียรตินางมากขึ้น
“เ้านัดข้ามาพบ มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ”ติงเหมยสงสัย
“แหมพูดจาซะเหินห่างเชียวนะพวกเราเป็อะไรกัน เ้าเองก็รู้ดีนี่ แล้วเป็ไงเ้าหลอกเอาอัฐมาจากเจียงเล่ยมาได้เท่าไหร่แล้ว” หุ่ยซาแกล้งพูดให้เจียงเล่ยที่แอบดูอยู่ได้ยิน
“เ้าพูดบ้าอะไรน่ะหุ่ยซาข้าไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเ้า พวกเราไม่ถูกกันเ้าไม่ชอบขี้หน้าข้าและชอบแกล้งข้ามาโดยตลอดไม่ใช่หรือ” ติงเหมยไม่เข้าใจ
“ใครบอกล่ะเ้าให้ข้าแสดงละครว่ารังเกียจเ้าเพื่อปกปิดว่าพวกเราเป็คนรักกันไงล่ะเ้าจำไม่ได้อย่างนั้นหรือ” หุ่ยซากล่าว
“เ้า้าอะไรกันแน่น่ะหุ่ยซา”ติงเหมยกล่าว
หุ่ยซาเดินเข้าไปหวังจะกอดติงเหมยแต่นางรีบถอยหลังหนี
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะหุ่ยซา”ติงเหมยกล่าว
“เป็ความจริงอย่างนั้นหรือติงเหมยเ้ารวมหัวกับหุ่ยซาเพื่อหลอกลวงข้า” เจียงเล่ยทนดูไม่ได้อีกต่อไปเขาจึงยอมปรากฏตัว
“ฟังข้าพูดก่อนนะเจียงเล่ยข้าไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับหุ่ยซามาก่อน มีแต่หุ่ยซาเท่านั้นที่ชอบแกล้งข้าน่ะ”ติงเหมยพยายามอธิบาย
“ข้าขอติงเหมยคืนเถิดนะ” หุ่ยซาแกล้งพูด
“เอาไปสิในเมื่อนางไม่เคยรักข้าเลยนี่” เจียงเล่ยกล่าวด้วยความน้อยใจ
“ข้าไม่ใช่สิ่งของที่จะไปยกให้คนอื่นได้ง่ายๆเช่นนี้ เ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไรกันเจียงเล่ย และที่ผ่านมามันคืออะไรพวกเราไม่ได้รักกันอย่างนั้นหรือ” ติงเหมยรู้สึกเ็ปใจอย่างบอกไม่ถูก
เจียงเล่ยหูเบาหลงเชื่อหุ่ยซาเขาเดินจากไปด้วยความรู้สึกใจสลาย
“สมใจเ้าแล้วใช่มั้ยหุ่ยซาพวกเรามีความแค้นอะไรกัน ทำไมเ้าถึงแกล้งข้าไม่เลิกเช่นนี้” ติงเหมยไม่เข้าใจ
“ข้าถูกใจเ้าถ้าข้าไม่ได้ตัวเ้า คนอื่นก็อย่าหวัง” หุ่ยซากล่าว
“นี่คือการแสดงความรักของเ้าอย่างนั้นหรือหุ่ยซา” ติงเหมยสงสัย
“ข้าเกลียดยาจกอย่างพวกเ้า จนแล้วยังมีโอกาสมาเรียนเทียบเท่าคนชนชั้นอย่างพวกเราไม่เพียงเท่านั้นเ้ายังเป็หนูตกถังข้าวสารได้เป็ถึงคู่หมั้นตระกูลเศรษฐีอีก”หุ่ยซาเผยธาตุแท้ เขาไม่ได้รักติงเหมยแต่ทำเพียงเพื่อกำจัดคนที่เกลียดขี้หน้าเท่านั้น
“สรุปง่ายๆ คือเ้าอิจฉาข้าอย่างนั้นหรือ” ติงเหมยเริ่มเข้าใจ
“ใครอิจฉาเ้าไม่ทราบ” หุ่ยซาร้อนตัว
“ฟังนะหุ่ยซาเมื่อพวกเราอยู่ในเรือนบัณฑิตด้วยกันแล้วพวกเราควรใช้สติปัญญาใคร่ครวญพิจารณาตามหลักเหตุผลให้สมกับเป็บัณฑิตอย่าตัดสินคนด้วยความรวยความจน เพราะสิ่งเ่าั้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาคนรวยที่ผลาญสมบัติไม่ทำมาหากินก็กลายเป็ยาจกได้ในขณะที่คนจนที่ใช้สติปัญญาทำมาหาเลี้ยงชีพก็กลายเป็มหาเศรษฐีได้เช่นกัน” ติงเหมยเตือน
“อย่ามาสั่งสอนข้า” หุ่ยซาไม่พอใจ
