าาภากรโบกมือวูบเชือกเพลิงก็สลายไป จะให้มันตายง่ายๆได้อย่างไร!
แล้วเขาก็เดินเข้าไปจิกผมาาอนธการขึ้นมา เอาเชือกสะกดพลังมัดรอบคอแล้วลากตัวาาอนธการไปขังเอาไว้ สถานที่คุมขัง ก็เลือกเอาหอคอยข้างปราสาทนี่แหละเขาจะให้มันมองดูผู้คนของมันต้องทุกข์ทรมาน ฟังเสียงร้องของลูกสาวตัวเองที่ถูกเขาย่ำยีทุกวัน!
เขาจิกลากมันไปตามทางอย่างไร้ความปราณี จนตัวาาอนธการล้มลุกคลุกคลานครูดไปกับพื้นเมื่อลากไปถึงยอดหอคอย เขาก็ปล่อยพลังเทพออกมาสร้างเป็กรงไฟขึ้นกรงหนึ่งแล้วโยนาาเฒ่าเข้าไปในกรงไฟ กรงนี้จะไม่เผามันให้ตายแต่จะทำให้มันเ็ปทุกครั้งที่มันมาจับกรง เขาจะคอยฟังเสียงร้องโหยหวนของมัน!
แล้วเขาก็เดินลงจากหอคอย สั่งทหารให้ไปเฝ้าล้อมรอบลานจันทราเอาไว้ป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปทำพิธีบูชายัญได้ จากนั้นเขาก็ให้ทหารบุกทุกบ้านนำเชือกสะกดพลังไปมัดชาวบ้านทุกคนเอาไว้ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านรวมตัวกันลุกฮือขึ้นต่อสู้
ชาวบ้านตกอกใที่จู่ๆก็มีคนบุกเข้ามาเอาเชือกสะกดพลังมามัดคอพวกเขาเอาไว้ ชาวบ้านบางคนก็ลุกขึ้นสู้ แต่เมื่อลุกขึ้นสู้ไหนเลยจะสู้กับพวกทหารที่ถูกฝึกมาได้บางคนถูกฆ่าตายไป บางคนก็ถูกทำร้ายจนาเ็สาหัส พวกสตรีและเด็กเล็กก็ส่งเสียงกรีดร้องพากันวิ่งหลบหาที่ซุกที่แอบกันอย่างอลม่าน
เสียงร้องอย่างตกอกใ ผสมกับเสียงต่อสู้ดังเป็ระยะๆไม่หยุดทำให้าาอนธการซึ่งอยู่บนยอดหอคอยยิ่งร้อนใจ พุ่งไปหมายจะพังกรงออกไปแต่พอจับถูกกรง มือก็ถูกแผดเผาจนร้องลั่น “โอ๊ยยยย...”
าาอนธการสะบัดมือออกอย่างเ็ปมองไปรอบๆกรงไฟอย่างพยายามหาช่องโหว่ที่จะพังออกไป แต่ก็ไม่เห็นช่องโหว่แม้แต่น้อยเขายืนอยู่กลางกรงอย่างจนปัญญา พยายามจะดึงเชือกสะกดออกจนผิวเนื้อรอบคอถลอกปอกเปิก
ค่ำคืนที่แสนโหดร้ายดำเนินไป ล่วงเข้าเช้าวันใหม่กองทัพาาภากรก็บุกยึดดินแดน จับพวกชาวบ้านมัดด้วยเชือกสะกด แล้วก็จากไป บุกไปทุกบ้านทำเช่นนี้กับชาวดินแดนจันทราทุกคน
ระหว่างที่ทหารบุกไปนั้น าาภากรก็ปล่อยพลังเทพสุริยะออกมาปกคลุมดินแดนจันทราเอาไว้ทำให้ฝนไม่ตก เมื่อฝนไม่ตก พืชผักที่ปลูกไว้ก็ย่อมขาดน้ำตายเขา้าจะให้คนดินแดนจันทราตกตายอย่างทรมาน ให้าาเฒ่าได้ฟังเสียงร้องคร่ำครวญของประชาชน!
