บทที่ 18 ที่แท้คนบ้านนอกก็คือข้านี่เอง
ชาวนาไม่กี่คนนั้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ไท่จื่อบ้าบออะไรกัน เหตุใดเ้าไม่บอกว่าต้าหวางเสด็จมาด้วยพระองค์เองเลยเล่า คุยโวไม่เสียภาษีเสียด้วย ไม่ว่าใครจะมาในอำเภอฉู่หยาง พวกข้าก็ยอมรับเพียงท่านฉู่หยางจวินเท่านั้น!"
"รีบบอกชื่อและจำนวนคนมาซะ มิฉะนั้นจะถือว่าพวกเ้าเป็โจรเสาหู แล้วจัดการให้สิ้นซากไปพร้อมกันเลย!" เหล่าทหารอาสาเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ
สยงอู่เหลียงในยามนี้มีชื่อเสียงในดินแดนศักดินาพุ่งสูงเสียดฟ้าไม่ด้อยกว่าสยงเวยผู้เป็บิดาเลย ในสายตาของชาวนาเหล่านี้ เขาคือเ้านายที่ดีซึ่งควรค่าแก่การสู้ตายเพื่อปกป้อง
หวงเซียโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง "ตามกฎหมายแคว้นฉู่ สามัญชนผู้ล่วงเกินรถม้าของชนชั้นสูงต้องโทษปะา! หัวหน้าทหารองครักษ์ เ้ายังรออะไรอยู่อีก?"
ทว่าทหารอาสาเ่าั้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันแต่ละคนกลับมีสีหน้ายินดี หน้าไม้แบบถือในมือถูกยกขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจนัก
อยากก่อเื่งั้นหรือ? ดีเลย! หัวของพวกโจรเสาหูมีค่าตัวสูงลิ่ว!
คราวก่อนที่หมู่บ้านเกษตรกรรมทางทิศตะวันตกฆ่าโจรเสาหูไปได้ร้อยกว่าคน ก็ได้รับรางวัลก้อนโตจากท่านเ้าเมือง และเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญที่เป็ผู้นำกลุ่มก็ถูกจงหัวรับเข้าเป็ทหารติดตามของเ้าเมืองฉู่หยาง ั้แ่นั้นมาก็ได้ใช้ชีวิตที่มีสวัสดิการมั่นคง
น่าเสียดายที่่หลังมานี้พวกโจรเสาหูเริ่มหวาดกลัวจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ทหารอาสาที่กระหายรางวัลเหล่านี้ทำได้เพียงกำหมัดรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ หากคนตรงหน้ามีท่าทีจะใช้กำลัง ทหารอาสาเหล่านี้ก็ไม่รังเกียจที่จะฆ่าคนดีเพื่อสร้างผลงาน เพราะอย่างไรใครก็อย่าหวังจะมาก่อเื่ในดินแดนศักดินาของท่านเ้าเมืองเด็ดขาด!
หมี่เหิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะชะโงกหน้าออกมาจากรถม้า "อย่าก่อเื่ ทำตามที่พวกเขาบอกเถิด"
หากเป็ปกติด้วยนิสัยมุทะลุของรัชทายาทหมี่เหิง เขาต้องะเิโทสะใส่สามัญชนที่พูดจาสามหาวเหล่านี้อย่างแน่นอน แต่ยามนี้อยู่ในเขตของสยงอู่เหลียง หมี่เหิงและสยงอู่เหลียงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก อย่างไรก็ต้องให้เกียรติลูกพี่ลูกน้องผู้นี้บ้าง อีกทั้งตอนนี้หมี่เหิงกำลังอารมณ์ดีมากจริง ๆ
เมื่อเห็นรัชทายาทออกคำสั่งทุกคนจึงไม่ก่อเื่อีก และยอมลงทะเบียนเข้าเมืองอย่างว่าง่าย ทหารอาสาที่เป็หัวหน้าถอนหายใจอย่างโล่งอก วางหน้าไม้แบบถือในมือลงแล้วกำชับด้วยความหวังดีว่า
"อำเภอฉู่หยางไม่เหมือนที่อื่น ห้ามใช้กำลังโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะรุนแรงนัก!"
