นี่ก็หลายวันแล้วที่พ่อบ้านหลี่ออกจากหุบเขาไปเยว่ซินต้องตื่นั้แ่ต้นยามเหม่า[1]เพื่อจัดเตรียมอาหารให้ประมุขน้อยเมื่อคืนนางฝึกกระบี่จนดึกแล้วยังต้องเข้าครัวั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ภูตต้นไม้น้อยเดินนำร่างโอนเอนของนางเดินถือสำรับไปส่งที่เรือนเฟิ่งิ
“นั่นแม่นางอวี้มิใช่หรือ”
เยว่ซินเห็นว่าอวี้หนิงเหอเดินถือปิ่นโตไม้สานเข้าไปในเรือนจึงคิดว่านางคงจะนำสำรับอาหารมาให้อี้ฉางเฟิงเป็แน่ ดังนั้นหากตนเข้าไปตอนนี้คงจะยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่นางยิ่งได้รู้จากลู่เสียนว่าตัวเองเป็ต้นเหตุทำให้พิธีแต่งงานล้มเลิกก็ยิ่งสำนึกเสียใจเพราะเหตุนี้จึงได้ยืนลังเลอยู่หน้าประตู
“มาถึงแล้วเหตุใดจึงไม่เข้ามา?”
เสียงของอี้ฉางเฟิงดังออกมาพร้อมกับใช้พลังเปิดประตูให้นางเยว่ซินที่กำลังครุ่นคิดได้แต่ยืนเหรอหราอยู่ตรงนั้น ก่อนจะรวบรวมสมาธิหิ้วปิ่นโตสำรับเข้ามาด้านในเวลานั้นอี้ฉางเฟิงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว ส่วนอวี้หนิงเหอยังยืนอยู่กลางห้องโถงพร้อมกับปิ่นโตไม้ในมือภูตน้อยจึงได้แต่ยิ้มแหยหาข้ออ้าง
“รบกวนพวกท่านแล้วข้าไม่ทราบว่าแม่นางอวี้ก็อยู่ด้วย ข้าแค่เอาสำรับอาหารมาส่งให้ประมุขน้อยแต่เห็นทีคงไม่ต้องแล้วกระมัง เช่นนั้นข้าจะยกไปเก็บ”
“ไม่ต้อง ยกมาแล้วก็เอาออกมา” เขาสั่งและรู้ว่านางกำลังเสแสร้งแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังกล้าๆ กลัวๆ ด้วยเห็นว่าอวี้หนิงเหอก็ยืนอยู่ตรงหน้านั้นนางกำลังจับจ้องพฤติกรรมของภูตน้อยตนนี้
เพราะแบบนี้เยว่ซินจึงผายมือและส่งยิ้มให้กับปีศาจจิ้งจอกสาวอย่างให้เกียรติ“เชิญท่านก่อน”
แต่ดูเหมือนอวี้หนิงเหอก็ยังไม่มีรอยยิ้มตอบสนองร่างระหงเดินมุ่งไปยังโต๊ะและเปิดฝากล่องไม้เพื่อหยิบอาหารออกมาวางบนโต๊ะพร้อมเอ่ยกับประมุขน้อยอย่างไม่สนใจภูตน้อยที่ยืนประดักประเดิดอยู่ด้านหลัง
“พอข้ารู้ว่าพ่อบ้านหลี่ไม่อยู่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าอาหารที่นางทำจะไม่ถูกปากท่านจึงได้ทำของที่ท่านชอบมาให้ ทั้งยังมีน้ำแกงบำรุงพลังหยางของท่านด้วย” พูดจบนางก็ยกปิ่นโตไม้ออกจากโต๊ะ
“ลำบากเ้าแล้ว ต่อไปคงไม่ต้องรบกวนเ้าอีกอาหารที่เยว่ซินทำข้าก็พอกินได้อยู่ อีกอย่าง เร็วๆนี้พ่อบ้านหลี่ก็คงจะกลับมาแล้ว” พูดพลางหันไปส่งสายตาแก่ภูตน้อย ทำนองว่าให้เอาอาหารที่เตรียมมาออกมาวางได้แล้ว
