หลายวันต่อมา
ความสัมพันธ์ของมู่หรงเซียวกับหยางเสวี่ยเฟยราวกับพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งการกระทำ สายตา คำพูด อ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หญิงสาวยังคงปรับตัวไม่ทัน แม้ในใจจะรู้สึกดีแต่ก็คิดว่าเป็เพราะตัวเองอยู่ในร่างมู่หรงเซียว กระนั้นก็ยังไม่รู้ว่าอ่านเนื้อหาในนิยายส่วนใดพลาดไปหรือไม่จึงไม่รู้ว่าเขาถึงแสดงความรักใคร่กับตนเองได้มากเพียงนี้
นางคิดว่าจำเื่มู่หรงเซียวได้อย่างแม่นยำแต่เื่ราวกลับตาลปัตรจนทำให้เผลอคิดไปว่าเนื้อเื่ในนิยายถูกปรับเปลี่ยนโดยปริยาย
ถ้าเขารักมู่หรงเซียวจริง ๆ ไม่สิ ไม่ได้หรอก การตั้งท้องครั้งนี้มีแต่ความสูญเสีย ข้าจะเสี่ยงไม่ได้เด็ดขาด นางคิดในใจเช่นนั้นจึงยังคงกินยาเหมือนเดิม
ทุกวันยังคงได้ยินเสียงของเขาเอ่ยเรียก “ฮูหยิน ข้ากลับมาแล้ว เ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ” หรือยามเช้ากระซิบทักทายอย่างอ่อนโยน “ฮูหยิน ตื่นแล้วหรือ”
กระทั่งยามค่ำคืน เสียงหอบหายใจถี่และสีหน้าชายหนุ่มที่ทำให้ใบหน้านางแดงระเรื่อ “ฮูหยิน ข้าอยากทำอีก… ครั้งสุดท้ายได้หรือไม่”
สิ่งเ่าั้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในใจจนนางเผลอใผลไปกับเื่ราวที่เกิดขึ้น หัวใจเต้นตึกตักทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา
คืนวันจันทร์เต็มดวงวนมาถึงอีกครั้ง คราวนี้รองแม่ทัพหยางห้ามไม่ให้มู่หรงเซียวออกไปเที่ยวที่หอราตรีราวกับรู้ว่าหญิงสาวต้องวางแผนอะไรเอาไว้จึงสั่งให้เสิ่นจื้อเหลียงคอยจับตาดู
มู่หรงเซียวหน้ามุ่ยพยายามบอกกับน้องชายคนสนิทว่า “ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
“ไม่ได้ขอรับ” เขายืนยันหนักแน่น ต่างฝ่ายต่างถกเถียงกันอยู่อย่างนั้นจนนางได้แต่ยอมแพ้
สายตามองไปรอบตัวรู้สึกว่าบรรยากาศในจวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสียงจอแจพูดคุยกันของบ่าวในเรือนดังมาเป็ระยะ นางเห็นแม่บ้านที่ดูแลจวนให้หยางเสวี่ยเฟยวิ่งวุ่นไปมาสั่งสาวใช้คนโน้นให้ไปเตรียมโต๊ะหรือไม่ก็ชิมอาหารในครัวบ้าง
“อาเหลียง วันนี้มีงานอะไรหรือ”
“หัวหน้าไม่ได้บอกไว้ขอรับ” เขาตอบไปตามตรง งุนงงไม่น้อยไปกว่ากัน
เวลานั้นเมิ่งเซียงไปเตรียมขนมทานเล่นยามบ่ายให้เ้านายจึงได้แอบถามดูพลันได้รู้ว่าคืนนี้จะมีงานเลี้ยงเล็ก ๆ ของรองแม่ทัพที่จัดไว้สำหรับคนสนิท
“เฮอะ… เขาจัดงานเลี้ยงได้แต่ห้ามไม่ให้ข้าไปไหน หัวหน้าเ้าช่างดีจริง ๆ” มู่หรงเซียวส่ายหน้าไม่สบอารมณ์ คิดว่าตัวเองไม่ได้ออกเที่ยวบ่อยเพียงนั้นเสียหน่อยจึงเดินไปนั่งเล่นที่ศาลาในสวน ทานขนมว่างแล้วปักลายถุงหอมต่อจากที่ค้างไว้
