บทที่21ฝึกปรุงยา
ในนั้นประกอบด้วยสมุนไพริญญาสองชนิดสมุนไพรหลอมโอสถสิบชนิดสิบชุด แร่ธาตุหายากอีกสองชนิด เตาหลอมยุทธภัณฑ์ เตาปรุงยา และข้าวของเครื่องใช้ด้วยชื่อของรายการที่้าของจ้าวเฟยหลงยิ่งเพิ่มความสงสัยของฉีหนิงเฟิ่งมากขึ้นไปอีก
“เหตุใดเขาจึง้าเตาหลอมยุทธภัณฑ์หรือว่าเขาจะเป็นักหลอมยุทธภัณฑ์ แล้วเขาก็สั่งเตาปรุงยาเช่นกันหรือเขาจะเป็นักปรุงยาด้วย แต่ไม่เคยได้ยินว่าจะมีใครเป็ทั้งนักหลอมยุทธภัณฑ์และนักปรุงยาได้ทั้งสองอย่าง”
ตอนนี้ความคิดของฉีหนิงเฟิ่งวุ่นวายมาก นางไม่เคยได้พบกับลูกค้าที่ลึกลับขนาดนี้มาก่อนเลย
“ขอเวลาสักครู่ข้าจะให้เสี่ยวหนิงไปเตรียมของให้ท่านแต่จากรายการที่ท่าน้าเกรงว่ามีบางส่วนหอการค้าเทียนเจินไม่มี”
ฉีหนิงเฟิ่งกล่าวอย่างรู้สึกต่ำต้อยที่ไม่สามารถบริการลูกค้าซึ่งเป็ลูกค้ารายใหญ่เสียด้วย
“หามิได้ ข้าเข้าใจจะฝืนให้สิ่งไม่มีให้มีย่อมเป็ไปไม่ได้”
จ้าวเฟยหลงเองก็เข้าใจรายชื่อของสมุนไพริญญา แร่ธาตุหายากล้วนเป็ของที่ต้องใช้ในการบ่มเพาะกายของเขาในขั้นที่สองของคัมภีร์กายะเทพเต่าทมิฬซึ่งตามปรกติแล้วหาได้ยากยิ่ง
ราวหนึ่งเค่อฉีหนิงเฟิ่งนั่งดื่มชาพูดคุยกัยจ้าวเฟยหลง นางพยายามอย่างมากที่จะหาข้อมูลของเขาแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้อะไรเลย นั่นทำให้นางหงุดหงิดอย่างมาก ในเมืองตงเฟิงหรืออาณาจักรต้าตง ผู้ชายต่างพากันต่อแถวอ้อนวอนขอโอกาสเพียงแค่ได้พูดคุยกับนางเพียงเล็กน้อยแต่ชายคนนี้ถามคำตอบคำ หรือเสน่ห์ของนางไม่เพียงพอที่จะดึงดูดจิตใจของเขาหรืออย่างไร
ในเวลาต่อมา เสี่ยวหลินกลับมาพร้อมกับถาดที่มีแหวนหนึ่งวงเช่นเคยเมื่อรับแหวนมาส่งพลังจิตเข้าตรวจสอบ จ้าวเฟยหลงพบสมุนไพริญญาหนึ่งชนิด สมุนไพรหลอมโอสถสิบชุดแร่ธาตุหายากหนึ่งชนิด เตาหลอมยุทธภัณฑ์ เตาปรุงยาและของใช้ต่างๆที่สั่งไป
“ดี” จ้าวเฟยหลงพูดออกมา“เช่นนั้นแล้วโปรดหักเงินจากราคาของกระทิงเขาเงินเ่าั้”
“เงินที่เหลือจากการซื้อสิ่งของ คือหนึ่งแสนห้าหมื่นหินปราณระดับต่ำ”ฉีหนิงเฟิ่งตอบ
“ช่วยเปลี่ยนเป็หินปราณระดับกลางสิบห้าก้อนได้หรือไม่”จ้าวเฟยหลงขอร้อง
“หากท่านหลง้าก็ย่อมได้”
ไม่นานเสี่ยวหนิงเดินมาพร้อมกับถาดที่มีหินปราณระดับกลางอีกสิบห้าก้อนจ้าวเฟยหลงโบกมือเก็บหินปราณเข้าไปอยู่ในแหวนทันที
“ข้าหมดธุระแล้ว ขอตัวก่อน” จ้าวเฟยหลงลุกขึ้นประสานมือแล้วเดินจากไป
เมื่อจ้าวเฟยหลงออกจากห้องไปฉีหนิงเฟิ่ง หันไปพูดกับคนหลังฉากกั้นห้อง ท่านลุงจี้รบกวนท่านแล้ว
“คุณหนูไม่ต้องเป็ห่วงข้าจะติดตามเขาเองไม่ให้คลาดสายตา”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านลุงฉีคือผู้คุ้มกันที่หอการค้าเทียนเจินส่งมาคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ ฉีหนิงเฟิ่งแต่ตอนนี้นางกลับให้เขาติดตามสืบข่าวของจ้าวเฟยหลงนี่ผิดวัตถุประสงค์แต่ก็ไม่อาจไม่ทำได้
เมื่อออกจากหอการค้าท่านลุงจี้จึงออกติดตามจ้าวเฟยหลงทันที
ด้วยความสามารถของจ้าวเฟยหลงดวงจิตของเขามีการรับรู้ที่กว้างถึงสิบจั้งสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของทุกสิ่งในรัศมีสิบจั้งอย่างแจ่มชัด เมื่อลุงจี้แอบติดตามเขามาจึงไม่อาจรอดการตรวจจับของจ้าวเฟยหลงได้
จ้าวเฟยหลงเดินหนีเข้าไปในตรอกพลุกพล่านด้วยผู้คนที่มาซื้อข้าวของ ลุงจี้ติดตามอย่างไม่ลดละแต่พอจะเข้าไปใกล้ปรากฏว่าท่านหลงที่เขาติดตามหายตัวไปแล้ว เห็นเพียงหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาเดินสวนออกมาเท่านั้น
นี่นับเป็ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยได้เลยเพียงแค่สะกดรอยนักยุทธ์ธรรมดาคนหนึ่งตัวเขาที่เป็จอมยุทธ์ขั้นห้ากลับทำให้หลุดรอดไปจากสายตาได้แล้วนี่จะเอาหน้าที่ไหนไปรายงานคุณหนู
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลจ้าวจ้าวเฟยหลงนำของที่ซื้อออกมาตรวจสอบ
“ตอนนี้ข้ามีสมุนไพริญญาที่้าเพียงหนึ่งชนิดคือบัวหลวงอำพัน ขาดไปอีกหนึ่งชนิดคือ ต้นหยาดน้ำค้างพันปี”
จ้าวเฟยหลงถึงกับต้องปวดหัวเมื่อเห็นรายชื่อสมุนไพรที่ยังขาดอยู่แล้วแร่ธาตุหายากที่ได้มาคือ
“หินวารีหวน” ยังเหลืออีกหนึ่งชนิดได้แก่ “ผลึกปราณนที”
“เฮ้อ! การฝึกฝนกายะเทพเต่าทมิฬช่างวุ่นวายเสียจริง”จ้าวเฟยหลงพูดเบาๆกับตนเอง
“ด้วยสมุนไพรเหล่านี้ ข้าจะสามารถปรุงยาได้ไหมนะ”จ้าวเฟยหลงครุ่นคิด
โดยทั่วไปแล้วหากผู้ฝึกยุทธ์มุ่งบ่มเพาะพลังเพียงอย่างเดียวย่อมได้ผลไม่เท่ากับการใช้ยาเสริม เพราะเม็ดยาถูกหลอมกลั่นมาจากสมุนไพรล้ำค่าเต็มเปี่ยมด้วยพลังฟ้าดินสรรพคุณมากล้นสามารถเติมเต็มพลังในการฝึกฝนอีกทั้งช่วยเสริมสร้างพลังจิติญญา รักษาาแในพริบตาหรือแม้กระทั่งเร่งการบ่มเพาะบรรลุระดับ
ดังนั้นนักปรุงยาจึงได้รับการยอมรับนับถือเป็อย่างมากเพราะหากขุมกำลังใดมีนักปรุงยาอยู่ภายใต้อิทธิพลย่อมได้เปรียบกว่าที่ที่ไม่มี เพราะเม็ดยาคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาศิษย์รุ่นเยาว์ที่จะก้าวไปเป็กำลังสำคัญของสำนัก