“ไม่ต้องมาเชื่อข้าจงเชื่อฟังอาจารย์ที่คอยอบรมสั่งสอนเ้าเถิด ข้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัว” ติงเหมยหมดคำจะพูด
ั้แ่นั้นมาเจียงเล่ยกับติงเหมยก็ไม่ยอมพูดคุยกันอีก
และในขณะเดียวกันเพื่อนๆ บัณฑิตต่างเข้าข้างติงเหมยพวกเขารู้ดีว่าหุ่ยซาชอบแกล้งติงเหมยดังนั้นพวกเขาจึงเลิกคบหุ่ยซาและกลุ่มเพื่อนของเขาอีกสามคนและทิ้งให้กลุ่มของเขาแปลกแยกอยู่อย่างนั้น
เจียงเล่ยรู้สึกเ็ปใจยามเมื่อเห็นคู่หมั้นของเขาไปไหนมาไหนกับเพื่อนคนอื่นเขาก็เลยเดินไปริมลำธารเพื่อไปสงบสติอารมณ์
เจียงเล่ยนึกไปถึงหมอดูเหวยเหนียงที่นางได้มอบโพยกระดาษให้และเขียนคำว่า “เชื่อใจ”
เขาคิดในใจว่า “หรือว่าท่านหมอดูจะให้ข้าเชื่อใจติงเหมยกันแน่”
สักพักเจียงเล่ยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็เลยรีบหลบอยู่หลังพุ่มไม้
“สมใจเ้าแล้วนะหุ่ยซาตอนนี้เจียงเล่ยและติงเหมยได้แตกคอกันแล้ว” เพื่อนสนิทของหุ่ยซากล่าว
“ข้ากำจัดมารหัวใจน้องสาวข้าได้เสียทีอีกหน่อยข้าค่อยบอกให้หุ่ยเซียงไปคอยดามหัวใจเจียงเล่ย” หุ่ยซากล่าว
“เ้าทำแบบนี้ทำไมน่ะหุ่ยซาข้านึกไม่ถึงเลยว่าเ้าจะเป็คนเช่นนี้” เจียงเล่ยปรากฏตัว
“ติงเหมยเป็เพียงยาจกนะนางไม่เหมาะสมกับเ้าหรอกเจียงเล่ย ผิดกับน้องสาวข้าตระกูลข้ากับเ้าต่างมีฐานะเท่าเทียมกัน เ้าเลือกน้องสาวข้าดีกว่าน่า” หุ่ยซากล่าว
“ข้ารักคนที่ความดีหาใช่ทรัพย์สมบัติไม่ และเ้าเองก็แอบหลงรักติงเหมยไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่กันท่าข้าหรอกหุ่ยซา” เจียงเล่ยมองออก
“เ้าเอาอะไรมาพูดข้าจะรักยาจกอย่างนางได้อย่างไรกัน” หุ่ยซาไม่ยอมรับ
“อย่าปากแข็งเลยหุ่ยซาเ้าเอาเื่กลั่นแกล้งมาอ้าง ความจริงคือเ้าอยากอยู่ใกล้ชิดติงเหมยต่างหากล่ะ”เจียงเล่ยกล่าวอย่างรู้ทัน
“ไม่จริง” หุ่ยซารีบปฏิเสธ
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าแย่งติงเหมยไปจากข้าหรอก”เจียงเล่ยกล่าว
“ตามใจก็แล้วกันอยากใฝ่ต่ำเลือกนางก็เชิญ” หุ่ยซาเดินหนีไปทันที
เจียงเล่ยรีบวิ่งไปหาติงเหมยที่ตอนนี้กำลังอ่านบทกลอนที่ตนประพันธ์ขึ้นเองให้อาจารย์ฟัง
“มีอะไรอย่างนั้นหรือเจียงเล่ย”ท่านอาจารย์สงสัยเมื่อเห็นฝ่ายชายมุ่งหน้ามาหาติงเหมย
“ข้าอยากขอโทษติงเหมยขอรับ”เจียงเล่ยกล่าว
“ขอโทษด้วยเื่อะไร” ท่านอาจารย์อยากรู้
“ข้าผิดที่ไม่ยอมเชื่อใจนางข้าขอโทษที่หลงเชื่อว่านางกับหุ่ยซาร่วมมือกันหลอกลวงข้า ความจริงนั้นนางรักข้าไม่เคยทรยศข้าเลยสักครั้ง” เจียงเล่ยกล่าว
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย”ติงเหมยยังคงปากแข็ง
“ในเวลานี้เ้าไม่ควรปากแข็งนะติงเหมยกว่าคนเราจะรักและเข้าใจกันมันเป็เื่ยาก หากรักกันแล้วก็ควรรักษาความรักให้ดีอย่าปล่อยให้ความรักสลายไปเพียงเพราะความโกรธความน้อยใจเลยนะ” ท่านอาจารย์เตือน
