อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 11 หน้ากากที่ต้องสวม (2)

    หลังจากที่ทั้งสองต้องนั่งรถวนไปวนมาก่อนที่จะกลับมาถึงบ้านในเวลาค่ำ ทั้งสองก็มานั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กตรงหน้า ภาพและเสียงที่ถูกถ่ายไว้เมื่อตอนที่รสาคุยกับจินดาถูกเปิดขึ้นมา รสาไม่รู้ว่าภาวินไปหากล้องตัวจิ๋วที่สามารถบันทึกภาพและเสียงพวกนี้มาจากไหน แต่เขาก็เอามาติดไว้บนเข็มกลัดที่เธอติดอยู่บนเสื้อ“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้าจินดาต้องทำอย่างนี้” ภาวินพูดขึ้นเมื่อดูคลิปที่บันทึกมาได้ก่อนที่จะหันมาทางหญิงสาวที่ดูคลิปตรงหน้านิ่ง “รสาไม่รู้จริงเหรอว่าทำไมน้าจินดาต้องโกหก”“ครอบครัวของหนอนชาเขียวเคยช่วยป้าแก่เอาไว้” รสาพูดขึ้นก่อนจะยกยิ้มขึ้น “คำว่าบุญคุณมันค้ำคอ แต่ความโลภมันน่ากลัวยิ่งกว่า”“ผมไม่เข้าใจ”“ฉันรู้ว่าคนเราไม่ได้มีทางเลือกมากหรอกนะ แต่ป้าแก่มีสิทธิ์เลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าป้าแก่เลือกที่จะไม่ทำตามสิ่งที่หนอนชาเขียวสั่ง ป้าแก่ก็มีกิน มีใช้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร” รสาพูดอย่างนั้น ภาวินก็ขมวดคิ้วขึ้น เธอเลยพูดต่อ “แต่สิ่งที่ฉันให้มันไม่เคยพอ ป้าแก่ต้องการมันมากกว่านั้น”“ทำไมรสาถึงเก็บน้าจินดาไว้ใกล้ตัว” ภาวินถามขึ้นทั้งที่รู้สึกว่ามันอาจจะมีอะไรที่มากกว่าที่รสากำลังเล่าให้ฟัง“เพราะมันง่ายที่จะแสดงว่าฉันโง่ยังไงล่ะ” รสาถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อ “แต่มันอาจจะเป็นการตัดสินใจของเด็กคนหนึ่งที่ผิดพลาดก็ได้ ถ้าตอนนั้นฉันทำตัวให้ฉลาดกว่านั้น ฉันอาจจะไม่ต้องอึดอัดใจในบ้านหลังนั้นอย่างตอนนี้ก็ได้”มือหนาของภาวินขยับเข้าไปบีบมือหญิงสาวราวกับจะบอกว่า ถ้ามีเขาอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลใจอีก“รสาไม่ต้องอึดอัดกับเรื่องพวกนั้นคนเดียวอีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอยู่ข้างรสาเอง” ภาวินพูดอย่างนั้นก่อนจะหันไปมองโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็เห็นว่าเป็นเบอร์ของจินดา“รับเถอะ ป้าแก่คงมีอะไรอยากพูดกับนาย” รสาพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าหน้าจอเป็นเบอร์ของใครก่อนจะหันไปกดหยุดคลิปที่กำลังเล่นอยู่ภาวินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดรับสายแล้วกดบันทึกเสียงตามทันที“ลม น้าจินดาเองนะ” เสียงเศร้าสร้อยที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสองอดที่จะมองหน้ากันไม่ได้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เปิดลำโพงให้คนที่นั่งข้าง ๆ ได้ฟัง แต่เขาก็รู้ว่ารสาได้ยินอย่างชัดเจน“ครับ น้าจินดา” ภาวินพยายามรักษาน้ำเสียงให้นิ่งสงบ“แย่แล้วลม วันนี้น้าเจอกับรสา รสาบอกว่าจะเลิกวาดรูป รสาคงจะไม่เก็บพวกน้าไว้อีก ครอบครัวน้าคงแย่แน่เลย ลม” เสียงที่ดังพร้อมกับเสียงสะอื้น ทำให้รสาได้แต่มองกลอกตาไปมา“รสาไล่น้าจินดาออกเหรอครับ” ภาวินถามขึ้นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นภาพจากกล้องที่ติดไว้บนเข็มกลัดของหญิงสาวที่ถูกส่งตรงมาเข้าโทรศัพท์เขาตั้งแต่แรกก็ตามที“ไม่ไล่ก็เหมือนไล่ น้าไม่รู้ว่ารสาเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ตอนที่เขากลับเข้าบ้านมา เขาก็เอาแต่บอกว่าเขาช่วยลมมาเป็นสิบปี เขาจะไปบอกลม น้าแค่จะโทรมาบอกลมว่าถ้ารสาไปพูดอะไรก็อย่าไปตำหนิอะไรรสาเลยนะ น้าคิดว่าอาการของรสากำเริบขึ้นมาอีก” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ให้โมโหกับคำพูดที่เหมือนจะหวังดี