ตอนที่ 46
เริ่มตั้งตัว (12)
เถ้าแก่หวงบอกให้นางนั้นลองเดินดูที่ดินภายในเมืองอู่หนานดูแล้วเมื่อสนใจที่ดินแปลงไหนก็ให้ไปติดต่อกับที่ว่าการเมืองว่ามีผู้ใดจะซื้อขายหรือไม่
เมื่อได้รับคำแนะนำจากเถ้าแก่หวงตัวของนางก็เลยเดินออกมาแล้วเริ่มเดินไปตามจุดต่างๆของเมืองอีกครั้งพร้อมกับอวี้หลิน ครั้งนี้นางก็ถือโอกาสนำพาอวี้หลินเดินชมตามจุดต่างๆของวงไปด้วยเลย
ทั้งสองเดินไปในส่วนต่างๆของเมืองแล้วเริ่มสำรวจไปเรื่อยๆปรากฏพบเจอว่าไม่มีส่วนใดเลยที่น่าสนใจ ภายในเมืองนั้นก็มีที่ดินที่พอยังจะมีที่ว่างอยู่แต่ว่าตัวของจูเฟยดูแล้วมันเป็นทำเลที่ตั้งที่ไม่เหมาะ ส่วนทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมการนำไปทำเป็นร้านอาหารมันก็ล้วนแล้วแต่มีผู้คนอาศัยอยู่ทางนั้น
การที่นางคิดว่าการเปิดร้านอาหารภายในเมืองมันน่าจะดีเพราะว่ามีผู้คนมากมายเดินไปมาพลุ่งพล่านตลอดทั้งวัน
หลังจากเดินจนเมื่อยขาก็พากันมานั่งพักที่ริมถนนแห่งหนึ่ง
“ เฮ้อ!!! ” จูเฟยถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจหลังจากที่ตัวของนางนั้นไม่พบเจอที่ดินแปลงที่ตนเองอยากจะได้เลย
“ เป็นอันใดกันหรือเจ้าคะคุณหนู? ” อวี้หลินข้างกายเอ่ยถามขึ้นมาทันที บัดนี้คุณหนูตัวน้อยของนางไหล่ตกและใบหน้าก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
“ ไม่มีที่ดินแปลงไหนที่เหมาะสมจะนำมาเปิดเป็นร้านอาหารเลย พวกมันล้วนตั้งอยู่ในทำเลที่ตั้งที่ไม่ดีทั้งนั้น ถ้ายังฝืนจะสร้างร้านอาหารที่บริเวณนั้นก็คงจะกลายเป็นว่าเป็นร้านอาหารลึกลับที่ไม่มีผู้คนนั้นเข้าไปอย่างแน่นอน ” จูเฟยพึมพำออกมาด้วยความตั้งใจ
นางกลับมาก็หวังจะหาทำเลที่ตั้งเพื่อดูราคาและคำนวณหลายๆอย่างในการจะเปิดร้านอาหารสักร้าน แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันคงจะกระทำได้ยากเย็นแล้วก็ว่าทำเลที่ตั้งภายในเมืองนั้นก็ล้วนแต่มีเจ้าของไปหมดแล้ว
ภายในเมืองอู่หนานแห่งนี้มีพื้นที่ไม่มากนักอีกทั้งผู้คนก็มีประมาณนึง ที่ดินที่อยู่ในตอนนี้และเป็นตำแหน่งที่ตั้งที่ดีก็ล้วนแล้วแต่มีเจ้าของที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ในอดีต
จูเฟยนั่งพักขาเล็กๆทั้งสองข้างแกว่งไปมาพร้อมกับดวงตาขวางมองรอบบริเวณ ผู้คนมากมายที่เป็นชาวเมืองบ้างปะปนกับพ่อค้าบ้างเดินพลุ่งพล่านกันผ่านหน้าผ่านตาพวกนางไปมาจนลายตา
แต่ในขณะนั้นเองดวงตากลมโตคู่นั้นได้ปรายสายตาไปมองเห็นบางอย่าง บริเวณจุดนี้เมื่อปลายสายตาไปมองทางด้านซ้ายก็จะมองเห็นประตูเมืองที่ตั้งอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้นตัวของนางก็บังเกิดความคิดดีๆขึ้นมา ความเมื่อยล้าที่กำลังกัดกินขาน้อยๆได้หายไปในทันที เด็กน้อยที่นั่งอยู่กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับออกแรงวิ่งไปทางประตูเมือง
