หลังเจ้าใหญ่กับเจ้าสองถูกลงโทษ หลิ่วฮั่นชิงก็ส่งสัญญาณให้คนทั้งหมดออกจากเรือนของเขา และก่อนจากไป หลิ่วฮั่นชิงยังมอบป้ายหยกอีกแผ่นหนึ่งให้หลิ่วเทียนฉีเป็นการชดเชยต่อหน้าทุกคน
เจ้าใหญ่หลิ่วเจียงได้ภรรยากับบุตรสาวตนประคองหน้าดำออกจากเรือนของบิดาไปคนแรก
ซูหงได้หลิ่วซื้อประคองไล่ตามหลิ่วเหอสองพ่อลูกไป จากนั้นคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลิ่วเหอทันที
“ท่านแม่!” หลิ่วซือเห็นซูหงทำเช่นนั้นก็ส่งเสียงอุทานตกใจ
“ภรรยา นี่เจ้าทำอะไร?” หลิ่วไห่ที่เดินเข้ามามีสีหน้างุนงง
“พี่สะใภ้รอง ท่านรีบลุกขึ้นเถอะ น้องเล็กรับการคุกเข่าครั้งนี้ของท่านไม่ได้หรอก!” หลิ่วเหอมองซูหงที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างจนปัญญา ทำท่าทางให้อีกฝ่ายลุกขึ้น
“น้องสาม พี่รองของเจ้านิสัยบุ่มบ่าม ถูกหลอกใช้ง่ายดาย เจ้าเป็นน้องย่อมรู้ดีที่สุด ครั้งนี้พี่รองของเจ้าก็ถูกคนชั่วหลอกให้ทำร้ายเทียนฉี เจ้าช่วยเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับพี่รองเจ้าเลยนะ พี่สะใภ้ขอร้องล่ะ!” ซูหงพูดพลางโขกศีรษะติดกันหลายหน
“พี่สะใภ้รอง นี่ท่านทำอะไร? หลิ่วอู่ หลิ่วซือ พวกเจ้ายังไม่รีบพยุงพี่สะใภ้รองขึ้นมาอีก!” หลิ่วเหอเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจ
“ไม่ หากน้องสามไม่อภัย ข้าก็จะไม่ลุก!” ซูหงห้ามลูกสาวที่จะประคองตนอย่างจริงจัง
“นี่...” หลิ่วเหอได้ยินก็มองไปทางหลิ่วเทียนฉี
อย่างไรเรื่องนี้บุตรชายของตนก็เป็นผู้เสียหาย!
“ท่านป้ารอง ไยท่านต้องทำเช่นนี้เล่า? ตอนนี้พวกเราสองบ้านล้วนรู้ว่าถูกใครลอบทำร้าย ใครที่อยากเห็นพวกเราเข่นฆ่ากัน ตามเหตุผลพวกเราควรร่วมมือกันจัดการศัตรู พอเป็นเช่นนี้ หลานกับท่านพ่อจะโทษพวกท่านได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยเหมือนเป็นเรื่องเห็นสมควร
“เทียนฉีพูดถูก มีผู้อื่นจ่อดาบมาชิดคอพวกเราแล้ว ยามนี้ไม่ใช่เวลาเข่นฆ่ากันเอง พวกเราควรร่วมมือกัน” ซูหงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ท่านป้ารองรีบลุกขึ้นเถิด!”
“อืม เทียนฉีวางใจได้ หลังจากนี้ข้าจะดูท่านลุงรองของเจ้าไม่ให้ถูกคนชั่วหลอกใช้ หาเรื่องทำร้ายเจ้าอีกเป็นอันขาด” พูดถึงตรงนี้ ซูหงจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
“ขอรับ หวังว่าท่านป้ารองจะดูแลท่านลุงรองให้ดี แล้วก็หวังว่าหลังผ่านเรื่องครั้งนี้ พวกเราสองบ้านจะเฝ้าระวังให้กัน จัดการศัตรูด้วยกันได้”
“วางใจเถอะฉีเอ๋อร์ ป้ารองรู้ว่าควรทำอย่างไร!”
