ตอนที่ 3 :บทกวีที่ได้รับการจารึก
ฟางฉิงเสวี่ยจองมองอักขระสองแถวนั้นอย่างเหม่อลอยก่อนจะเอ่ยพึมพำว่า “ูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป...”
ทันทีที่สิ้นเสียง
ร่างอรชรของนางสั่นสะท้านรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งร่าง จากนั้นก็ััได้ถึงพลังแห่งพร์ที่พวยพุ่งออกมาจากกระดาษแผ่นนั้น และตรงเข้ามายังหัวคิ้วของนาง
ััอบอุ่นที่อ่อนโยนราวกับว่านางกำลังจมอยู่ในห้วงทะเลตำรา
ในขณะเดียวกัน
จากนั้นก็เกิดแสงสีทองเข้มทั่วทั้งกระดาษซวนจื่อแล้วรวมตัวกันกลายเป็เสาแห่งแสง ก่อนจะทะยานพุ่งทะลุก้อนเมฆไป
ฟางฉิงเสวี่ยรีบเดินไปยังด้านหน้าหน้าต่างเปิดหน้าต่างออกกว้างจากนั้นจึงได้เห็นกวีบทนั้นที่รวมตัวกันจนกลายเป็เสาแห่งพร์และะเิกลางอากาศจิติญญาที่พุ่งทะยานเป็ดั่งสายรุ้ง...
“ทะลวงแดนพร์”
ฟางฉิงเสวี่ยถอยหลังไปสองก้าวภายในแววตานั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความรู้สึกที่เกินคาด
ถูกแล้ว
การที่หลินอี้เขียนบทกวีสองวรรคนี้ขึ้นมาได้ทำให้เขาบรรลุขั้นทะลวงแดนพร์ไปแล้ว
หรือจะกล่าวได้ว่า
หลินอี้อาศัยกวีสองวรรคนี้เพื่อปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมของเขาขึ้นมา มิใช่อาคมลัทธิเต๋าแต่อย่างใดเขากลับเป็ปัญญาชนโดยแท้จริง
ในอนาคตสามารถเข้ารับการทดสอบที่สถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นจะได้รับการปลุกพลังพร์ และได้รับการสนับสนุนในเส้นทางวรรณกรรม
โดยเฉพาะบทกวีนี้ที่ไปถึงขั้นทะลวงแดนพร์ ก็สามารถเล่าขานไปได้นับร้อยปีแล้ว
ตุบ !
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนทรุดตัวนั่งลงกับพื้นหน้าผากอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ทะลวงแดนพร์
คาดไม่ถึงว่าเ้าหลินอี้จะมีพร์สูงส่งถึงเพียงนี้อีกอย่างตอนนี้ฟางฉิงเสวี่ยได้แทรกมือเข้ามาในคดีนี้ พวกเขาอาจจะไม่รอดกันแล้ว
หลินอี้มองไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นก็ระบายอารมณ์เดือดดาลออกมาขนาดใหญ่
นี่คือพลังของเส้นทางวรรณกรรม
“พวกเ้าดู...”
ทันใดนั้นเองเ้าหน้าที่ร่างผอมมองไปยังกระดาษซวนจื่อที่วางอยู่บนโต๊ะสี่ตัวอักษรที่หลินอี้เขียนลงไปนั้น จู่ ๆ ก็ลอยขึ้นเหนือหน้ากระดาษ
จากนั้นก็กลายเป็อักขระสีทองเฉกเช่นเดียวกับดอกไม้เล็ก ๆ สีทอง และลอยออกไปนอกหน้าต่าง
สีหน้าของฟางฉิงเสวี่ยเปลี่ยนไปและกล่าวว่า “คาดไม่ถึงว่าจะเป็ทักษะงานประพันธ์อันเป็เลิศกวีบทนี้สามารถสลักจารึกได้”
“ทักษะการประพันธ์อันเป็เลิศหรือสลักจารึกหรือ”
หลินอี้ได้ยินคำศัพท์ที่แปลกใหม่อีกสองคำแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร
พูดแบบง่าย ๆ ได้ว่า... ชั้นยอด
“สามารถสลักจารึกได้หรือ”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นถึงกับทำเป้ากางเกงเปียก
ราวกับเขาได้รับความหวาดกลัวจนถึงขีดสุดรีบโค้งคำนับให้กับหลินอี้ และกล่าวว่า “คุณชายหลิน ข้านั้นมีตา หามีแววไม่ข้าจะปล่อยตัวท่านประเดี๋ยวนี้...”