“อ่ะ อ่อ” เยว่ซินยังเก้ๆ กังๆ รู้ตัวแล้วก็รีบปฏิบัติตามสังเกตสีหน้าของอี้ฉางเฟิงดูไม่มีเยื่อใยกับแม่นางอวี้เลยเห็นจะเป็อย่างที่ลู่เสียนว่า ปีศาจนกไฟตนนี้คงไม่สนใจเื่รักใคร่ระหว่างชายหญิง
พออาหารทั้งหกอย่างถูกจัดวางบนโต๊ะเยว่ซินก็เห็นอี้ฉางเฟิงคีบผักจากจานที่นางทำมาเข้าปากก่อนเป็อย่างแรกสีหน้าเขาดูนิ่งๆ พุ้ยข้าวเข้าปากแล้วไม่พูดอะไรอีก
อวี้หนิงเหอยังยืนอยู่ใกล้ๆเพื่อรอฟังว่าอาหารที่นางนำมานั้นจะถูกปากประมุขน้อยหรือไม่ กระทั่งอี้ฉางเฟิงคีบมันเข้าปากแต่แทนที่เขาจะชื่นชมนาง อี้ฉางเฟิงกลับหันมาพูดกับเยว่ซินเป็เชิงชี้แนะ
“เ้าก็ดูเอาไว้” เขาว่า น้ำเสียงและสีหน้าดูไร้อารมณ์
ภูตน้อยอดคิดไม่ได้ว่าปีศาจนกไฟตนนี้กำลังบอกว่านางทำอาหารไม่ได้เื่ใช่หรือไม่เพราะแบบนี้เยว่ซินจึงชะโงกมองไปในจานเนื้อกวางฝานปรุงรสที่อี้ฉางเฟิงกำลังคีบพลางคิดในใจ ‘ที่แท้ของชอบของท่านก็เป็แบบนี้เองหรือ’ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เลือกที่จะพูดออกมาอีกอย่าง“ข้าจำไว้แล้วๆ”
อี้ฉางเฟิงยังคงนั่งนิ่งทานอาหารไปเรื่อยๆสักพักก่อนที่จะเอ่ยพูดกับว่าที่ฮูหยิน
“หนิงเหอ ขอบใจเ้ามากหากเ้ามีธุระอะไรก็ไปทำเถอะ”
เยว่ซินหูผึ่งนิดๆ ถ้าวิเคราะห์ไม่ผิดนั่นเขากำลังไล่อวี้หนิงเหอทางอ้อมใช่หรือไม่ หากเป็เช่นนั้นแล้วนางเองจะอยู่ที่เรือนเฟิ่งิต่อทำไม สู้ตามแม่นางอวี้ออกไปดีกว่า เวลานั้นอวี้หนิงเหอเอ่ยปากขอตัวกลับเยว่ซินจึงไม่รอช้าเตรียมอ้าปากบ้าง แต่ทว่าถูกอี้ฉางเฟิงดักคอเสียก่อน
“เ้าจะไปไหน อยู่รินน้ำให้ข้า”
คนถูกขัดจำต้องหุบปากไว้อย่างเก่า นึกสงสัยว่าเขามีอาคมอ่านใจหรือไม่กันแน่เหตุใดถึงได้ชอบรู้ทันนางไปเสียทุกเื่ ว่าแล้วก็เดินอ้อมไปยกกาน้ำรินใส่ถ้วยให้เขาอย่างอึกๆอักๆ
ต่อหน้าต่อตาปีศาจจิ้งจอกสาวที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นอวี้หนิงเหอหมุนตัวกลับออกจากห้องด้วยความหงุดหงิดใจถึงตอนนี้อี้ฉางเฟิงก็ยังไม่เต็มใจจะรับไมตรีจากนาง แต่กับภูตต้นไม้ต่ำต้อยตนนั้นเขายินดีให้นางอยู่รับใช้อย่างใกล้ชิด
“เห็นทีข้าคงต้องหาโอกาสพูดคุยกับเ้าสักครา”คำพูดที่ล่วงออกมาหาได้เจือไว้ด้วยความเป็มิตร อีกทั้งแววตาคมที่เบิกกว้างก็ใช่จะแฝงไปด้วยความปรานี
ณ ศาลาหงซิ่ง ด้านหลังเรือนเฟิ่งหย่า...