หลายเดือนมานี้มีจอมยุทธ์และคนพาลเดินทางมาที่นี่จำนวนไม่น้อย และถูกทหารอาสาจับตัวส่งไปยังโรงงานเพื่อดัดสันดานด้วยแรงงานทั้งหมด ถือได้ว่าได้สร้างคุณูปการที่ไม่อาจลบเลือนให้แก่ความรุ่งเรืองทางอุตสาหกรรมของอำเภอฉู่หยางไปโดยปริยาย
หลังจากคณะเดินทางลงทะเบียนภายใต้การควบคุมของทหารอาสาแล้วก็ออกเดินทางต่อ
รัชทายาทหมี่เหิงอารมณ์ดีมาก เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า "หวงเซีย เมื่อครู่เ้ายังบอกว่าอำเภอฉู่หยางต้องถูกน้องข้าปกครองจนวุ่นวายยุ่งเหยิงแน่ ๆ แต่เพียงถนนดินอัดที่ราบเรียบเมื่อครู่ แม้แต่ถนนนอกเมืองอิ่งโตวก็ยังเทียบไม่ได้เลย เ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?"
หวงเซียได้ยินดังนั้นสีหน้าก็มืดมนลงทันที เขาอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ก่อนจะดื้อรั้นกล่าวตอบว่า "ต่อให้ถนนนี้จะสร้างได้ดีเลิศเพียงใดก็เป็เพียงการสร้างภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น การปกครองดินแดนท้ายที่สุดต้องดูว่าชีวิตความเป็อยู่ของสามัญชนเป็อย่างไร"
"สร้างถนนดินอัดมากมายเพียงนี้ต้องผลาญภาษีและหยาดเหงื่อของราษฎรไปเท่าใดกัน? เอาเงินเืเนื้อและหยาดเหงื่อของสามัญชนมาทุ่มกับเื่เปลือกนอกเช่นนี้ สยงอู่เหลียงสมกับเป็คุณชายไม่เอาถ่านจริง ๆ"
"ไท่จื่อเห็นเพียงถนนดินอัดที่ราบเรียบและแข็งแรง แต่หารู้ไม่ว่าเื้ัมีราษฎรต้องหลั่งเืและน้ำตาเพื่อสิ่งนี้เท่าใด?" หวงเซียกล่าวโจมตีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หมี่เหิงได้ยินแล้วรู้สึกขบขันเป็อย่างยิ่ง "พูดแบบนี้แสดงว่าถนนนี้สร้างผิดงั้นหรือ?"
"แน่นอน!" หวงเซียรู้สึกว่าตรรกะของตนถูกต้อง น้ำเสียงจึงกลายเป็เด็ดขาดขึ้นมาทันที
"ในฐานะเ้าเมืองกลับไม่คิดหาวิธีควบคุมการเพาะปลูกและส่งเสริมการเกษตร แต่กลับเกณฑ์สามัญชนมาสร้างถนนดินอัดที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ อำเภอฉู่หยางยามนี้ย่อมต้องมีเสียงตัดพ้อจากราษฎรดังระงม! ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสเป็แน่!"
สิ้นคำพูดของหวงเซีย หัวหน้าองครักษ์ก็เลิกม่านรถม้าขึ้นอย่างนอบน้อมด้วยสีหน้ายินดีเป็ล้นพ้น เขาประคองสิ่งของในมือราวกับเป็สมบัติล้ำค่า แล้วยื่นถวายแด่รัชทายาทด้วยสองมือทันที!
"เชิญไท่จื่อทอดพระเนตร อำเภอฉู่หยางมีผลผลิตอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ่งที่อยู่ในมือหัวหน้าทหารองครักษ์คือรวงข้าวที่เพิ่งหักมาจากข้างทาง รวงข้าวนั้นใหญ่โตมโหฬารจนเป็สิ่งที่หมี่เหิงไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต!