เขาลุกขึ้นยืนพร้อมร่างที่สั่นเทาจากนั้นก็หยิบกุญแจออกมาเพื่อเตรียมจะไขปลดโซตรวนให้กับหลินอี้
หลินอี้ถอยหลังไปครึ่งก้าวจากนั้นก็ก้มหน้ามองเ้าหน้าที่ร่างอ้วน และเอ่ยเสียงเรียบว่า
“มิลำบากท่านหรอก ข้าเป็นักโทษมิมีคำสั่งปล่อยตัวจากท่านหัวหน้าเขต หากท่านปล่อยข้าไปตามอำเภอใจมิกลัวท่านหัวหน้าเขตจะลงโทษเอาหรือ”
“ข้าสามารถอธิบายกับท่านหัวหน้าเขตได้ขอเพียงคุณชายหลินบอกกับใต้เท้าฟางว่าอย่าสอบสวนเื่นี้เป็พอ...”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ทันทีที่หลินอี้และฟางฉิงเสวี่ยเริ่มสอบสวนเขาจึงคิดเพียงจะจบเื่นี้โดยเร็วที่สุด
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบดีหลินอี้ก็เอ่ยเสียงเข้มขึ้นมาว่า “ไม่ให้สอบสวนหรือ พวกเ้าให้ข้า หลินอี้ ผู้นี้ทุกข์ทรมานกับความอยุติธรรมเ้าคิดว่าแค่ปล่อยข้าไป ก็จะหยุดสอบสวนความผิดของพวกเ้าได้แล้วหรือ”
“นอกจากนี้ความเป็ความตายของข้านั้นถือเป็เื่เล็กการหายไปของอาคมลัทธิเต๋านั้นเป็เื่ใหญ่เื่นี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชาวบ้านนับแสนในเขตอันหยางไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสอบสวนเื่นี้จนถึงที่สุด”
คำพูดนี้ของหลินอี้ทรงพลังและเต็มไปด้วยลมปราณ
ดวงตาคู่สวยของฟางฉิงเสวี่ยดูประหลาดใจจากนั้นก็ก้าวขึ้นมาและกล่าวว่า “หลินอี้มีความผิดหรือไม่ก็ต้องให้ข้าและหัวหน้าศาลาว่าการเขตอันหยางเป็ผู้ไต่สวน จึงจะทราบได้ ไปเถอะ”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนกล่าว“ใต้เท้า...”
ฟางฉิงเสวี่ยกล่าว“หรือจะต้องให้ข้าเชิญอาจารย์ในสำนักศึกษาลงมาจากเขาเลียนแบบตำนานเมื่อปีนั้นของท่านอาจารย์ที่มาช่วยบัณฑิตที่ถูกใส่ร้าย เช่นนั้นหรือ? ”
“ข้าน้อยมิบังอาจ”
ใบหน้าของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนซีดเผือดและรีบก้มหน้าหลบ
ฟางฉิงเสวี่ยหันหน้ามากล่าวกับหลินอี้“ตามข้าไปศาลาว่าการเขต บัณฑิตที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาชั่วชีวิตนี้จะมิสามารถเข้าสถานศักดิ์สิทธิ์ได้เ้าที่สามารถปลุกจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาได้ทั้งประพันธ์บทกวีที่ทะลวงแดนพร์ออกมา ก็ถือเป็ผู้มีพร์ในเส้นทางวรรณกรรมที่หาตัวจับได้ยากจะปล่อยให้มลทินเหล่านี้มาทำลายชีวิตของเ้ามิได้เป็อันขาด”
“ตกลง”
หลินอี้พยักหน้าอย่างจริงจังและเดินตามหลังฟางฉิงเสวี่ยไป
เดิมทีเขาได้ชะตาขาดไปแล้วตอนนี้ก็อาศัยความพยายามของตนเอง คว้าโอกาสแห่งชีวิตนี้เอาไว้อยากจะรีบไปสะสางบัญชีแค้นกับพวกมันที่ศาลาว่าการเขตแทบไม่ไหว
ดั่งที่กล่าวว่า การแก้แค้นของสุภาพชนมีั้แ่เช้าจรดค่ำ
พวกคนที่โยนความผิดให้เขาเขาจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว
.....