ภายใต้ต้นซิ่งที่กำลังยื่นกิ่งก้านอวดดอกสีแดงบานสะพรั่งก่อนถึงยามห้าย[2]เยว่ซินก็ออกไปพบกับลู่เสียนตามที่ได้นัดหมายกันแต่ไม่คิดว่าจะพบเฟยฉีที่นี่ด้วย บนโต๊ะมีสุราชั้นดีอยู่ห้าไหกับชามกระเบื้องเคลือบอีกสามใบคนถูกเชิญอดคิดไม่ได้ว่านี่จะไม่ดูวู่วามเกินไปหรอกหรือ
“จู่ๆ เหตุใดถึงได้นัดข้าออกมาดื่มสุราพวกเ้าเฉลิมฉลองอะไรกัน?” เยว่ซินอดถามไม่ได้
แน่นอนว่าลู่เสียนจงใจใช้วิธีนี้ในการช่วยเฟยฉีสอบถามเื่ชาติกำเนิดของนางแต่ด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาดของเยว่ซินก็กลัวว่าจะถูกสงสัยจึงได้จัดแจงเทเหล้าใส่ชามพร้อมบรรยายรสััของสุราป่าท้อพันลี้ซึ่งเป็สุราชั้นดีของแดนปีศาจที่เฟยฉีเก็บฝังไว้นับสิบปี
“พวกข้าก็แค่อยากดื่มกับเ้า ในฐานะที่เ้าเข้ามาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้และก็ถือเป็สหายของพวกข้าเช่นนั้นพวกข้าจึงควรดื่มต้อนรับเ้าเสียหน่อย” ลู่เสียนกล่าว พลางยกชามสุราชูขึ้นจากนั้นทั้งสามก็ร่วมกันดื่มจนหมดชาม
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์กระจ่างส่องสะท้อนเงาในสระน้ำข้างกอบัวทั้งสามต่างร่วมดื่มร่วมสนทนากันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความคึกครื้นรื่นเริงเริ่มปรากฏขึ้นในศาลาแห่งนี้ลู่เสียนเข้าสู่ประเด็นด้วยการสอบถามเยว่ซินถึงเื่ส่วนตัว โดยเริ่มจากที่มาที่ไปของตัวเองก่อนเพื่อแสดงความจริงใจจากนั้นค่อยไล่ไปที่เฟยฉี ต่างคนต่างก็พูดถึงสาเหตุที่ทำไมพวกตนถึงได้มาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้
ลู่เสียนเล่าว่านางเป็บุตรสาวผู้นำหุบเขาจิ้งจอกขาวที่ตั้งอยู่ในหุบเขาอันหนาวเย็นด้านทิศเหนือแต่ด้วยความซนของนางจึงชอบหนีออกมาเที่ยวเล่นนอกหุบเขา จนวันหนึ่งเกิดพลัดตกลงไปในรอยต่อของแดนมารซึ่งในตอนนั้นประมุขน้อยได้สู้รบกับเผ่ามารที่ลอบสังหาร่ชิงแก่นปีศาจพอดีบังเอิญตอนนั้นพบนางเข้าจึงได้ให้การช่วยเหลือจากน้ำมือของมารปีศาจเพราะแบบนี้นางจึงขออนุญาตบิดาติดตามประมุขน้อยมาอยู่ที่นี่ เพื่อคอยช่วยเหลือและเป็กำลังสำคัญในการช่วยหุบเขาปีศาจกำจัดมารและมารปีศาจชั่วช้า
ด้านเฟยฉีก็เล่าถึงความเป็มาของตนซึ่งเป็ปีศาจเผ่าปักษารัตติกาลที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในเื่ของความไวและการมองเห็นยามค่ำคืน ดังนั้นเผ่าของตนจึงถูกคัดเลือกให้เข้าวังมาเป็องครักษ์รับใช้ท่านาาแต่ตัวเขาเป็ปักษารัตติกาลขนขาว นั่นคือการที่มีขนรอบคอเป็สีขาวต่างจากลักษณะของปักษารัตติกาลทั่วไปที่มีขนสีดำนิลทั้งตัวดังนั้นตอนคัดเลือกองครักษ์จึงไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ประมุขน้อยเห็นถึงความตั้งใจและความสามารถจึงได้รับมาเป็องครักษ์และผู้ติดตามข้างกาย
ขณะนั้นเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็ชั่วยามหลังจากฟังเื่ราวของสหายทั้งสองจบก็ถึงคราวที่เยว่ซินจะต้องเล่าเื่ของนางบ้างแน่นอนว่าขณะที่ฟังไปนั้นต่างก็ร่วมดื่มสุรากันไปด้วย ไหแล้วไหเล่า จนกระทั่งเหลือแค่ไหสุดท้ายซึ่งดูเหมือนปีศาจทั้งสองตนก็เริ่มจะเมามายมากแล้ว