“เช่นนั้นหลานก็วางใจ! ท่านลุงรองกับท่านป้ารองรีบกลับไปรักษาบาดแผลดีกว่าขอรับ!”
“ใช่แล้ว พี่รองกับพี่สะใภ้รองรีบกลับไปรักษาบาดแผลเถอะ!”
“อืม น้องสาม ฉีเอ๋อร์ พวกเราไปนะ!”
ครอบครัวของหลิ่วไห่สี่คนมองสองพ่อลูกเล็กน้อยแล้วจากไป
“ดูไม่ออกเลยขอรับว่าท่านป้ารองจะเป็นคนร้ายกาจยิ่ง!” คิดไม่ถึงว่าคนกะโหลกหนาปัญญานิ่มอย่างหลิ่วไห่ถึงกับตบแต่งภรรยาที่ฉลาดเหนือผู้คนเช่นนี้ได้ มิน่าหลิ่วซือถึงมีหัวคิด ที่แท้ได้กรรมพันธุ์มาจากมารดานั่นเอง
“ป้ารองของเจ้าเคยเป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่ ช่างน่าเสียดายที่ตระกูลล่มจม นางถูกคนทำลายแก่นพลังทิพย์โยนเข้าหอคณิกา ลุงรองของเจ้าครั้งยังหนุ่มนิสัยเจ้าชู้ มักเตร็ดเตร่อยู่ในสถานเริงรมย์จึงได้พบกันที่นั่น ไม่เพียงไถ่ตัวป้ารองเจ้าออกมา ยังเชิญหมอเหยาช่วยรักษาชีพจรทิพย์ที่เสียหายให้อีก ทว่า ถึงรักษาชีพจรทิพย์จนหายดี แต่เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส ฝึกฝนหลายปีเท่าไรก็ยังคงอยู่ระดับฝึกปราณขั้นห้า ถึงอย่างนั้นนางก็มีชาติกำเนิดจากตระกูลใหญ่ แผนการกับเล่ห์กลล้วนเก่งกว่าลุงรองของเจ้าเป็นร้อยเท่าเชียวล่ะ”
ได้ยินคำบอกเล่าของบิดา หลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้าหลายหน “เป็นเช่นนี้เอง!”
มิน่า ท่านป้ารองผู้มีใบหน้างดงาม เยือกเย็นชาญฉลาดปานนั้นถึงปักอยู่บนกองมูลวัวกองนี้อย่างลุงรอง ที่แท้เพราะเคยได้รับความช่วยเหลือมาก่อนนี่เอง
.........
ห้าวันให้หลัง ในเรือนของหลิ่วเหอ
หลิ่วเหอนั่งอยู่ในห้องหนังสือ สอนหลิ่วเทียนฉีวาดยันต์
“ขีดนี้วาดไม่ถูก แข็งกระด้างเกินไป ต้องวาดแบบนี้ ส่วนเส้นนี้ต้องวาดให้อ่อนโยนสักหน่อย” หลิ่วเหอสอนอย่างตั้งใจทีละขีด เขาอยากเอาทุกสิ่งที่ตนทำเป็นสอนให้บุตรชายจนหมดยิ่งนัก
“ท่านพ่อ วาดเช่นนี้หรือขอรับ?” หลิ่วเหอสอนอย่างตั้งใจ หลิ่วเทียนฉีจึงเรียนอย่างตั้งใจมาก
แผ่นแรกวาดไม่ดีก็วาดแผ่นสอง แผ่นสองวาดไม่ดีก็วาดแผ่นสาม ตั้งเงื่อนไขให้ตนอย่างเคร่งครัด
“อืม ดีๆๆ เช่นนี้แหละ” หลังมองดูบุตรชายวาดไปสองแผ่นจนในที่สุดวาดแผ่นที่ตนพอใจได้ หลิ่วเหอก็พยักหน้ารับรัว
หลิ่วเทียนฉีก้มหน้า หยิบกระดาษยันต์ว่างเปล่าขึ้นมาวาดยันต์ต่อ แต่ละขีดล้วนวาดอย่างตั้งใจเป็นที่สุด
“อืม ดี แผ่นนี้วาดได้ดีกว่าเดิม!” หลิ่วเหอเห็นยันต์ที่บุตรชายวาดออกมาก็พยักหน้าหลายหนอย่างโล่งอก
“นายท่านสาม!”