“ ไปที่ใดกันเจ้าค่ะคุณหนู!!! ” อวี้หลินรีบกระโดดขึ้นอย่างร้อนรนพร้อมกับเปล่งเสียงเรียกคุณหนูตัวน้อยที่รีบวิ่งไปยังไม่บอกไม่กล่าว
“ ตามมาเร็วอวี้หลิน!!! ” เด็กน้อยที่วิ่งอยู่ด้านหน้าได้หันกลับมาบอกกับสาวใช้ของตนเองยืนมองอยู่ด้านหลัง
อวี้หลินไม่รีรอรีบวิ่งตามคุณหนูตัวน้อยของตนเองไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองพากันวิ่งออกมาบริเวณด้านหน้าของเมือง
ประตูเมืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้า นี่คือประตูเมืองที่ตัวของนางเดินผ่านเข้าออกบ่อยครั้ง จูเฟยไม่หยุดเพียงแค่นั้นนำพาอวี้หลินวิ่งออกไปด้านนอก
วิ่งออกมาด้านนอกถนนก็จะตัดผ่านไป 3 เส้นแต่บริเวณถนนที่ตัดผ่านมันมีที่ดินแปลงหนึ่งที่ยังคงว่างเปล่าและตั้งอยู่บริเวณสี่แยกทั้ง 3
เมื่อเห็นที่ดินแปลงนั้นดวงตาของเด็กน้อยลุกวาวขึ้นมาในทันทีมันเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว จูเฟยรีบพาอวี้หลินวิ่งตรงเข้าไปภายในที่ดินแปลงนั้นอย่างรวดเร็ว
ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ตรงใจกลางสี่แยก แม้ว่าจะลบล้างไปบ้างแต่ว่ามันก็เป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่ดูแล้วผู้คนน่าจะสัญจรผ่านมากมาย
ตรงบริเวณนี้คือด้านหน้าเมืองและมันตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าเลย แม้แต่ตอนที่นางกำลังยืนอยู่ตรงนี้ยังมีรถม้าจากพ่อค้าหรือเรือจากพ่อค้ามากมายที่ทยอยผ่านมาอย่างเป็นระยะ
สถานที่แห่งนี้ใช้งานได้อย่างแน่นอนด้วยทำเลที่ตั้งที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากมายสามารถนำมาเปิดร้านอาหารที่นางตั้งใจเอาไว้ได้
“ คุณหนูเจ้าคะคิดจะทำอันใดกันเจ้าคะ? ” อวี้หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามอย่างประหลาดใจเมื่อดวงตาของนางได้กวาดมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้บริเวณด้านหน้าของนางมันคือที่ดินรกร้างที่แทบจะไม่มีผู้คนย่างกายเข้าไป ดูจากที่ดินผืนนี้มีต้นไม้ต้นใหญ่ 4 ต้นตั้งอยู่บริเวณมุมต่างๆ แต่นอกจากนั้นก็เป็นหญ้ารกร้างที่ขึ้นมากมายเสียจนแทบจะไม่มีผู้คนสนใจ
จูเฟยที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็ได้พยักหน้าขึ้นลงราวกับว่าจะพึงพอใจด้วยรอยยิ้มกับสิ่งที่ตนเองนั้นได้พบเจอ “ สถานที่แห่งนี้แหละ!! ”
นางตัดสินใจแล้วว่าจะเอาสถานที่แห่งนี้มาทำเป็นร้านอาหาร นางเองก็ลืมฉุดคิดไปเลยสถานที่แห่งนี้นางเดินผ่านไปมาทุกครั้งที่เข้าเมืองหลวง แต่ว่าก็ไม่เคยสังเกตุหรือมองมันเพราะว่ามันมีต้นหญ้ามากมายขึ้นสูงรกร้างจนกลายเป็นเหมือนกับที่ดินรกร้างที่แทบจะไม่มีผู้คนคิดจะซื้อมัน