ณ โลกมนุษย์ ดวงดาวสีฟ้าสวยสด
“ทิวาทางนี้ๆ” ชายหนุ่มโบกมือเรียกน้องสาวของเพื่อนซึ่งกำลังมองหาตัวเขา
ทิวาโบกมือตอบแล้วก็รีบเดินไปหาตะวัน เขาเป็เพื่อนกับพี่ชายของเธอั้แ่สมัยเรียนมัธยมเขาแก่กว่าทิวาหกปี เธอสนิทกับเขามาก เขาเป็เหมือนพี่ชายของเธออีกคนปัจจุบันเขาเป็เ้าของบริษัทอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต รายใหญ่หนึ่งในสิบของประเทศเขาทั้งหล่อทั้งรวยจึงเป็ที่หมายปองของหญิงสาวมากมาย
ส่วนเธอกำลังจะเรียนจบในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าตะวันจึงล็อคตัวเธอให้ไปทำงานด้วยในตำแหน่งผู้ช่วยเลขา
วันนี้ตะวันนัดสองพี่น้องมากินข้าวด้วยกันทิวามาถึงก่อนส่วนอารยะเพื่อนรักยังมาไม่ถึง
“สวัสดีค่ะพี่ตะวัน” ทิวายกมือไหว้
“หวัดดีจ้ะ” ตะวันรับไหว้แล้วก็บอกว่า“ไอ้ยะยังไม่มาเลย นั่งก่อนซิ”
ทิวานั่งตรงข้ามกับเขา วางกระเป๋าไว้ข้างเก้าอี้แล้วบอกว่า“มาช้าตามเคยแหละค่ะ”
ตะวันพยักหน้า “ถ้างั้นเราสั่งอาหารเลยละกัน”แล้วเขาก็หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟ
เด็กเสิร์ฟรีบเดินไปบริการพร้อมกับยื่นเมนูให้“สวัสดีค่ะ”
ทั้งสองรับเมนูไปเปิดดูสักครู่แล้วก็สั่งอาหาร
“ผมเอาชุดนี้กับน้ำแร่ครับ” ตะวันสั่งแล้วก็หันไปถามทิวาว่า“แล้วทิวาจะกินอะไรล่ะ?”
“วาเอาอันนี้ล่ะกันค่ะ” ทิวาชี้ที่เมนู
เด็กเสิร์ฟจดรายการ “รอซักครู่นะคะ”จากนั้นก็เดินไปยื่นรายการที่เคาน์เตอร์
ครู่ต่อมาเด็กเสิร์ฟก็ยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้
ประตูร้านเปิดออก อารยะเดินเข้าไปพลางมองหาเพื่อน
ตะวันหันไปเห็นพอดีก็โบกมือ “ทางนี้ๆ”
ทิวาหันไปมอง “ข้ออ้างเดิมชัวร์” เธอพูดลอยๆ
ตะวันหันไปยิ้มกับทิวา “ก็รู้ๆกันอยู่นี่เนาะ”
ทิวายิ้มขำ
พออารยะมาถึงก็รีบขอโทษว่า “โทษทีๆ มาช้าไปหน่อย รถมันติดน่ะ”
ทิวาค้อนขวับ “พี่ก็สายตลอดนั่นแหละ ไม่รู้ทำงานกับเ้านายฝรั่งได้ไง”
อารยะตบไหล่น้องสาวพลางแก้ตัวว่า “ก็นั่นมันงานส่วนนี่คนกันเอง” เขานั่งลงข้างน้องแล้วก็หันไปถามเพื่อนว่า “แกมานานรึยัง?”