ฝั่งตรงข้ามสระน้ำใต้ต้นหลิวใหญ่ที่มีกิ่งใบยาวย้อยแตะผิวน้ำไม่มีใครสังเกตเห็นเงาของบุรุษร่างสูงในชุดเสื้อคลุมสีเข้มเขาเพิ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่และยืนกอดอกพิจารณาการกระทำของภูตกับปีศาจเ่าั้อยู่ในที่ไกลๆแต่ด้วยความที่เป็เขา อี้ฉางเฟิงจึงมีหลากหลายวิธีที่จะทำให้ได้ยินบทสนทนา
“วิธีเช่นนี้ของพวกเ้าช่างโง่เขลาเสียจริงมิใช่ว่าข้าให้ไปสืบเื่ของนางหรอกหรือ เหตุใดผู้ที่เมามายไร้สติก่อนกลับเป็พวกเ้า”
สีหน้าของประมุขน้อยบ่งบอกได้ชัดถึงความอ่อนใจเวลานั้นปีศาจลู่เสียนแปลงร่างกลับไปเป็จิ้งจอกน้อยขนฟูหลับคาเก้าอี้ไปแล้วเหลือก็แต่เฟยฉีที่อีกประเดี๋ยวก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน ส่วนเยว่ซินก็หน้าแดงก่ำ แววตาฉ่ำเยิ้มน้ำเสียงอ้อแอ้แต่ท่าทีดูแข็งกระด้างกว่าปกติ
จังหวะที่อี้ฉางเฟิงใช้พลังเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ๆเฟยฉีรู้สึกเหมือนรับรู้ได้ถึงพลังอันคุ้นเคยนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าว่าประมุขน้อยต้องได้ยินที่เราคุยกันแน่ๆ”น้ำเสียงของเขาอ่อนเปลี้ยดูไม่ปกติขณะที่เยว่ซินก็เอียงหัวที่หนักอึ้งไปมาเหมือนคอจะพับลงให้ได้
“เ้าระแวงเกินไปแล้ว ปีศาจนกไฟนั่นน่ะป่านนี้คงหลับไปแล้วกระมัง...นี่นะปกติถ้าเขาได้ยินว่าข้าเรียกเขาว่าปีศาจนก เขาจะต้องโกรธเป็ฟืนเป็ไฟเถียงว่าตัวเองไม่ใช่นกข้าก็ไม่เข้าใจ เป็วิหคแล้วมันต่างจากนกตรงไหน” นางส่ายหัว พอเมาแล้วความกล้าก็พร่างพรูมาจากไหนไม่รู้มากมายนักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคนที่กำลังพาดพิงถึงนั้นได้ยินทุกคำพูด
เฟยฉีได้ฟังก็ยกมือปัดไปล่เป็ระวิงกล่าวห้ามปรามว่าที่เยว่ซินเอ่ยมานั้นไม่ถูกต้อง “เ้าไม่รู้อะไร วิหคอัคคีไม่เหมือนปักษาอย่างพวกข้าเดิมเป็หงส์ชั้นสูงเป็ถึงสัตว์เทพที่ทรงพลังน่าเกรงขาม ถ้าไม่ถูกมหาสัจจเทพลงโทษป่านนี้ก็คงยิ่งใหญ่อยู่บน์ไปแล้ว”
“เื่นั้นข้าก็พอรู้ แต่แค่รู้ไม่หมด...แต่เขาก็น่าจะบอกกับข้าดีๆก็ได้ ทำไมต้องดุข้า ดุอย่างเดียวไม่ว่ายังหาทางแกล้งข้าด้วย...เ้าปีศาจนก วันๆถ้าไม่ออกไปเผ่าวิหคก็คิดแต่จะลงโทษข้า” เ้าตัวฟ้อง รู้สึกว่าหัวที่เอนไปเอนมาเหมือนจะทิ่มลงไปกับโต๊ะเฟยฉีถึงจะเมามากแต่ก็ยังดูมีสติกว่า
“นี่ๆ เ้าน่ะ หาเื่ใส่ตัวยิ่งนัก ต่อหน้าประมุขน้อยเ้าอย่าได้ไปเอ่ยเช่นนี้อีกเชียวเื่ที่ต้องกลายจากหงส์มาเป็วิหคน่ะพูดแล้วก็ะเืใจยิ่งนักไม่แปลกหรอกที่ประมุขน้อยจะปล่อยวางไม่ได้ เ้าเองก็อย่าเที่ยวไปยั่วโทสะหากเขาโกรธขึ้นมาจริงๆ นี่แม้แต่ร่างจริงของเ้าก็ถูกเผาไม่เหลือ”
“ข้าก็จะเอารากข้าพันคอเขาให้ขาดใจตายเลยคอยดู...ชิ! ถือว่ามีพลังเหนือกว่า คอยดูเถอะไว้ข้าบำเพ็ญเลื่อนขั้นเป็เซียนได้เมื่อไหร่จะมาเอาคืนประมุขเ้าให้สาสม”ว่าแล้วก็หัวเราะอย่างชั่วร้าย ก่อนจะตบบ่าสหายข้างๆ อย่างถือวิสาสะ “แต่ข้าไม่ทำร้ายเ้าหรอกนะเฟยฉีเ้าไม่ต้องกังวลไป”
ในยามนี้กลายเป็ว่าทั้งคู่ดูสนิทสนมกันขึ้นมาหน้าตาเฉยเฟยฉีไม่ได้ถือสาเพียงแต่คิดว่าภูตน้อยตนนี้เวลาเมาแล้วก็ช่างลามปามนัก
“พูดเช่นนี้เ้ารู้หรือไม่ว่าพลังของประมุขน้อยน่ะน่ากลัวมากแค่ไหน?”