ทันใดนั้น ด้านนอกประตูก็มีเสียงเรียกอันร้อนรนของหลิ่วถงดังขึ้น
“เข้ามา!” หลิ่วเหอส่งสัญญาณให้
ผู้เฒ่าหลิ่วถงติดตามตนมาหลายปี ย่อมรู้ว่ายามวาดยันต์ตนไม่ชอบถูกรบกวนมากที่สุด ดังนั้นหลิ่วเหอถึงรู้ชัด หากไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผู้เฒ่าคงไม่กล้ารบกวนเวลานี้
“นายท่านสาม เกิดเรื่องแล้วขอรับ!” หลิ่วถงเดินเข้ามาในห้องหนังสือด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“นายท่านรอง นายท่านรองตายแล้วขอรับ!” หลิ่วถงบอกข่าวร้าย
“อะไรนะ? พี่รองเขา...” ได้ยินข่าวนี้ หลิ่วเหอนิ่งอึ้ง
“ได้อย่างไร? ท่านลุงรองถูกโบยแส้วิญญาณแค่สิบห้าทีเท่านั้น จะตายได้อย่างไรเล่า?” หลิ่วเทียนฉีมองผู้เฒ่าด้วยสีหน้าฉงน
หลิ่วไห่พลังวัตรระดับสร้างรากฐาน ไม่ต้องพูดถึงแส้วิญญาณสิบห้าที ต่อให้แส้วิญญาณสามสิบทีก็ไม่อาจเอาชีวิตเขาได้
“ไม่ ไม่ได้ถูกตีตายขอรับ ถูก นายท่านรองถูกยาพิษขอรับ!”
“นี่...” ได้ยินเช่นนี้ หลิ่วเหอก็รีบร้อนลุกขึ้นก้าวออกไปข้างนอก หลิ่วเทียนฉีตามบิดาไปเช่นกัน
.........
ในเรือนของหลิ่วไห่
ตอนที่หลิ่วเหอพ่อลูกเร่งมาถึง สาวใช้ ข้ารับใช้ในเรือนทั้งหมดต่างคุกเข่านอบน้อม ตัวสั่นระริกอยู่กับพื้น หลิ่วเทียนฉีเดินเข้ามาในโถงรับแขกก็เห็นครอบครัวท่านลุงใหญ่สามคนกับท่านปู่มาถึงเรียบร้อย
นาทีนี้ ศพของท่านลุงรองอยู่บนพื้น ซูหงแม่ลูกสามคนล้วนล้อมรอบศพร่ำไห้อย่างโศกเศร้า ด้านข้างมีหมอเหยากำลังตรวจสอบอาหารบนโต๊ะ
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้น? พี่รองเขา?” หลิ่วเหอมองศพบนพื้นแล้วมองไปทางบิดากับพี่ใหญ่ของตน
“พี่รองของเจ้าถูกพิษจนตาย!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วฮั่นชิงก็ถอนหายใจออกมา
“ถูกพิษ? เขาอยู่ในบ้านนะ จะถูกพิษได้อย่างไร?” หลิ่วเหอมองบิดาตอบกลับอย่างไม่อยากเชื่อ
“หมอเหยากำลังตรวจสอบอาหารเช้าอยู่!”