“สักพัก ฉันมาถึงก่อนทิวาสักสิบนาทีล่ะมั้ง”ตะวันตอบแล้วก็หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟ
เด็กเสิร์ฟก็เดินเข้าไปส่งเมนูให้อารยะ “สวัสดีค่ะ”
อารยะรับเมนูไปเปิดดู แล้วก็สั่งอาหารจากนั้นก็ส่งเมนูคืนให้เด็กเสิร์ฟ
“รอสักครู่นะคะ”เด็กเสิร์ฟรับเมนูคืนแล้วก็เดินไปยื่นรายการที่เคาน์เตอร์
ตะวันมองทิวาแล้วก็ถามว่า“เดือนหน้าก็ปิดเทอมแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะพี่ตะวัน” ทิวาพยักหน้า
“ถ้างั้นพอปิดเทอมแล้วทิวาก็มาทำงานกับพี่เลยนะ”ตะวันบอก
อารยะก็แทรกว่า “เฮ้ย!แกจะฉกตัวยัยวาไปทำงานเลยได้ไง แล้วทริปที่แพลนกันไว้แล้วล่ะ ไม่ได้ๆต้องพายัยวาไปเที่ยวก่อนซิ แกลืมไปแล้วเหรอไอ้วัน”
ตะวันนึกขึ้นได้ “เออจริงซิถ้างั้นก็หลังจากกลับจากนครวัดล่ะกัน ดีมั้ยทิวา” เขาหันไปถามทิวา
ทิวาพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ” แล้วก็พูดต่อว่า“พี่ตะวันก็อย่าลืมเคลียร์งานให้เรียบร้อยล่ะกันค่ะ”
“จ้ะ” ตะวันพยักหน้า
แล้วเด็กเสิร์ฟก็ยกอาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสามก็กินกันไปคุยกันไปจนกระทั่งอิ่มแล้วตะวันก็เช็คบิล จากนั้นทั้งสามก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ทิวานั่งรถกลับกับพี่ชายส่วนตะวันก็ขับรถกลับบ้าน เขาสนิทกับทิวามากกว่าผู้หญิงคนไหนๆจนใครๆต่างก็คาดว่าเขาคงจะแต่งงานกับทิวาแน่เขาเคยนั่งคิดหลายครั้งว่าเขารู้สึกเช่นไรกับทิวา และทุกครั้งเขาก็ตอบตัวเองว่าเขาเห็นเธอเป็น้องสาวส่วนเธอก็เห็นเขาเป็เพียงพี่ชาย ซึ่งอารยะก็รับรู้ความรู้สึกของเขากับทิวาอารยะจึงไว้ใจปล่อยให้เขาไปไหนมาไหนตามลำพังกับทิวาบ่อยๆ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงวันไปเที่ยวนครวัดตะวันนั่งรอเพื่อนที่สนามบินพออารยะกับทิวามาถึงเขาก็ลากกระเป๋าลุกไปหาทั้งสอง
“ขอโทษค่ะที่มาสาย” ทิวายกมือไหว้
ตะวันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็ไรจ้ะ”
อารยะก็รีบแก้ตัวว่า “รถติดชะมัด นี่ขนาดออกจากบ้านเร็วแล้วนะดันมาเจออุบัติเหตุรถชนกันอีก กว่าจะหลุดมาได้แทบแย่”
“ไปเช็คอินกันเถอะ” ตะวันบอกแล้วก็เดินนำหน้าทั้งสองคนไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน
ครั้นพอเช็คอินเรียบร้อยทั้งสามคนก็เดินไปรอขึ้นเครื่อง
ระหว่างเดินผ่านร้านดิวตี้ฟรีทิวาก็แวะซื้อโฟมล้างหน้า ส่วนสองหนุ่มก็ชวนกันเดินไปดูสินค้าสำหรับผู้ชาย
พอทิวาซื้อของเสร็จก็เดินไปหาทั้งสอง แต่ก็ไม่เห็นทั้งสองคนเลยเธอชะเง้อมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็น “เอ...ไปไหนกันนะ?”
แต่พอหันหลังกลับก็เจอดอกไม้ช่อใหญ่ “อุ้ย!”
“ฉลองที่เรียนจบจ้า” อารยะยิ้มแฉ่ง
ทิวายิ้มดีใจ “ขอบคุณค่ะพี่ยะ”หล่อนรับช่อดอกไม้ไปดมแล้วก็ถามว่า “ซื้อมาตอนไหนคะ?”