ท้องฟ้าทอแสงสีส้ม ดวงจันทร์กลมโตเริ่มส่องสว่างแทนที่ สายลมเย็นพัดสอบเหมือนระลอกคลื่นทำให้นางคิดถึงเสียงกู่ฉินยิ่งนัก ดวงตาสีทับทิมจ้องไปที่กำแพงตรงจุดเดิมที่เคยปีนออกไป ขาข้างหนึ่งเผลอขยับด้วยความแน่วแน่
หากแต่ใครบางคนกระแอมไอขึ้นทันใด “เ้าจะไปจริงหรือ”
“ข้าแค่เมื่อย ไม่ได้คิดหนีเที่ยว” น้ำเสียงนั้นตอบด้วยความมั่นใจแต่ความหมายที่สื่อออกมาบอกชัดเจนว่ามีพิรุธ “รองแม่ทัพมีธุระอันใดกับข้า”
หยางเสวี่ยเฟยเดินเข้ามาหานาง หยุดยืนห่างกันเพียงไม่กี่คืบและสายตาที่สบประสานแสดงออกว่า้าอะไรบางอย่างจากคนตรงหน้า
“อันไหนของข้าเล่า” นิ้วเรียวชี้ไปที่ถุงหอมสามสี่อันที่วางไว้อยู่บนถาด แต่ละอันมีลวดลายแตกต่างกันไป
มู่หรงเซียวเลิกคิ้วเดาใจอีกฝ่ายไม่ถูกแล้วตอบไปว่า “ไม่มี”
“…” แววตาของเขาเปลี่ยนไปในทันที “เ้าทำให้ผู้ใด”
“เฟิงเกอ อาเหลียง เมิ่งเซียงแล้วก็ข้า สี่ใบครบพอดี” ดวงตาสีทับทิมมัวแต่มองผลงานของตัวเองไม่ได้รู้เลยว่าเวลานี้คนตรงหน้ากำลังสงบสติอารมณ์จึงพูดออกไปว่า “เ้าน่าจะมีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ข้าได้กลิ่นปิงเพี่ยนจากตัวเ้า”
“มีอยู่แล้วมีเพิ่มอีกไม่ได้หรือ กฎข้อใดบอกว่าข้ามีได้เพียงหนึ่ง” เขาเอ่ยกับนางพลางขยับตัวเข้าใกล้อีกหนึ่งคืบ นิ่วหน้าราวกับไม่ได้ดั่งใจ
“เหตุใดไม่ไปบอกคนที่ทำถุงหอมให้เ้าเล่า” นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่อีกฝ่ายเดินเข้าหาจึงเผลอพูดออกมาว่า “ข้าเคยปักลายให้เ้าหลายคราแต่เ้ากลับไม่สนใจ”
หยางเสวี่ยเฟยจึงหยิบถุงหอมที่เก็บไว้ในเสื้อออกมาวางบนมือเล็ก ๆ ของนางโดยไม่พูดอะไร
มู่หรงเซียวมองลายปักบนถุงหอมสีทับทิมอยู่ครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ามองร่างสูงเพราะจำได้แล้วว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้านางเป็คนทำด้วยตัวเอง “ถุงหอมลายดอกท้อที่ข้าเคยปักให้เ้าเมื่อปีก่อน ข้านึกว่า…”
“ข้าเก็บไว้ทุกอย่าง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ของที่เ้าให้มา ข้าเก็บไว้เป็อย่างดี”
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าป่วยแน่ ๆ” ทุกวันนี้มู่หรงเซียวยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่มแสนเ็าตรงหน้า “ไม่สิ ข้าเองที่ป่วย เป็ไปไม่ได้หรอก”
ฝ่ามือหนาทาบลงบนหน้าผากมู่หรงเซียวอย่างอ่อนโยน “รู้สึกไม่สบายหรือ ข้าตามหมอมาดีหรือไม่”
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเรียกสติตัวเอง ไม่ชินกับการกระทำเช่นนี้ของเขาเลยแต่เพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไรจึงได้แต่ตามน้ำไปโดยปริยาย