ได้ยินอย่างนั้น หลิ่วเหอก็มองไปทางหมอเหยาที่กำลังใช้เข็มเงินทดสอบพิษ
หลิ่วเทียนฉีเงยหน้ามองไปทางหมอเหยาเช่นกัน สายตาทั้งหมดล้วนจับจ้องอยู่บนร่างเขา
หลังดูหมอเหยาใช้เข็มเงินตรวจสอบทีละอย่าง ท้ายที่สุดเมื่อเข็มเงินถูกดึงขึ้นจากน้ำแกงกระดูกชามหนึ่งพริบตาก็กลายเป็นสีดำ ทุกคนต่างตะลึงงัน
“อา เป็นน้ำแกงกระดูกงั้นหรือ? น้ำแกงกระดูกมีพิษ!” หม่าซื่ออุทานตกใจ
“น้ำแกงกระดูกนี่ใครเป็นคนทำ? แล้วกระดูกใครซื้อกลับมา?” หลิ่วฮั่นชิงหันมองบุตรชายคนโต
“ท่านพ่ออย่ารีบร้อน ลูกจะไปสืบเดี๋ยวนี้ ใครสักคนมานี่ซิ เรียกแม่ครัวกับบ่าวไพร่ในห้องครัวมาให้หมด” หลิ่วเจียงสั่งเสียงดัง
“ขอรับ!” บ่าวที่รอรับคำสั่งรับคำ รีบหมุนตัวออกไปทันที
“ไม่ เป็นไปไม่ได้หรอก กระดูกนั่นข้าเป็นคนซื้อกลับมา ไม่มีทางมีพิษ ไม่มีทางมีพิษได้หรอก?” หลิ่วซือส่ายศีรษะ ตอบอย่างไม่อยากเชื่อ
“ใช่แล้ว สามีข้าชอบดื่มน้ำแกงกระดูกสัตว์อสูรที่สุด และยังชอบน้ำแกงที่ต้มจากกระดูกสัตว์อสูรสดใหม่ หลายปีมานี้ล้วนเป็นซือเอ๋อร์ทุกวันที่ตอนเช้าไปซื้อกลับมาให้เขา ซือเอ๋อร์จะทำร้ายบิดาตนเองได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” ซูหงส่ายศีรษะ นางไม่เชื่อเช่นกัน
“ท่านป้ารองอย่าได้ร้อนใจขอรับ พี่สี่จะวางยาทำร้ายท่านลุงรองได้อย่างไรเล่า? น้ำแกงกระดูกสัตว์อสูรนี่มีพิษ คิดว่าปัญหาต้องเกิดจากในห้องครัวเป็นแน่ ไม่มีทางเป็นพี่สี่ได้หรอก!” หลิ่วเทียนฉีรีบแก้ตัวแทนหลิ่วซือ
“อืม ฉีเอ๋อร์พูดถูก ซือเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของเจ้าสอง นางจะทำร้ายบิดาได้อย่างไร พิษนี่ต้องมาจากทางห้องครัวแน่ เจ้าใหญ่ เจ้าปกครองครอบครัวอย่างไร? จัดการห้องครัวอย่างไรกัน? ถึงกับมีคนวางยาพิษน้องรองในบ้าน เจ้ายังไม่รู้เลยหรือ?” หลิ่วฮั่นชิงหันหน้ามา โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมองบุตรชายคนโต
“ขอรับ เป็นลูกที่บกพร่องต่อหน้าที่และดูแลบ้านนี้ไม่ดีเอง ลูกจะค้นหาความจริง สืบสาวหาคนร้ายออกมาให้เร็วที่สุด” หลิ่วเจียงพยักหน้ายอมรับความผิด
“เจ้าตระกูลหลิ่ว ข้าตรวจสอบหมดแล้วขอรับ นอกจากน้ำแกงกระดูกสัตว์อสูร อาหารอย่างอื่นล้วนไม่มีพิษ คิดว่านายท่านรองคงถูกพิษจากน้ำแกงกระดูกสัตว์อสูรทำร้ายขอรับ!” หมอเหยาบอก
“หมอเหยา ท่านดูออกไหมว่าในน้ำแกงกระดูกสัตว์อสูรเป็นยาพิษชนิดใด?” หลิ่วฮั่นชิงถามกลับ
“เจ้าตระกูลหลิ่ว โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย ข้าน้อยตรวจละเอียดอยู่นานก็มองไม่ออกว่าเป็นยาพิษชนิดใด ยาพิษชนิดนี้พบไม่บ่อยนัก ช่างประหลาดยิ่งขอรับ”
“อ้อ ลำบากหมอเหยาแล้ว พ่อบ้านส่งแขก!”