“พี่ฝากไอ้วันมันซื้อให้ อุตส่าห์วางแผนเซอร์ไพร้สเชียวนะเนี่ย”เขาตอบแล้วก็ถามว่า “ชอบมั้ย”
ทิวาพยักหน้า “ชอบมากค่ะ ขอบคุณคะ รักพี่ที่สุดในโลกเลยค่ะ”เธอบอกแล้วก็หอมแก้มขอบคุณ พอผละออกจากพี่ชาย ตะวันก็ยื่นช่อดอกไม้ที่ซ่อนไว้ข้างหลังให้ทิวา
“ฉลองที่เรียนจบเช่นกันจ้ะ” เขาบอกพลางยิ้มให้
ทิวารับมาพลางยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะพี่ตะวัน”
อารยะยื่นกล่องเล็กๆส่งให้น้อง “ของขวัญที่เรียนจบจากพี่”แล้วเขาก็ฉวยช่อดอกไม้ส่งไปให้ตะวันถือ
ทิวาหันไปมอง “อะไรคะพี่ยะ?” เธอรับมาพลางเขย่าเบาๆ
“ก็แกะดูซิ” อารยะคะยั้นคะยอ
ทิวาจึงค่อยๆแกะห่อของขวัญออก ข้างในเป็กล่องกำมะหยี่สีแดงเธอเปิดฝากล่องแล้วก็เห็นสร้อยทองเส้นนึงกับจี้วงกลมทับทิมล้อมเพชร“สวยจังค่ะพี่ยะ”
อารยะยิ้มแฉ่งที่น้องชอบ เขาเอื้อมมือไปหยิบสร้อยขึ้นมา“พี่ใส่ให้นะ”
ทิวาพยักหน้า
อารยะจับน้องหันหลังแล้วเขาก็สวมสร้อยให้น้อง
ทิวาหันไปหอมแก้มพี่ชายอีกที “ขอบคุณค่ะพี่ยะ”แล้วหล่อนก็หันไปรับดอกไม้จากตะวัน ก็จะปล่อยให้เขาถือได้ไงเสียลุคหนุ่มหล่อมาดแมนกันพอดี
ตะวันยิ้มให้แล้วก็บอกว่า “ส่วนของพี่ไว้กลับมาจากนครวัดแล้วพี่ค่อยเอาให้นะเพราะมันใหญ่มาก”
ทิวาพยักหน้า “ค่ะ” แล้วก็ถามว่า “พี่ซื้ออะไรให้ทิวาเหรอคะ?”
“ไม่บอกจ้ะ บอกก็ไม่เซอร์ไพร้สซิจ๊ะ”ตะวันบอกยิ้มๆ แล้วก็บอกว่า “ไปกันเถอะใกล้จะได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว”
อารยะก้มดูนาฬิกา “เออจริงด้วย”
ทิวาพยักหน้า “ค่ะ”
แล้วทั้งสามก็เดินไปที่เกทนั่งรอขึ้นเครื่อง
พอสายการบินประกาศให้ขึ้นเครื่องผู้โดยสารทั้งหมดก็ทยอยลุกไปต่อแถวขึ้นเครื่อง จากนั้นเครื่องบินก็เทคออฟจากสนามบินมุ่งหน้าสู่เสียมเรียบประเทศกัมพูชา
ทริปนี้เป็ทริปที่ทิวาใฝ่ฝันมานานแล้วครั้นพออารยะหาโอกาสลางานได้ เขาก็รีบจัดทริปนี้ให้เป็ของขวัญเนื่องในโอกาสที่ทิวาเรียนจบทันทีส่วนตะวันถูกชวนมาเป็เพื่อน อีกอย่างตะวันก็ยังไม่เคยไปเที่ยวนครวัดเช่นกันพอถูกชวนเขาก็ตกลงทันที
อารยะกับทิวามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องพ่อแม่ตายไปเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำั้แ่อารยะเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆอารยะจึงทำหน้าที่แทนพ่อแม่ส่งเสียน้องสาวคนเดียวเรียนต่ออย่างไม่ย่อท้อ สองพี่น้องจึงรักกันมาก
ครั้นพอถึงเสียมเรียบทั้งสามคนก็เรียกรถไปส่งที่โรงแรม
หลังจากเช็คอินเอากระเป๋าเก็บไว้ในห้องพักสองพี่น้องพักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนตะวันก็พักห้องติดกัน แล้วทั้งสามคนก็ออกไปเดินเที่ยวใกล้ๆโรงแรม
“เฮ้ยไอ้วันแกซื้ออะไรให้ยัยวาเหรอ?” อารยะกระซิบถามอย่างอยากรู้