เมื่อเห็นว่าสายตาของเขายังคงมองถุงหอมบนถาดจึงเอ่ยพึมพำ “วันพรุ่งนี้ข้าจะปักอันใหม่ให้เ้าก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ารูปงาม “ข้าจะรอนะฮูหยิน” หยางเสวี่ยเฟยพูดจบพลันจับข้อมือนางแล้วพาเดินไปที่ศาลาใหญ่ของจวนสกุลหยาง สถานที่ที่เมื่อกลางวันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
“ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเ้าคะ” หยางเสวี่ยฮวาทักทายพี่ชายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่เมื่อเห็นว่ามู่หรงเซียวยืนอยู่ข้างหลังกลับขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ย
“เสี่ยวฮวา เ้าอยากได้สิ่งใดเพิ่มหรือไม่” เขายังคงดูแลน้องสาวได้ดีเสมอต้นเสมอปลายเพราะมีกันแค่สองพี่น้อง
“ไม่มีเ้าค่ะ” เด็กสาวส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “ท่านพี่อวี้หลานน่าจะใกล้มาถึงแล้ว ท่านพี่ไม่ออกไปรอรับหรือ”
เพียงได้ยินชื่อของเสิ่นอวี้หลาน บุตรสาวแม่ทัพใหญ่เหมือนรู้สถานะขึ้นมาทันใดจึงปล่อยมือจากคนข้างกายแต่เขาไม่ยอมให้นางทำตามใจตัวเอง
“เสี่ยวฮวา เ้าช่วยไปรับนางแทนข้าได้หรือไม่ ฮูหยินรู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ข้าจะพานางไปนั่งที่ศาลาก่อน” หยางเสวี่ยเฟยยิ้มให้น้องสาวพลันจูงมือฮูหยินไปนั่งรอด้วยท่าทีสบายอารมณ์
“เ้าคิดจะทำอะไร เมิ่งเซียงบอกว่าเ้าจัดงานเลี้ยงกับคนสนิทไม่ใช่หรือ ข้าไม่…”
หากพูดเื่ความสนิทสนมแล้ว นางไม่นับว่าตนเองเป็หนึ่งในนั้นจึงคิดว่ากลับเรือนตนเองจะดีกว่าเพราะอยู่ต่อไปก็คงมีแต่อึดอัดใจ
“เหตุใดเ้าจึงอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ลืมไปแล้วหรือว่าเ้าเป็ฮูหยินของข้า” หยางเสวี่ยเฟยก้มหน้าลงมา สายตาจ้องดวงตาสีทับทิม แล้วยิ้มมุมปาก “ลองเรียกข้าว่าสามีบ่อย ๆ เ้าจะได้ไม่ลืม”
“ไม่มีทาง” นางส่ายหน้าทันควัน เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังออกมาข้างนอก ใบหน้าแดงระเรื่อเหมือนผลตำลึงสุก “อย่าเข้ามาใกล้ได้หรือไม่”
ครั้นถูกมือน้อย ๆ ดันหน้าอกออกไปด้วยความเขินอายกลับรู้สึกว่าอยากเข้าใกล้มากกว่าเดิมจึงไม่ยอมถอยห่างแล้วจับใบหน้านวลเงยขึ้น จุมพิตริมฝีปากแ่เบาท่ามกลางสายตาของสาวใช้ในจวนที่ต่างตกตะลึงกันเป็แถบ
ใครเล่าจะไปคาดคิดว่าเ้านายจะแสดงทีท่ารักใคร่คนที่เคยวิ่งหนีมาตลอดอย่างนั้น
“…” เมิ่งเซียงมองหน้าเสิ่นจื้อเหลียงและเซี่ยหลานเฟิงที่ยืนอยู่ข้างกาย สีหน้าแสดงออกราวกับในใจกำลังส่งจิตหากัน สนทนาอย่างไร้เสียงแต่แววตาเต็มไปด้วยเื่ราวมากมาย
“เอ๊ะ! เสี่ยวฮวา เ้าอย่าเพิ่งมอง” เสิ่นอวี้หลานเดินเข้ามาพร้อมหยางเสวี่ยฮวาพลันเหลือบเห็นจังหวะนั้นพอดีจึงรีบปิดตาเด็กสาวทันที