“ข้าน้อยขอตัว!” หมอเหยาก้มหน้าก่อนจากไป
“ท่านปู่ ข้าไปส่งหมอเหยานะขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยบอก
“ไปเถอะ!” หลิ่วฮั่นชิงโบกมือตอบรับ
“ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีรับคำ ก้าวยาวๆ ไล่ตามออกไปทันที
เมื่อส่งหมอเหยาถึงประตูเรือนแล้ว พ่อบ้านก็มอบศิลาทิพย์ถุงหนึ่งให้ “รบกวนหมอเหยาเสียแล้ว!”
“พ่อบ้าน ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก!” หมอเหยาพยักหน้า รับศิลาทิพย์ถุงนั้นไป
“หมอเหยา!” หลิ่วเทียนฉีวิ่งเข้ามาหา
“นายน้อยเจ็ด!” เห็นหลิ่วเทียนฉีมา หมอเหยากับพ่อบ้านจึงหันไปมอง
“พ่อบ้าน ท่านกลับไปก่อนเถิด ท่านปู่ให้ข้ามาส่งหมอเหยา!”
“ขอรับ ถ้าเช่นนั้นบ่าวขอตัว!” พ่อบ้านก้มศีรษะคำนับแล้วเดินออกไป
เห็นพ่อบ้านจากไป หมอเหยาจึงยิ้มมองมาทางเขา “นายน้อยเจ็ดมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ?”
“หมอเหยา ท่านลุงรองข้าถูกวางยาพิษจนตายในบ้าน อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจเท่าไร ท่านว่า...”
“นายน้อยเจ็ดโปรดวางใจขอรับ ข้าย่อมไม่พูดกับคนข้างนอก” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยเช่นนี้ หมอเหยาย่อมเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายทันที
“ขอบคุณหมอเหยายิ่ง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะโค้งให้อีกฝ่าย
“นายน้อยเจ็ด อย่าได้เกรงใจเลยขอรับ!”
“หมอเหยา ที่จริงแล้วข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง!” หลิ่วเทียนฉีกล่าวต่ออย่างระมัดระวัง
“นายน้อยเจ็ดมีธุระอันใด โปรดสั่งมาเถิด!”
“ก็ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแค่อยากซื้อเข็มเงินทดสอบพิษสักสองเล่มจากหมอเหยาเท่านั้น”
ได้ยินคำพูดนี้ หมอเหยาพลันตะลึง ค่อยหัวเราะออกมาเบาๆ
“นายน้อยเจ็ดช่างมีความคิดถี่ถ้วนเสียจริง เข็มเงินนี้ไม่มีราคาอะไร หากนายน้อยเจ็ดชอบ เข็มเงินสามเล่มนี้ข้าขอมอบให้ท่านขอรับ!” พูดพลางนำเข็มเงินออกมาส่งให้
“เช่นนั้น ข้าขอบคุณหมอเหยาเป็นอย่างยิ่ง” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะก่อนรับมา
“นายน้อยเจ็ดไม่ต้องเกรงใจ ข้าขอตัวก่อน!”
“หมอเหยาเดินทางปลอดภัย!”