เดี๋ยวกลับไปแกก็เห็นเองแหละ”ตะวันตอบแล้วก็บุ้ยปากเมื่อทิวาเดินมาสมทบ
อารยะเอาศอกกระทุ้งเอวเพื่อน“หนอย...แค่นี้ก็ต้องปิดกันด้วย”
ตะวันยิ้ม“อ้าว...ขืนบอกไปเดี๋ยวแกก็เผลอไปบอกทิวาน่ะซิ”
อารยะเลยกระทุ้งอีกทีอย่างหมั่นใส้“หนอยแน่ะ เห็นฉันเป็พวกปากสว่างไปได้”
“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะพี่ยะพี่ตะวัน”ทิวาถามพลางยื่นขวดน้ำให้ทั้งสองคน
“ก็คุยกันว่าพวกเราจะไปไหนดีล่ะ”ตะวันรีบบอก
ทิวามองทั้งสองคนแล้วก็หันไปมองรอบๆ “เอ...ไปไหนก่อนดีนะ?” แล้วก็ชี้ไปทางริมคลอง“ไปทางนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะ”
“จ้ะ” สองหนุ่มรับคำพร้อมกัน
อารยะเดินจูงมือน้องเดินนำหน้าส่วนตะวันก็เดินตามหลังทำหน้าที่คอยถ่ายรูปให้ทิวา
ทั้งสามเดินเที่ยวจนเริ่มเหนื่อยจึงพากันเดินกลับโรงแรมเข้านอนแต่หัวค่ำเก็บแรงไว้เดินเที่ยวพรุ่งนี้ต่อ
เช้าตรู่ทั้งสามตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัวไปกินอาหารเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมบุฟเฟ่เอาไว้ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้วทั้งสามก็เรียกรถไปเที่ยวนครวัด
พอถึงนครวัด ทิวาก็มองไปรอบๆอย่างตื่นเต้นดีใจ“สวยจังค่ะพี่ยะ”
ทั้งสามคนมองไปรอบๆตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ
ตะวันก็ทำหน้าที่ตากล้องกดทุกช็อต“หนึ่ง...สอง...สาม...แช๊ะ”
ทั้งสามคนเดินเที่ยวชมนครวัดอย่างสนุกสนาน บางครั้งอยากจะได้รูปครบทั้งสามคนก็ขอให้นักท่องเที่ยวคนอื่นช่วยถ่ายรูปให้
“ขอบคุณครับ”ตะวันขอบคุณนักท่องเที่ยวคนไทยด้วยกันที่ช่วยถ่ายรูปให้พวกเขา
“ยินดีครับ”นักท่องเที่ยวคนนั้นบอกแล้วก็ส่งกล้องคืนให้กับตะวัน จากนั้นเขาก็เดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ
“พี่ตะวันไปทางนู้นกันเถอะค่ะ”ทิวาชี้ชวนแล้วก็จูงมือพี่ชายเดินไปด้วยกัน
“จ้ะ” ตะวันพยักหน้าแล้วก็เดินตามไป
ณ ดินแดนมายา
ณ ปราสาทจันทรา หลังจากาาภากรเข้ายึดดินแดนได้แล้วก็สั่งให้ทหารนำพวกทหารชาวจันทราไปขังเอาไว้ส่วนเ้าหญิงจันทราที่นอนสลบอยู่ในห้องก็ให้นางกำนัลพาตัวกลับไปรักษาแผลที่ห้องของนางสองนางกำนัลคนสนิทประคับประคองเ้าหญิงกลับห้องอย่างหวาดกลัวเ้าหญิงสะลึมสะลืมมอง เห็นว่าคนที่ประคองตัวเองเป็นางกำนัลจึงไม่ได้ดิ้นหนีหลับตาลงอย่างอ่อนแรงและเ็ปแผ่นหลังเป็ที่สุดนางกำนัลประคองเ้าหญิงไปนอนที่เตียง มองดูเสื้อด้านหลังที่ขาดยับเยินอย่างปวดใจเศษเสื้อบางส่วนจมลงไปในาแบนแผ่นหลังบอบบาง
“เ้าหญิง...อึก...อึก...”นางกำนัลทั้งสองมองดูสภาพเ้าหญิงแล้วก็สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรากแล้วนางกำนัลคนหนึ่งก็กล่าวว่า “ช่วยกัน...อึก...อึก...ทำแผลให้เ้า...อีก...อีก...หญิงก่อนเถอะ...อีก...อีก...”
