
สายฟ้าฟาดลงสู่ทะเลสีทันดร ที่เหล่านาคอาศัย อิงอัสนีเกรี้ยวกราดหาที่สุด มองลงไปยังเบื้องล่าง เหล่าทหารนาคยืนรวมตัวเพื่อสอบถาม
" เหลือเพียงเล็กน้อยก็ถึงเขตที่บรรพบุรุษท่านบำเพ็ญเพียร เพื่อสันติระหว่างสองเผ่าเรา เหตุใดไม่รามือ ให้เกียรติเหล่าพวกข้าเถิด "
ศิรินทร์นาคา รองแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองบาดาล เป็ผู้เอ่ย..
" ศิรินทร์ ข้ามิเคยมีเื่บาดหมางกับท่าน ได้โปรดหลีกทางให้ข้า" อิงอัสนี
" เหตุอันใด... " ศิรินทร์
....
" มีครุฑตนหนึ่ง มีดวงตาแห่งนาคา แปลกเผ่านัก แต่นั่นคือดวงตาของนาคา หากมิใช่มนต์ เล่ห์กลของเหล่านาค ที่หมายจะแอบซ่อนตัวมัน แล้วเป็ใครเล่า หากเป็ป่าหิมพานต์ สัตว์น้อยใหญ่ล้วนรัวเกียจครุฑ ข้าจึงจำเป็ต้องมาที่นี่หาใช่หิมพานต์ " อิงอัสนี
.....
" ถอยไปเถิด สายฟ้าของท่านมีอานุภาพเพียงแค่ 1 ใน 3 ของสายฟ้าองค์อินทร์ หากข้าเพียงหมายมั่นจะต้านไว้ คงไม่ลำบากเลยสักแรงกาย เหล่านาคาล้วนบำเพ็ญเพียรเป็อยู่เป็นิจ ส่ยฟเาท่านจักผ่านตัวเราลงสู่พื้นดิน ทำอะไรข้าคงยากเอาการ " ศิรินทร์
" เ้าเหนือกว่าข้า ก็อาจจริง แต่เราคือสหายรักของไพรษาวายุ ผู้ที่ทำให้ท่านพ่ายแพ้มาหลายครา " อิงอัสนียังยืนยันที่จะเค้นความจริง
" วาจาของข้า เ้าเชื่อหรือไม่ " ศิรินทร์
" ข้า้าค้นหามันเอง " อิงอัสนี
ด้วยการที่เป็รองแม่ทัพใหญ่ จะให้ผ่านไปเช่นนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียความเป็ผู้นำำ จึงได้แสดงเจตนากางกั้น
สองสายตา แห่งผู้ที่พร้อมจะทำาประสานกัน
สายน้ำเสมือนโรมรัน ดั่งคลื่นของอารมณ์ ของทั้งสอง เหล่านักรบนาคเตรียมพร้อม
ปรากฎร่างของเมตารส ผู้มีหน้าที่นำสาร และฑูตประจำมิติต่างๆที่เชื่อมหากัน
หล่อนปรากฏอยู่ระหว่างคนทั้งสองกลางอากาศ
" แล้วหากเป็คำพูดของข้า จะพอมีน้ำหนักพอให้เหิดสันติหรือไม่" เมตารสเอ่ยอย่างหนักแน่น
อิงอัสนีละสายตา พร้อมกระชับปีกเข้ามาเล็กน้อย เพื่อนอบน้อมต่อผู้ส่งสาร
"......" อิงอัสนี
" เ้าจะว่ากระไร" เมตารส
".... ก็แล้วแต่วาจาท่าน" อิงอัสนี
" ข้ารับรอง และขอบอกว่าสีทันดรใต้เขาสุเนรุนี้ ไม่มีครุฑตนนั้น " เมตารส
...
" เฮอะ.. !!!! ครุฑสตรีอย่างเ้า ได้อยู่ตำแหน่งนี้ถือเป็วาสนา แต่อย่าให้ถึงทีข้า" อิงอัสนี
" ข้าให้เ้าออกจากบริเวณนี้เสีย ในข้อแม้ว่าทันที " เมตารส
...
" หึ.. ครานี้เป็ทีพวกงี่เง่า คราหน้าอาจถึงทีข้า" อิงอัสนีเอ่ยพร้อมเหินขึ้นฟ้าจากไปโดยทันที
" รบกวนท่าน พวกเราไม่เอาไหนนัก " ศิรินทร์เอ่ย
" อยู่ที่ภพใด ล้วนอยู่ในกฏ จึงเกิดสันติ ข้าเพียงเอ่ยไปตามความจริง เพราะเขาก็ไใ่ได้อยู่ที่แห่งนี้จริงๆ" เมตารส
" ว่าแต่... มีเื่อันใดในดินแดนนี้ " เมตารส
...