“ เอ๊ะ!!! คุณหนูอย่าบอกนะเจ้าคะว่าคุณหนูคิดจะ... ”
“ ใช่แล้วตัวข้าคิดจะนำเอาที่ดินผืนนี้มาทำร้านอาหารอย่างไรล่ะ ร้านอาหารที่จะมีเจ้าเป็นแม่ครัวใหญ่ ” จูเฟยหันไปพูดกับอวี้หลินที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ อันใดกันเจ้าคะ ที่ดินแห่งนี้รกร้างมันจะสามารถนำมาเป็นร้านอาหารได้จริงๆงั้นหรือ? ” อวี้หลินประหลาดใจในความคิดของคุณหนูตัวน้อยของนางเป็นอย่างมาก นางเองก็มีความรู้ระดับนึงไม่มีร้านอาหารใหญ่ๆร้านไหนหรอกที่จะตั้งอยู่นอกเมืองเช่นนี้
ถ้าร้านอาหารอยากจะเฟื่องฟูและมีลูกค้าเข้ามากมายก็ย่อมต้องเปิดภายในเมืองที่เป็นศูนย์กลางให้คนนั้นเดินผ่านไปผ่านมามากมาย
“ ดีสิ!! ตอนนี้ไม่มีที่ดินทำเลดีภายในเมืองเหลือแล้ว เพราะฉะนั้นสถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เจ้าดูนี่นะตอนนี้ถนนนี้มีรถม้ามากมายวิ่งผ่านแล้วก็อยู่ห่างจากประตูเมืองเพียงแค่นี้เอง ” จูเฟยชี้ไม้ชี้มือของนางไปมาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอธิบายให้กับอวี้หลินได้ฟัง
“ อีกอย่างนะที่ดินผืนนี้มันมีพื้นที่มากมายสามารถขยับขยายได้เป็นร้านอาหารใหญ่ๆได้เลย แล้วมันก็ตั้งอยู่นอกเมืองราคามันก็น่าจะถูกกว่าภายในเมือง ” เริ่มแรกที่เปิดตัวของนางก็คิดอยู่แล้วว่านางจะสร้างเพียงแค่เล็กๆเท่านั้นเพราะว่าก็มีทุนไม่มากนัก แต่หลังจากนั้นก็น่าจะขยับขยายร้านมากขึ้นไปอีกซึ่งถ้าพื้นที่มีขนาดใหญ่มากขนาดนี้ก็สามารถขยายร้านขยายเป็นร้านใหญ่ๆได้เลย
อีกอย่างนั้นคือสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่นอกเมืองที่ดินแปลงที่ตั้งอยู่นอกเมืองจะมีราคาถูกกว่าภายในเมืองถึงเท่าตัว ตอนนี้นางมีเงินติดตัวอยู่เหลือเพียงแค่ประมาณ 70 ตําลึงเท่านั้น เพราะว่าใช้ในการไถ่ตัวของอวี้หลินและซื้อของต่างๆไป
โดยที่ดินส่วนใหญ่ภายในเมืองราคามันก็น่าจะอยู่สักประมาณ 300-400 ตำลึง แต่ที่ดินแปลงนี้น่าจะมีราคาถูกกว่านั้น ซึ่งถ้ามีราคาถูกกว่านั้นก็อาจจะเร่งทำงานโดยใช้กำลังแรง 2 กำลังขายสมุนไพรจำนวนมากก็อาจจะได้เงินจำนวนที่ต้องการมาในเวลาประมาณ 1 เดือน
เรื่องอื่นก็ปล่อยผ่านไปก่อนแม้ว่าจะยังไม่มีทุนในการสร้างร้านแต่ว่าต้องได้ที่ดินมาก่อนมิเช่นนั้นถ้ามีผู้ที่คิดจะมาแย่งซื้อที่ดินผืนนี้ไปแล้วจะทำเช่นไร รูปลักษณ์ที่เป็นที่ดินรกร้างภายนอกนั้นมันเปรียบเสมือนผ้าสกปรกที่ห่อทองคำแท้เอาไว้
ตอนนี้ภายในใจนั้นก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเอาที่ดินผืนนี้ไปกระทำเป็นร้านอาหาร จูเฟยเริ่มหันไปหาอวี้หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังของนาง “ ไปกันเถอะ!! ”