“ท่านพี่ มีอะไรหรือเ้าคะ” นางเอ่ยถามด้วยความสงสัยก่อนจะถูกพาไปยังมุมหนึ่งที่มองไม่เห็นคนในศาลาใหญ่ “ท่านพี่…”
“เ้าดูดอกไม้ตรงนี้สิ พวกเราเคยปลูกด้วยกันเมื่อปีก่อน สูงขึ้นตั้งเยอะเลย” เสิ่นอวี้หลานเปลี่ยนเื่ ชี้ต้นไม้ที่พวกนางช่วยกันปลูกในยามว่าง
“่นี้ข้าสั่งให้คนสวนรดน้ำบ่อย ๆ เพราะกำลังชูช่อเ้าค่ะ”
“อ้อ… ดีจริง ๆ” หมอหญิงยิ้มกว้างแล้วชวนคุยเื่อื่นต่อ
ในขณะที่คนในศาลากลางสวนเหมือนลืมไปแล้วว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด รสจุมพิตหวานละมุนยังคงแผ่ซ่านก่อนที่ชายหนุ่มจะถอนริมฝีปากออกมา
“หยางเสวี่ยเฟย เ้าไม่เห็นหรือว่าเราสองคนอยู่ข้างนอก”
มู่หรงเซียวยังคงใจเต้นอยู่อย่างนั้น ใบหน้าแดงจนลามมาที่ลำคอเรียว เขินอายเพราะััของเขาโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากยังคงมีร่องรอยไออุ่นหลงเหลืออยู่
“เวลานี้ข้าเห็นเพียงเ้า” เขาเย้าหยอกอีกฝ่ายอารมณ์ดีพลางจับแก้มนวลนุ่มนิ่ม แล้วก้มหน้ามาใกล้อีกครั้งจนได้ยินเสียงกระซิบ “ถือว่าเป็คำขอบคุณที่ฮูหยินปักถุงหอมให้ข้า”
“…”
“ข้าเองก็รอคำขอบคุณจากเ้าเหมือนกัน หวังว่าเ้าจะชอบของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้” หยางเสวี่ยเฟยส่งสัญญาณก่อนที่ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
พลันเสิ่นอวี้หลานพาหยางเสวี่ยฮวามานั่งประจำที่ศาลาใหญ่พร้อมกับคนอื่น ๆ มู่หรงเซียวเพิ่งสังเกตได้ว่าแขกคนสนิทของเขามีเพียงแค่เสิ่นอวี้หลานเท่านั้นจึงหันไปมองหน้าเขาแล้วคิดในใจ
เ้าเชิญนางมาที่นี่ ทั้งยังทำกับข้าเช่นนี้เพื่อให้นางหึงหวงอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงต้องลงแรงถึงเพียงนั้นในเมื่อสุดท้ายแล้วนางจะรับรักเ้าสมกับที่เ้าปรารถนา
ท้องฟ้าสีหม่นเริ่มมีแสงจันทร์ฉาย สายลมเย็นพัดผ่านมาเป็ระลอก กลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนอบอวล ต่างคนต่างอยู่ในท่าทีสบาย ๆ พูดคุยกันเื่สัพเพเหระ
สาวใช้เริ่มจัดแจงนำอาหารเครื่องดื่มมาวางจนเต็มโต๊ะล้วนแล้วมีแต่อาหารจานโปรดของพวกเขาทั้งสิ้น ดวงตาสีดำขลับหันมองคนข้างกาย เขาค่อย ๆ เลื่อนมือมาจับมือมู่หรงเซียว นิ้วโป้งไล้หลังมือหญิงสาวอย่างนุ่มนวล
มู่หรงเซียวสังเกตได้ว่าวันนี้หยางเสวี่ยเฟยยิ้มให้นางได้นับร้อยครั้งแล้ว ได้แต่คิดในใจว่า เ้าคงร้อนรนใจน่าดูที่เสิ่นอวี้หลานไม่สนใจเ้าเลย คราวนี้คิดจะทำสิ่งใดให้นางหึงหวงดีเล่า บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ส่ายหน้า สายตามองตัวละครในบทพระรองที่เวลานี้มักชอบทำอะไรนอกบทเหนือความคาดหมายทุกวี่ทุกวัน