“เ้าค่ะท่านอาจารย์” ติงเหมยกล่าว
“พวกเ้าปรับความเข้าใจกันเถอะข้าจะไปอ่านตำราก่อน หากเ้าพร้อมส่งบทกลอนเมื่อไหร่ค่อยไปพบข้าที่ห้องตำราก็แล้วกัน” ท่านอาจารย์กล่าว
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอาจารย์”ติงเหมยทำท่าคารวะท่านอาจารย์
เจียงเล่ยคุกเข่าต่อหน้าติงเหมย
“เ้าทำอะไรน่ะลุกขึ้นเดี๋ยวนี้นะ” ติงเหมยใ
“ยกโทษให้ข้าก่อน ข้าถึงจะยอมลุก”เจียงเล่ยกล่าว
“ข้าไม่เคยโกรธเ้าข้าจะยกโทษให้เ้าได้อย่างไรกัน” ติงเหมยยอมพูดดีๆ
“ข้าขอโทษนะติงเหมยความเชื่อใจเป็สิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตร่วมกัน” เจียงเล่ยเข้าใจที่หมอดูพยายามสื่อ
“หุ่ยซาเป็เพื่อนสนิทเ้า เ้าเชื่อเขาก็ไม่แปลก”ติงเหมยเข้าใจ
“อภัยให้ข้าแล้วใช่มั้ย” เจียงเล่ยรู้สึกดีใจที่ฝ่ายหญิงยอมพูดจากับเขาดีๆ
ติงเหมยประคองเจียงเล่ยให้ลุกขึ้นและหอมแก้มฝ่ายชายด้วยความเขิน “แบบนี้พอใจแล้วหรือยัง”
“ให้ข้าหอมแก้มบ้างสิ” เจียงเล่ยกล่าว
ติงเหมยก็เลยยอมอยู่นิ่งๆ ให้ฝ่ายชายหอมแก้ม
เพื่อนๆที่แอบหลบอยู่ก็เลยเดินออกมาตบมือแสดงความยินดี
“นี่พวกเ้าแอบดูข้าอย่างนั้นหรือ”ติงเหมยใ
“พวกข้าเป็พยานรักของพวกเ้านะจะบอกให้”เพื่อนๆ กล่าว
สักพักหุ่ยซาก็เดินเข้ามาหาคนทั้งคู่
เจียงเล่ยรีบเอาตัวไปบังหญิงในดวงใจไว้ เพราะกลัวเขาจะทำร้ายนาง
หุ่ยซาจึงยื่นจดหมายให้
“นี่คืออะไรจดหมายบอกรักอย่างนั้นหรือ” เจียงเล่ยไม่เข้าใจ
“บ้าสิ มันคือสัญญาสงบศึกต่างหากต่อไปข้าจะไม่แกล้งติงเหมยและเพื่อนยาจกอีก” หุ่ยซาอธิบาย
“เ้าคิดได้แล้วอย่างนั้นหรือ”ติงเหมยสงสัย
หุ่ยซาพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าขอโทษท่านอาจารย์ได้เรียกข้าไปอบรมเรียบร้อยแล้ว”
“เ้าคิดได้ข้าก็ดีใจ” ติงเหมยไม่ถือโทษโกรธเคืองใดๆ
“ต่อไปพวกเราจะได้สามัคคีปรองดองกันเสียที”เพื่อนคนหนึ่งกล่าว
เพื่อนหนุ่มยาจกก็เลยถือโอกาสเดินเข้าไปกอดคอหุ่ยซาจนเขาใ
“ยังรังเกียจพวกเราอยู่อย่างนั้นหรือ”เพื่อนยาจกทัก
“ข้าขอเวลาค่อยๆปรับตัวก็แล้วกัน ครอบครัวข้าสั่งสอนให้ข้ากลายเป็คนดูถูกผู้ที่ด้อยกว่า ต่อไปข้าจะไม่ดูถูกดูิ่คนยากคนจนอีกและจะรู้จักให้เกียรติบุคคลอื่นให้สมกับเป็บัณฑิตของที่นี่” หุ่ยซากล่าว
“ไป พวกเราไปทานอาหารดีกว่าวันนี้ท่านอาจารย์สั่งติ่มซำมาเลี้ยงพวกเราด้วย” เพื่อนคนหนึ่งชวน
“ไปกินกันเถอะ เพื่อนๆ ” หุ่ยซายิ้มที่ทุกคนให้อภัยเขา และเลิกคว่ำบาตรเขาเสียที
และแล้วบัณฑิตในเรือนบัณฑิตก็เข้าใจถึงเื่มิตรภาพที่มันยิ่งใหญ่มากกว่าฐานะพวกเขาอยู่ร่วมกันอย่างคนที่มีปัญญาใฝ่หาความรู้โดยยึดถือเื่คุณธรรมมาใช้เป็หลักในการดำเนินชีวิตคอยยกย่องให้เกียรติคนทุกคนอย่างเสมอภาค รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาก็จะไม่ใช้เื่คุณวุฒิและฐานะยศศักดิ์มาด้อยค่าใครอีก