ในขณะเดียวกัน
ใจกลางสำนักศึกษาผิงโจวมีเสียงท่องตำราดังลั่นอาจารย์กำลังสอนตำรา แต่ทันใดนั้นพื้นดินทั่วทั้งสำนักศึกษาก็สั่นะเืขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง
ติ๊ง
เสียงกระดิ่งวรรณกรรมดังไปทั่วสำนักศึกษา
“พื้นดินสั่นะเืกระดิ่งวรรณกรรมส่งเสียง มีบทกวีทะลวงแดนพร์ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว”
เหล่าอาจารย์สำนักศึกษาต่างตื่นเต้นดีใจเป็อย่างมากจนรีบวิ่งออกมาจากห้องที่กำลังสอนตำรา
ติ๊ง
และก็ได้มีเสียงกระดิ่งดังขึ้นมาอีกคราวทั้งนุ่มนวลและยาวนาน
เหล่าอาจารย์ต่างก็ชะงักงันจากนั้นแต่ละคนก็ส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“กระดิ่งวรรณกรรมดังสองหน มิเคยเกิดขึ้นในสำนักศึกษาผิงโจวของข้ามาก่อนในร้อยปีที่ผ่านมามิใช่เพียงทะลวงแดนพร์ มิใช่เพียงทะลวงแดนพร์แล้ว”
“เป็บุรุษผู้ใดกันที่อยู่ภายในแดนจินโจวของข้าที่สามารถประพันธ์บทกวีหรือบทความระดับทะลวงแดนพร์ออกมาได้”
“จะต้องไปหาถึงหน้าประตูให้ได้อย่างแน่นอนและหากได้ฟังการบรรยายจากบุรุษท่านนั้น จะต้องได้รับอานิสงส์ด้วยเป็แน่”
อาจารย์บางคนขอบตาแดงก่ำ
กระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาในรอบหลายร้อยปีนี้ดังขึ้นเพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อหกปีก่อนจากเฉินห้าวหลานศิษย์เอกของสำนักศึกษาส่วนอีกครั้งหนึ่งก็คือเมื่อปีที่แล้วยามฟางฉิงเสวี่ยกำลังเข้าร่วมการสอบของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นในตอนที่ได้ลำดับที่หนึ่งจากการสอบ
แต่ตอนนี้กระดิ่งวรรณกรรมดังขึ้นมาพร้อมกันถึงสองครั้งเป็ประวัติการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“อาจารย์และบัณฑิตทั้งหมดในสำนักศึกษาจงมารวมตัวกันที่ศิลาจารึกของสำนักศึกษา”
เสียงกังวานดังกึกก้องขึ้นในสำนักศึกษาอย่างกะทันหัน
“เป็เสียงของท่านคณบดี”
สีหน้าของอาจารย์และบัณฑิตต่างดูตื่นเต้นไม่กล้าที่จะล่าช้า แต่ละคนต่างก็รีบเดินไปทางสถานที่ตั้งศิลาจารึกของสำนักศึกษา
ทันใดนั้นเอง
เบื้องหน้าศิลาจารึกของสำนักศึกษาที่ตีนูเามีชายชราผมขาวในชุดนักปราชญ์สีดำ กำลังยืนลูบศิลาจารึกด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุดราวกับมีน้ำใสเอ่อคลอเบ้าตา และเอ่ยพึมพำขึ้นมาโดยมิมีทีท่าจะหยุด“ทักษะประพันธ์อันเป็เลิศ บทกวีที่ได้สลักจารึก”
“ท่านคณบดี”
“ท่านคณบดี”
เพียงไม่นานอาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ของสำนักศึกษาก็มาถึง มีด้วยกันทั้งหมด107คนต่างก็โค้งคำนับให้กับชายชราผมขาวกันถ้วนหน้า