“อึก...อึก...อืม” นางกำนัลอีกคนพยักหน้าแล้วก็ช่วยกันถอดเสื้อออกจากตัวเ้าหญิง
“โอย...” เ้าหญิงจันทราสะดุ้งเมื่อถูกจับขยับตัวนางกำนัลทั้งสองก็ชะงักกึก! “โถ...ทูลหัวของข้า...อึก...อึก...ข้าจะค่อย...อึก...อึก...ถอดนะ...อีก...อีก...เ้าคะ”
เ้าหญิงจันทรากัดฟันข่มความเจ็บกล่าวเสียงอ่อนแรงว่า “ทำเถอะ”
นางกำนัลทั้งสองจึงช่วยกันถอดเสื้อออกจากตัวเ้านายยามที่พยายามถึงเศษเสื้อออกจากาแก็พยายามดึงอย่างเบามือที่สุดดึงไปน้ำตาก็ไหลพรากๆไปได้ “เ้า...อึก...อึก...คนชั่วช้านั่นช่างโหด...อึก...อึก...ร้ายนัก...อีก...อีก”
เ้าหญิงจันทรากัดฟันแน่นเจ็บแสบแผ่นหลังเป็ที่สุด แต่เจ็บตัวก็ยังดีกว่าถูกมันย่ำยีนางไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรเ้าคนชั่วนั่นถึงได้ไม่ลงมือขืนใจนางกลับเปลี่ยนมาเฆี่ยนตีนางแทน
นางกำนัลทั้งสองดึงเศษเสื้อออกไปจนหมดแล้วก็เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดคราบเืออกไปเ้าหญิงจันทราก็กัดฟันแน่น สะดุ้งทุกครั้งที่ผ้าัักับาแนางกำนัลทั้งสองช่วยกันเช็ดไปพลางร้องไห้ไปด้วย สงสารเ้านายยิ่งนัก
ครั้นเช็ดเสร็จแล้วก็หยิบยามาทาแผลให้อย่างเบามือที่สุดเ้าหญิงจันทราก็สะดุ้งทุกครั้งที่าแถูกแตะต้อง น้ำตาไหลนองจนหมอมเปียกชุ่มหลังจากใส่ยาแล้ว นางกำนัลก็เอาผ้ามาพันแผลเอาไว้แล้วก็ช่วยกันใส่เสื้อให้เ้าหญิง
หลังจากทำแผลเสร็จแล้ว เ้าหญิงจันทราก็หลับไปทันทีนางกำนัลทั้งสองก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง พยายามกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เ้าหญิงจันทราตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ก็เ็ปแผ่นหลังจนร้อง “โอย...”
นางกำนัลทั้งสองสะดุ้งตื่นทันทีพอเห็นว่าเ้านายตื่นแล้วก็รีบถามว่า “เจ็บมากหรือเ้าคะ?”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
และทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