“ข้าไม่รู้ ไหนเ้าว่ามาสิ”
คนเล่าก็เมามากแล้วจึงต้องตั้งสติเล็กน้อย“ประมุขน้อยน่ะมีต้นพลังแข็งแกร่งั้แ่กำเนิด เพราะถ่ายทอดมาจากท่านาาและองค์ชายาทั้งยังมีพลังของมหาศาสตราเทพอย่างทวนหยางกวงที่หลอมมาเป็ทวนเทวะอีก นั่นก็ยิ่งทำให้พลังของประมุขน้อยน่ะแข็งแกร่งกว่าหงส์ตนอื่นแต่เพราะแบบนี้ท่านาาถึงได้เกรงว่าจะเป็อันตรายจึงได้ผนึกพลังบางส่วนไว้ ที่ผ่านมาาาอี้เฟิ่งเป็ผู้สั่งสอนและถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตนเองทั้งตัวประมุขน้อยก็ยังกักตนฝึกฝนและบำเพ็ญเพียรในถ้ำอัคนีอยู่นานนับพันปี สุดท้ายแล้วก็ฝึกสำเร็จถึงขั้นใช้พลังแปลงกายเป็วิหคอัคคีหกปีกได้นี่น่ะวิหคอัคคีหกปีกตนแรกในเผ่าเชียวนะ”
เฟยฉีเล่าอย่างภาคภูมิใจถึงจะเมาก็ถ่ายทอดเื่ราวได้อย่างไม่ตกหล่น ประหนึ่งเื่พวกนี้ถูกจารึกไว้ในหัวสมองั้แ่เกิด
“โห แข็งแกร่งปานนั้นเชียวเก่งขนาดนี้แล้วยังจะมารังแกข้าที่ไม่มีทางสู้อีก...เช่นนั้นแล้วมารดาของอี้ฉางเฟิงก็เป็เผ่าหงส์เหมือนกันหรือแล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใด? ในตำราที่ข้าเคยอ่านก็มีระบุแต่เื่ของาาปีศาจอี้เฟิ่งแต่ไม่มีผู้ใดเคยพูดถึงชายาของเขา” พอสติเลอะเลือนนางก็เอ่ยเรียกชื่ออี้ฉางเฟิงออกมาตรงๆอย่างปีนเกลียว
“เอ่อ เื่นั้นน่ะถ้าให้เล่าแล้วยาวมาก คือว่า...” จู่ๆ เฟยฉีก็เงียบก่อนจะร่วงฟุบลงไปกับโต๊ะ
“...” เยว่ซินได้แต่มองหน้าแล้วเอามือเท้าคางอย่างงงๆโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็เพราะอาคมของอี้ฉางเฟิง
ร่างที่ใช้อาคมเร้นกายลอยตัวอยู่เหนือสระน้ำได้แต่บ่นอุบเพียงลำพัง
“เฟยฉีเ้าพูดมากเกินไปแล้วข้าให้เ้าไปล้วงความลับนาง ไม่ได้ให้เ้ามาเล่าเื่ของข้าให้นางฟัง” เขาเอ่ยอย่างอ่อนใจว่าแล้วก็กวาดสายตาไปยังภูตน้อยที่มีสติเหลือรอดเป็คนสุดท้าย
“เ้าเองก็หลับได้แล้วไม่ต้องมาอยากรู้เื่ของข้า”
พูดจบก็ร่ายอาคมใส่นางให้คอตกหลับฟุบไปบนโต๊ะเช่นเดียวกับเฟยฉีอี้ฉางเฟิงมองดูเยว่ซินแล้วก็ส่ายหน้า พอลิ้มรสสุราเข้าก็ไม่รู้ว่านางเอาความกล้ามาจากไหนสรรพนามที่เรียกเขาและวาจากำเริบเสิบสานทำให้ต้องเปลี่ยนมุมมองในตัวนางใหม่แล้ว
[1] ยามเหม่า คือ ่เวลา 05.00 – 06.59 น.
[2] ยามห้าย คือ ่เวลา 21.00 – 22.59 น.