หลังจากที่อาจารย์ทั้งแปดได้เห็นกวีบนศิลาจารึกก็นิ่งชะงักไป จากนั้นก็สั่นสะท้านกันด้วยความตื่นเต้นจนพลังพร์เอ่อล้นออกมาจากร่าง
“กวีที่ได้สลักจารึก”
“สำนักศึกษาของข้ามีกวีที่ได้สลักจารึกแล้วหรือฮ่าฮ่าฮ่า สำนักศึกษาผิงโจวของข้ามีกวีที่ได้สลักจารึก สามารถได้รับบันทึกไว้ในสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นได้รับการสนับสนุนทางทรัพยากรจากสถานศักดิ์สิทธิ์”
“จากนี้ไปจังหวัดหนานเซียงก็จะมีสามสำนักศึกษาใหญ่แล้ว”
อาจารย์ทั้งแปดเดินมายังเบื้องหน้าของศิราจารึกที่สูงประมาณห้าเมตรกว่า จากนั้นก็อ่านบทกวีบนศิลาจารึกอย่างระมัดระวังร่างของแต่ละคนสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“ูเาหนังสือมีเส้นทางความหมั่นเพียรคือหนทาง ทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป……”
“วิเศษ วิเศษยิ่ง”
“อ่านตำราเป็ร้อยหนมีเพียงตนที่พบเห็นความหมาย ใช้อักขระนี้ได้ยอดเยี่ยมยิ่ง”
“มิแปลกใจที่กวีนี้จะทะลวงแดนพร์ได้บุรุษที่ประพันธ์กวีบทนี้ออกมา กำลังชี้แนวทางให้กับพวกเาาวปัญญาชนขอเพียงขยันหมั่นเพียรก็เพียงพอแล้ว”
“.....”
อาจารย์เ่าั้ต่างก็ลูบไล้ศิลาจารึกดวงตาเอ่อไปด้วยน้ำใส ดูเสียสติไปเล็กน้อย
แต่เหล่าปัญญาชนนั้นปกติเป็พวกทำตามสัญชาตญาณการได้พบเจอบทกวีที่ดีเพียงนี้ การแสดงท่าทีตามสัญชาตญาณนั้นถือเป็เื่ปกติ
“คนเป็อาจารย์แสดงท่าทีเยี่ยงนี้มันเหมือนอะไรกัน”
ทันใดนั้นเองคณบดีก็เอ่ยปากตำหนิ
อาจารย์เ่าั้ต่างชะงักงันจากนั้นก็รีบจัดแจงเสื้อผ้า ทั้งยังกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อคลายความประหม่าใบหน้ามีริ้วสีแดงปรากฏขึ้นเล็กน้อย
แต่แล้วในเวลาต่อมา
คณบดีไล่อาจารย์สองสามคนตรงหน้าศิลาจารึกออกไปโบกสะบัดมือใหญ่ และสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมก็ได้บินออกมาจากในแขนเสื้อ
สมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมทิ้งตัวกลางอากาศโดยมีพลังพร์คอยพยุงไว้
เขาฝนหมึกจรดพู่กัน จากนั้นก็คัดลอกศิลาจารึกในความว่างเปล่าด้วยท่าทางตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด และเอ่ยเสียงเบาว่า “บทกวีทะลวงแดนพร์นี้บทกวีมีทักษะการประพันธ์อันเป็เลิศที่สลักจารึกนี้ หากคัดลอกไว้ คาดไม่ถึงว่าจะสามารถเพิ่มพลังพร์ได้ด้วย...”
“อะไรนะ ? ”
“เร็ว เร็วสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรม ! ”
“คัดลอก คัดลอกทั้งหมดไว้...”
หลังจากที่อาจารย์เ่าั้รู้สึกตัว ต่างก็รีบหยิบสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมออกมาคัดลอกในขณะเดียวกันก็เตือนลูกศิษย์ในสำนัก ให้รีบฉวยโอกาสนี้คัดลอกเอาไว้