แต่กลับเต็มไปด้วยคมมีดที่พร้อมจะแทงรสา“ครับ น้าจินดามีธุระอะไรอีกไหมครับ”“น้าแค่อยากจะปรึกษาลมนิดหน่อย น้าคิดว่าจะไปเจรจาขอซื้อตึกจากรสาดู ถ้ารสาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแล้ว แต่สำหรับน้า ตึกนั้นเป็นปากเป็นท้องของครอบครัวน้า”“ครับ” ภาวินพูดออกไปอย่างรับรู้ ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาพูดกับเขาอย่างนี้ทำไม ทั้งที่รสายอมที่จะขายตึกแกลลอรี่ให้แล้วด้วยซ้ำ“น้าอยากให้ลมช่วยไปคุยกับรสาเป็นเพื่อนน้าหน่อยได้ไหม น้าก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายสักเท่าไร”“ผมคิดว่าน้าจินดากับรสาก็สนิทกัน น่าจะคุยกันง่ายกว่าผมนะครับ”“น้าลองเกริ่น ๆ ไปกับรสาแล้ว แต่รสาบอกว่าให้ไปคุยกับทนายของรสา เรื่องกฎหมายอะไร น้าก็ตามไม่ทันหรอกนะ ลม” ถึงแม้หูจะฟังสิ่งที่ปลายสายพูด แต่สายตาของภาวินกลับมองตามร่างบางที่ตอนนี้ลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัวอย่างไม่ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะพูดถึงตัวเองยังไง“น้ากลัวรสาจะโกงอย่างนั้นเหรอครับ” ภาวินถามขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ถอนหายใจออกมาราวกับรู้สึกเหนื่อยล้า“ลมก็รู้จักรสาไม่ใช่เหรอ ถ้าเขาอยากทำอะไร เขาก็ไม่สนใจอะไรเราหรอกว่าจะรู้สึกยังไง” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่ก้มหน้าลงกับคำตอบที่เลี่ยงบาลีของจินดา แต่ถึงอย่างนั้นมันอาจจะทำให้คนฟังรู้สึกเคลิ้มตามได้เหมือนกัน ถ้าหากไม่ได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น“ถ้าน้าจินดากลัว ผมแนะนำว่าให้น้าจินดาลองไปปรึกษาทนายดูนะครับ ทนายคงจะถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่าผม”“จ้ะ น้าจะลองไปปรึกษาทนายดู ถ้าอย่างนั้นน้าคงไม่กวนลมแล้ว”“ครับ”ภาวินกดวางสายทันทีอย่างที่ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาเข้าใจวัตถุประสงค์ของจินดาที่โทรมาหาในครั้งนี้ก็เพื่อป้องกันว่า ถ้ารสาเกิดมาพูดความจริงกับเขาขึ้นมา ก็ให้เขาเข้าใจว่าเธอมีปัญหาทางจิต และรสาเป็นพวกเห็นแก่ตัว เขาเคยเชื่ออย่างที่น้าจินดาและปกรณ์บอก ถึงแม้หลายครั้งเขาจะรู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่าง แต่เขาเลือกที่จะปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป แต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะเชื่อความรู้สึกของตัวเองและลองมองอย่างที่รสาเป็น มันกลับทำให้เขารู้ว่า ถ้ารสาอยู่ตัวคนเดียวในโลก มันคงจะดีกว่ามีคนรอบตัวที่ไม่มีแม้แต่ความจริงใจให้อย่างนี้ภาวินลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัวก็เห็นหญิงสาวกำลังตักเค้กเข้าปาก ชายหนุ่มได้แต่มองแล้วอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้กับท่าทางอย่างกับเด็กแอบกินขนมของรสา“กินเค้กตอนนี้ ไม่กลัวอ้วนหรือยังไง” ภาวินถามขึ้น แต่รสาที่กำลังจะตักเค้กเข้าปากอีกคำก็หันไปมองคนที่ยืนกอดอกพิงอยู่ที่ประตู“ถ้าจะกินก็นั่งกินดี ๆ เถอะ จะไปแอบกินหน้าตู้เย็นอย่างนั้นทำไม” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะก้าวยาว ๆ ไปทางหญิงสาวก่อนจะหยิบจานเค้กที่รสากำลังกินเดินไปทางโต๊ะกินข้าว“คิดว่าจะกินนิดเดียว กินเยอะเดี๋ยวนายก็บ่นอีก” รสาพูดขึ้นพร้อมกับย่นจมูกใส่แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีจานเค้กวางอยู่ตรงหน้า“ถ้ารสาไม่ได้กินจนเกินพอดี แล้วผมจะบ่นทำไม” ภาวินเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามแล้วนั่งลงเท้าคางมองหญิงสาวที่ดูท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อย“นายไปอาบน้ำก่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปทำงานอีก” รสาตักเค้กเข้าปากพร้อมกับมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม“กินแค่ชิ้นนี้พอนะ อย่าไปหยิบในตู้เย็นเพิ่มอีก เข้าใจไหม” ภาวินกำชับ รสาก็ได้แต่พยักหน้ารับ“รู้แล้ว มัวแต่บ่นอยู่ได้ รีบไปอาบน้ำ ฉันจะได้อาบต่อ” ภาวินได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องครัวไปทันที เพราะในบ้านนี้มีห้องน้ำเพียงแค่ห้องเดียวเลยต้องสลับกันใช้ภาวินอาบน้ำเสร็จก็เดินออกมาเห็นรสากำลังนั่งดูซีรีส์อยู่บนจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่“รสาไปอาบน้ำได้แล้ว ผมง่วงแล้วนะ” ภาวินพูดพร้อมกับมายืนบังจอโทรทัศน์ที่รสากำลังดูอยู่“นายง่วงก็นอนไปก่อนเลย ไม่ต้องรอ” รสาบอกอย่างนั้น แต่ภาวินก็หรี่ตามองหญิงสาวทันที“วันนี้ผมทำงานมาทั้งวัน แล้วยังต้องขับรถไป ขับรถมาอีก รสาจะให้ผมต้องมานั่งรอรสาดูซีรีส์ก่อนไปอาบน้ำ แล้วรอให้รสาเข้านอนเมื่อไรอีกเหรอ” รสาได้ยินชายหนุ่มพูดอย่างนั้นก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ“ถ้าฉันไม่นอน นายก็จะไม่นอนอย่างนั้นสินะ” ภาวินพยักหน้ารับคำพูดของรสาทันที“พรุ่งนี้ตารางงานผมยุ่งมากเลยนะ ผมนอนคนเดียว นอนไม่หลับหรอก รสาไม่สงสารผมเหรอ” หญิงสาวได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วมองค้อนคนที่พูดออกมาด้วยสายตาน่าสงสาร“โตจะตายอยู่แล้ว แต่ยังทำเหมือนเด็กนอนคนเดียวไม่ได้อีก” รสาบ่นออกมาพร้อมกับยอมลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ00 ภาวินมองตามคนที่บ่นงึมงำก่อนจะยิ้มออกมาภาวินปิดโทรทัศน์ที่เจ้าของบ้านเปิดทิ้งเอาไว้ก่อนจะเก็บโน้ตบุ๊กของตัวเองใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย เขาเดินเข้าไปนอนบนเตียงภายในห้องนอนก่อนจะหันไปหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเล่นรอคนที่กำลังอาบน้ำอยู่รสาเดินเข้าไปภายในห้องนอนที่ตอนนี้มีเพียงแค่แสงสว่างจากโคมไฟหัวเตียงและผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนอนหลับพร้อมกับหนังสือเล่มหนาที่กางอยู่บนอก“ไหนบอกว่านอนไม่หลับยังไงล่ะ” รสาพูดขึ้นพร้อมกับย่นจมูกใส่คนที่บอกว่านอนไม่หลับแต่กลับชิงหลับไปก่อนอย่างนี้ เธอเดินเข้าไปใกล้ก่อนที่จะค่อย ๆ หยิบหนังสือที่กางอยู่บนอกกว้างออกอย่างเบามือไม่ให้รบกวนคนที่หลับไปแล้วรสาวางหนังสือนวนิยายสืบสวนสอบสวนชื่อดังที่ทำเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายภาคบนตู้ข้างเตียง เธอขึ้นไปบนเตียงก่อนจะเอื้อมผ่านภาวินไปปิดโคมไฟอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อไฟดับลง มือของคนที่เธอคิดว่าหลับก็ยกขึ้นกอดเอวเธอจนเสียหลักล้มลงไปบนตัวจนเธอได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง“ยังไม่หลับหรือยังไง” รสาพูดขึ้นพร้อมกับพยายามผลักออก แต่คนที่ยังหลับตาอยู่กอดแน่นขึ้นอย่างไม่ให้หนีไปไหน“จะหลับแล้ว นอนเถอะ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะพลิกร่างบางที่นอนอยู่บนอกลงมานอนข้างกันก่อนที่จะจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนอย่างแผ่วเบารสาค่อย ๆ หลับตาลง เมื่อรับรู้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอที่กำลังเป่ารดอยู่บริเวณหน้าผาก ภาวินคงจะเหนื่อยอย่างที่เขาบอกจริง ๆ ถึงได้หลับไปอย่างรวดเร็วอย่างนี้-------------------------------------สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะกดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็นกำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ…เมื่อรัก…