"รวงข้าวใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ!" หมี่เหิงอุทานด้วยความใ
หัวหน้าองครักษ์กล่าวอย่างตื่นเต้น "ทูลไท่จื่อ รวงข้าวทั่วขุนเขาและทุ่งนาล้วนมีขนาดเท่านี้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ! น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!"
เพียงแค่ต้นฤดูใบไม้ร่วงรวงข้าวก็ใหญ่โตเพียงนี้ หากรอจนถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงจะไม่ยิ่งเกินจริงไปหน่อยหรือ? ใบหน้าของหมี่เหิงเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เขาเอื้อมมือเด็ดเมล็ดข้าวไม่กี่เมล็ดใส่ปากแล้วเคี้ยวอย่างละเอียด
เมื่อเคี้ยวเปลือกข้าวแตกออก ความหวานสดชื่นของข้าวก็อบอวลอยู่ในปากพร้อมกับรสหวานจาง ๆ ที่ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
"ดี! ดีมาก! สมกับเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้า!" หมี่เหิงหัวเราะเสียงดังลั่นรถม้าอยู่สองครา "หวงเซีย เมื่อครู่เ้ายังบอกว่าเ้าเมืองฉู่หยางไม่คิดส่งเสริมการเกษตร ยามนี้เ้ายังมีคำใดจะกล่าวอีก?"
หวงเซียถึงกับอึ้งตาค้างไปทันที ในใจคิดว่าอ้าว... โดนตบหน้าหงายได้รวดเร็วเพียงนี้เลยหรือ!
เหล่าชาวนาที่กำลังทำงานอยู่สองข้างทางเห็นหัวหน้าทหารองครักษ์หักรวงข้าวในนาไป เดิมทีตั้งใจจะเข้าไปะโห้ามปราบ แต่พริบตาเดียวก็เห็นหมี่เหิงนำเมล็ดข้าวเข้าปาก จึงพากันหยุดชะงักลงด้วยสีหน้าปั้นยาก
เอ่อ... พวกเราใส่ปุ๋ยขี้สัตว์ลงไปทุกวันเลยนะนั่น ช่างเป็คนที่ใจเด็ดและกล้าหาญจริง ๆ
หวงเซียยังคงดื้อรั้นและกล่าวต่อว่า "ต่อให้เพาะปลูกได้ดีเพียงใดก็แค่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่านั้น ด้วยพื้นที่เพียงอำเภอเดียว ต่อให้เก็บเกี่ยวข้าวได้มากเพียงใดจะเป็ประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง?"
"ในมุมมองของกระหม่อม พวกเราควรศึกษาตำราปราชญ์ให้มาก วางแผนการพัฒนาบ้านเมืองเพื่อแบ่งเบาภาระของต้าหวาง และสร้างความสงบสุขชั่วนิรันดร์ของแคว้นฉู่อันยิ่งใหญ่"
"ไม่ว่าจะปลูกผักดีเพียงใดหรือมีผลผลิตมากเพียงใด จะสามารถสร้างฉู่หยางให้เป็เหมือนอิ่งโตวได้หรือ? เป็เพียงความมั่งคั่งชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น การเจรจาระหว่างแคว้นและการพลิกแพลงกลยุทธ์ต่างหากถึงจะแสดงถึงความเป็บุรุษที่แท้จริง! วัน ๆ หมกมุ่นอยู่กับดินเหลือง อย่างมากก็เป็ได้แค่เศรษฐีบ้านนอก หรือพูดอีกอย่างก็คือเป็แค่คนบ้านนอกนั่นแหละ!"