" ท่านรับรู้... " ศิรินทร์
" ใช่ ข้ารู้ เขารวมตัว รวมทัพกันเช่นนี้ผิดวิสัยเหล่านาคนัก" เมตารสเอ่ย
...
" เหล่านาคจากหนึ่งเป็สอง จากตาสู้ตา ปากสู่ปาก เขาครางแครงใจเื่ในถ้ำศักดิ์สิทธิ์
" ด้วยเห็นว่ารัศมี และบารมีของร่างท่านวิรุฬหก ที่ถือว่าเป็ะ เหตุไฉนจึงดูไร้ราศีและบารีลดลง เขากำลังกล่าวหาว่าท่านวิรุฬหกกำลังหลอกลวงพวกเรา จะออกจากถ้ำนี้ไป จะไม่ปกป้องเหล่านาค จะให้ครุฑทั้งหลายมารังแกพวกเรา " ศิรินทร์
..
" เื่นี้สุดปัญญาบารมีข้านักท่านศิรินทร์ ด้วยฤทธาข้าไม่เสมออดีตาาครุฑ ผู้ที่ให้คำตอบได้คงมีเพียงพระพรหม, พระอิศวร หรือพระนารายณ์เพียงเท่านั้น ก็ก็ไม่สามารถเอ่ยถามได้ ข้าลำบากใจนัก "
เมตารสทำสีหน้าไม่สบายใจเล็กน้อย อาจเพราะเื่บุตรของนางก่อเื่ ผนวกกับเื่ใต้บาดาลที่ครุกรุ่นพร้อมเกิดา
++++++++++
ก้อนหินใหญ่ ฝั่งตรงข้ามของก้อนหิน ตรงข้ามกันและกันคือไตรยวายุ อีกฝั่งของก้อนหินที่กำลังแต่งตัวทรงชุด หลังชำระร่างกายคือเสมอแขนารี
กินรีตนอื่นบินสู่พี่พำนัก ส่วนกุมภาพร้อมปรางค์นารีบินไปสอบถาม ถึงเขตดินแดนเชื่อมต่อ เพื่อสอบถามเื่ราวกับทวาณพ ว่าเกิดเหตุอันใด
ไตรยวายุเปลือกตาแสดงถึงความเหนื่อยล้า และดวงตาเหมือนกำลังแสวงหาคำตอบ แสวงหาตัวเอง ในใจเขาสับสนว่าตนเองคือใคร เหตุใดไม่อยู่กับตนอื่นเป็ฝูง เป็เหล่าบนท้องฟ้า
คำตอบเื่ดวงตาว่าทำไมมันมีภัย หรือยากเย็นอะไรนักหนากับการดำรงค์ชีวิตต่อจากนี้
ทางฝั่งของเสมอแขนารี ััถึงไอความอ่อนล้า ความรู้สึกที่ตนเคยเป็มา เสมือน่แรกที่ตนเองพ่อแม่ไป จากฝีมือของไพรษาวายุ
แต่เขาเพิ่งรู้จัก และเขาเป็บุรุษจึงยากนักที่จะเอ่ยคำใดออกไปได้ในทันที ได้แต่สวมใส่เครื่องประดับคู่กาย และแต่งตัวไปพรางคิดไปพราง
.....
ฮูกเรไรและมักรีผลนารี ทำตัวเหมือนรู้งาน ไม่เอื้อนเอ่ยให้เสียบรรยากาศแห่งความรู้สึก
" ผ้าเ้าน่ะ.. " เสมอแข
" หา.. อะ.. อะไรนะ" ไตรย
" ผ้าปิดตาของเ้า ข้าจะถักทอให้ใหม่ ทำให้ใหม่"
" อืมมมม..." ไตรยวายุเอ่ยตอบเบาๆ พร้อมสายตาเหงาๆ
....