เด็กน้อยได้หันหลังแล้วทำท่าทางจะเดินหน้ากลับเข้าไปภายในเมืองอู่หนานอีกครั้ง
“ ไปที่ใดงั้นรึเจ้าคะคุณหนู? ”
“ ไปที่ว่าการอำเภอกัน สถานที่แห่งนั้นน่าจะมีผู้ที่บอกเราได้ว่าที่ดินแปลงนี้ราคาเท่าไหร่ ” จูเฟยมุ่งตรงกับเขาไปภายในเมืองอู่หนานอย่างรวดเร็ว
นางเดินภายในเมืองแห่งนี้มาแล้วหลายเดือนหลังจากที่มาอยู่ภายในร่างของเด็กน้อยผู้นี้ทำให้ตัวนางนั้นรู้เส้นทางต่างๆเป็นอย่างดีและก็รู้ด้วยว่าสถานที่สำคัญภายในเมืองอู่หนานมันต้องอยู่ในจุดไหนบ้าง
และนางก็รู้ว่าที่ว่าการอำเภอที่น่าจะเป็นที่ที่สามารถติดต่อซื้อขายที่ดินที่ชาวเมืองอยากจะขายได้มันตั้งอยู่บริเวณเกือบจะใจกลางเมือง
จูเฟยเดินมาถึงที่ว่าการใจกลางเมืองที่ว่าการขนาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่ตกแต่งเป็นสีแดงเข้มที่เป็นสีของข้าราชการ นางได้เข้าไปทักทายมือปราบที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าทันที “ ท่านลุงเจ้าคะถ้าข้าอยากจะมาสอบถามเรื่องที่ดินต้องไปถามหาจากผู้ใดงั้นรึเจ้าคะ ”
“ โอ้ว!!! เรื่องที่ดินนั่นรึเข้าไปเลย เข้าไปแล้วเดินไปทางซ้ายนะมันจะมีเรือนหลังเล็กๆอยู่ ที่นั้นจะเป็นที่จัดการที่ดินของภายในเขตเมืองอู่หนาน ” มือปราบด้านหน้าที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้นก็ได้ตอบกลับตัวของจูเฟยมาอย่างเป็นมิตร
“ ขอบคุณเจ้าค่ะ~ ” จูเฟยทำการขอบคุณตามมารยาทก่อนที่จะเดินนำเข้าไปภายในที่ว่าการอำเภอทันที สถานที่แห่งนี้ถูกจัดสรรปันสวนไว้เป็นส่วนต่างๆเพื่อให้เหล่าชาวเมืองนั้นได้มาร้องทุกข์หรือว่าสอบถามในเรื่องต่างๆได้อย่างสะดวกมากขึ้น
จูเฟยเมื่อก้าวเท้าเข้าไปภายในเขตของที่ว่าการอำเภอก็เลี้ยวซ้ายตามทางที่มือปราบด้านหน้าบอกทันที แล้วก็ไปพบเจอกับเรือนสีแดงหลังเล็กๆที่น่าจะเป็นที่จัดการที่ดิน
นางได้รีบย่างกายเข้าไปทันทีเมื่อเข้าไปก็พบกับชายชราร่างกายอ้วนท้วนผู้หนึ่งที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับเอกสารมากมายที่แทบจะทับตัวตาย เขาเป็นชายชราที่มีผมและหนวดเคราสีขาวร่างกายอ้วนท้วนแต่งกายด้วยชุดข้าราชการสีแดงใส่หมวกสีดำยาวขึ้นมาจากหัวประมาณหนึ่งข้อแขน
จูเฟยและอวี้หลินย่างเท้าเข้าไปทันทีแล้วเดินตรงเข้าไปหาชายชราผู้นั้น
“ ขอโทษนะเจ้าคะข้ามาติดต่อเรื่องที่ดิน ”
เมื่อได้ยินเสียงเล็กๆดังขึ้นมาชายชราผู้นั้นได้หันมามองเห็นแม่หนูตัวน้อยตัวหนึ่งที่กำลังยืนเผชิญหน้าอยู่ด้านหน้าของเขา ด้านหลังของแม่หนูตัวน้อยมีเด็กหญิงวัยประมาณ 15-16 ปียืนอยู่
“ เรื่องที่ดินงั้นรึ?? ”
“ ใช่เจ้าค่ะ!!! ข้าอยากจะมาสอบถามว่าที่ดินบริเวณด้านหน้าของเมืองอู่หนานมันมีราคาเท่าใดหรือเจ้าคะ?? ” จูเฟยเข้าเรื่องอย่างไม่รีรอ
“ ... ”
จบตอน