หวงเซียเริ่มลนลานและร้อนรนใจจริง ๆ แล้ว ั้แ่เขามีชื่อเสียงโด่งดังเป็เด็กอัจฉริยะในอิ่งโตว ก็ไม่มีใครไม่เลื่อมใสในความรู้ความสามารถของเขาและไม่เคยพบกับความล้มเหลวเลยสักครั้ง แต่ที่ฉู่หยางแห่งนี้ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เขากลับถูกตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอารมณ์หลุดและเริ่มโจมตีตัวบุคคล
รัชทายาทหมี่เหิงเหลือบมองหวงเซียด้วยรอยยิ้มมุมปากโดยไม่พูดอะไร ในใจลอบคิดว่าข้ารู้ว่าเ้ากำลังรีบ... แต่เ้าอย่าเพิ่งรีบนักเลย อย่างไรหวงเซียก็เป็เพียงเด็กอายุสิบสองปี แม้จะมีความรู้ล้ำเลิศแต่สภาพจิตใจยังไม่เข้มแข็งและอดทนได้เหมือนผู้ใหญ่ เมื่อถูกตบหน้าติดต่อกันหลายครั้งจนอารมณ์หลุด การแสดงท่าทางฉุนเฉียวก็เป็เื่ปกติ วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะไม่แกล้งเ้าแล้วกัน
ในขณะนั้นเอง ด้านนอกรถม้ามีเสียงอุทานด้วยความใของหัวหน้าองครักษ์และเหล่าทหารดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
"นี่คือเมืองฉู่หยางหรือ?"
"ช่างยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!"
"แม้ตัวเมืองจะไม่ใหญ่ แต่กำแพงเมืองนี้ดูแล้ว... ดูเหมือนจะไม่ด้อยกว่าอิ่งโตวเท่าไรนัก"
หมี่เหิงและหวงเซียชะโงกหน้าออกไปมองพร้อมกันทันที เห็นเพียงเมืองฉู่หยางตรงหน้าที่สูงใหญ่สง่างาม ทั่วทั้งกำแพงเมืองเปล่งประกายสีเขียวอ่อน ๆ แม้จะไม่เงางามเหมือนหินสีเขียวที่ใช้สร้างกำแพงเมืองอิ่งโตว แต่เนื้อวัสดุดูแข็งแกร่งราวกับหินผาไม่มีผิดเพี้ยน นี่คือเมืองฉู่หยางที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เรียบร้อยแล้ว!
จะว่าไปั้แ่สยงอู่เหลียงทราบว่าโจรเสาหูมีกำลังพลนับพันเขาก็นอนไม่หลับเลยสักคืน เพราะรู้สึกหวาดระแวงเสมอว่าเมืองดินผุ ๆ ของตนจะถูกโจรเสาหูบุกตีแตกได้ทุกเมื่อ หลังจากผ่านคืนที่นอนไม่หลับไปหลายคืนจนสุขภาพจิตย่ำแย่ เขาก็สั่งซื้ออิฐดินเผาจำนวนมหาศาลจากโรงงานทันที
ภายใต้การควบคุมการก่อสร้างอย่างเข้มงวดของจงหัว ตอนนี้เมืองฉู่หยางจึงถูกสร้างขึ้นจากอิฐดินเผาที่แข็งแกร่งแ่าทั้งเมือง หากพูดถึงความแข็งแกร่งก็ไม่ด้อยกว่าเมืองป้อมปราการชั้นนำแห่งใดเลย!
หมี่เหิงถึงกับข่มกลั้นอารมณ์ไม่อยู่และอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้พบกับลูกพี่ลูกน้องผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในอิ่งโตวผู้นั้นแล้ว เขาอยากจะกระชากคอเสื้อมาถามเหลือเกินว่าสิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างไร!
เมื่อได้สติ หมี่เหิงเหลือบมองหวงเซียที่กำลังยืนตกตะลึงตาค้างอยู่เช่นกัน มุมปากของรัชทายาทจึงปรากฏรอยยิ้มขบขันจาง ๆ เมื่อครู่เ้ายังบอกว่าสยงอู่เหลียงไม่มีทางสร้างฉู่หยางให้เป็เหมือนอิ่งโตวได้ อ้าว... ช่างตลกเกินไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะหมี่เหิงคำนึงถึงกิริยาของรัชทายาทและไม่อยากกระตุ้นเด็กอัจฉริยะมากเกินไป เขาคงกุมท้องหัวเราะด้วยความสะใจนานแล้ว!
คราวนี้หวงเซียอึ้งไปจริง ๆ จนพูดไม่ออก ในใจลอบครางออกมาด้วยความอับอายว่า อ้าว... ที่แท้คนบ้านนอกก็คือข้านี่เอง...