เสมอแขนารีทำการจับผ้าแพรผืนบางของตน คำนวณเพียงเหมาะ แล้วตัดมาขนาดพอประมาณ ซึ่งมาจากสไบผืนบาง ที่ประดับแซมอยู่ที่ชุดของบาง ผ้าผืนบาง แต่กลิ่นหอมดุจดอกกันเกราทิพย์ ทำให้ไตรยได้สติด้วยกลิ่นหอม ที่ตรึงใจยิ่งนัก
กลิ่นหอมเหมือนจะเดินทางเข้ามาหาเขาเรื่อยๆ ใกล้เข้าไป
ผ้าผืนขนาดพอเหมาะ ถูกส่งยื่นมาด้วยเล็บมือเรียวงาม แต่เขาก็เห็นได้เพียง่มือของนาง ที่ส่งอ้อมมาทางด้านข้าง
" เ้าใช้ผืนนี้ไปก่อน มันเป็ผ้าของข้าเอง ปนไปด้วยมนตราของกินรีบางมนต์ อาจช่วยเ้าได้ในยามจำเป็" เสมอแขนารี
" ปิดดวงตารึ" ไตรยวายุ
เขากำลังจะมัดเบาๆด้วยมือของเขาดังทีาเคยทำำ แต่จู่ๆผ้าผืนนั้นก็แนบกับผิวของไตรย พร้อมผิดดวงตาพร้อมพอเหมาะลักษณะเฉียงขึ้นลงแต่ด้านหลังมิได้เป็การมัด ทำให้ไตรยวายุแปลกใจนัก
พอเสมอแขทรงชุดเสร็จ ก็เดินเข้ามาหาไตรย
" ก็ข้าบอกเ้าไปแล้ว ว่าเป็มนตรา"
แล้วนางก็ยื่นใบหน้าอันเรียวงามของนาง เข้ามาสบตากับไตรยใกล้ๆ
" เ้าเห็นข้าหรือไม่" เสมอแขเอ่ยถาม
......
......
กลิ่นหอมที่ทำให้เขาเกิดร้อยยิ้มได้ไม่ในยามนี้ ใบหน้าที่งดงามของนางที่อยู่เบื้องหน้า ห่างไม่ถึงศอก
" นี่เ้า "
" ห่ะ หา.. อะไรนะ เ้าว่าอะไร" ไตรยวายุ
" ข้าถามเ้าว่า มองเห็นหรือไม่ ถนัดในการใช้สอยหรือไม่ เข้าจักได้ทำให้ใหม่"
" สิ่งนี้ดีแล้ว ดีจริงๆ ดีที่สุด" ไตรยวายุ
เสมอแข ชักจะขบขัน ในการพูดจาแปลกๆของเขา
" เ้าใช้คำได้ประหลาดนัก แต่ช่างเหอะ ถ้าเ้าชอบงั้นก็ดี ข้าี้เีทำผืนใหม่ให้เ้าน่ะนะ"
" นี่ " เสมอแข
" หืมมมม "
...
" ข้าก็เคยหาคำตอบให้ตัวเองนะ ตอนที่แม่ข้าโดนสังหาร ข้าน่ะ.. อยากหาคำตอบตอบ ว่าข้าจะแก้แค้นได้ไหม ข้าจะเก่งขึ้นกว่านี้ไหม
ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างไร " เสมอแข
" ....... " ไตรย
... เสมอแขเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
" แต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจมันแล้วล่ะ แค่ในวันนี้มีท่านบัญชิณบถที่หวังดีกับข้า มีพี่ปรางค์ มีเ้าผลไม้จอมซน มีเพื่อนในป่านี้ และมี.... " เสมอแข
" มีใครรึ " ไตรย
" เปล่า.. ข้าแค่อยากจะบอกเ้าว่า
ชีวิตน่ะ แค่มีอะไรสักอย่างที่มีค่ากับเราในวันนี้ แค่นี้ก็ไม่ต้องไปเกรงกลัวอะไรแล้วล่ะ " เสมอแข
ไตรยวายุ รู้สึกหัวใจได้เติมแรงใจ และพลังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป เขานึกในใจว่า เพราะเหตุนี้นี่เองที่นางไม่เกรงกลัวครุฑ ทำให้เขาเอ่ยคำคำหนึ่ง ที่จะเป็เส้นใยแห่งพรหมลิขิต ที่จะถักทอเขาทั้งสองตลอดไป
" ตอนนี้ ข้าน่ะไม่อาจนึกถึงใคร เำราะตอนนี้ก็มีแต่เ้าที่อยู่ตรงหน้าของข้า
งั้น.. เ้าน่ะ จากนี้ไป เ้าเป็คนที่มีค่าสำหรับข้าได้หรือไม่ "
.......
.......
++++++++++++
( ติดตามตอนที่ 13 )