การมีนักปรุงยาย่อมมีโอกาสในการปรุงยากที่สำคัญต่อการพัฒนาของศิษย์ได้ แต่ถ้าไร้ซึ่งนักปรุงยาแม้มีสมุนไพริญญาจนเต็มคลังก็ไม่ต่างจากกองวัชพืชการพัฒนาศิษย์ในสำนักย่อมเป็ไปได้ยาก
แต่การจะมีนักปรุงยาในสังกัดนั้นทำได้ยากมากเพราะมีข้อจำกัดมากมายในการที่จะเข้าสู่เส้นทางของนักปรุงยา เนื่องจากคนผู้นั้นต้องมีพลังปราณหนาแน่น พลังจิตต้องแข็งแกร่งที่สำคัญธาตุไฟในตัวต้องมีพลังสูงเพื่อใช้ในการปรุงยานักปรุงยาชั้นสูงจะไม่ใช้ไฟทั่วไปพวกเขาจะใช้ไฟจากพลังปราณของพวกเขาเองเท่านั้น
ดังนั้นข้อกำหนดเหล่านี้ทำให้นักปรุงยามีจำนวนน้อยนั่นเองและยิ่งนักปรุงยาระดับสูงขึ้นไปก็ยิ่งน้อยลงตามลำดับระดับของนักปรุงยาแบ่งเป็ เก้าระดับ ได้แก่
“นักปรุงยา” “นักปรุงยาชั้นตรี” “นักปรุงยาชั้นโท” “นักปรุงยาชั้นเอก” “ปรมาจารย์ยา” “บรรพจารย์ยา” “ปราชญ์โอสถ” “ราชันโอสถ” และ “จักรพรรดิโอสถ”
แต่ละระดับแบ่งเป็สามขั้นคือ “ขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง”
ระดับของยา แบ่งเป็เก้าระดับคือ“สามัญ” “ปราณ” “ิญญา” “ปฐี” “นภา” “์” “ปราชญ์” “ราชัน” และ “จักรพรรดิ” แต่ละระดับแบ่งเป็สามขั้นเช่นเดียวกับคุณภาพยา คือ ขั้นต้น ขั้นกลางและขั้นสูง
หากว่าเ้าเฟยหลงปรุงยาได้ การบ่มเพาะของเขาก็จะง่ายขึ้นแล้วยังใช้เป็สิ่งแลกเปลี่ยนของมีค่าต่างๆได้อีกด้วย เม็ดยาล้ำค่าของที่ใช้แลกมาก็ย่อมล้ำค่าเช่นกัน เมื่อวางแผนที่จะปรุงยาแล้วจ้าวเฟยหลงจึงไปพบพ่อและแม่ของเขาเพื่อจัดการเื่ราวต่างๆก่อนทำการปิดด่านปรุงยา
เขามอบแหวนมิติอัญมณีสีม่วงเก้าวงที่ซื้อมาให้แก่หัวหน้ากลุ่มนักล่าทั้งเก้าคนเพื่อให้ง่ายต่อการพกพาร่างของสัตว์อสูรและแจ้งข่าวพ่อแม่ว่าเขาจะปิดด่านฝึกฝนเจ็ดวันห้ามให้ใครมารบกวนเป็อันขาด
จ้าวิลู่เมื่อได้ทราบข่าวจึงจัดการสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปที่เรือนของจ้าวเฟยหลงโดยเด็ดขาดผู้ใดฝ่าฝืนทำลายการบ่มเพาะไล่ออกจากตระกูล
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจ้าวเฟยหลงเข้าไปห้องของตนเองปิดประตูแ่า แล้วเอาเตาปรุงยาออกมา ลักษณะของเตาเป็เตาสำริดแกะสลักลวดลายัท่องเวหาดูแล้วให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่สง่างามกว้างสามฉื่อ สูงสองฉื่อ* แล้วนำสมุนไพรทั้งสิบชุดออกมามองดูอย่างจนปัญญา เขาสั่งพวกมันมาก็จริงแต่ไม่รู้ว่าจะใช้ยังไงเพราะสั่งตามเทียบยาตามคัมภีร์ร้อยเซียนสมุนไพร์
ตอนซื้อคิดว่าซื้อมาไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากันแต่ตอนนี้มืดแปดด้านเมื่อไร้หนทางจ้าวเฟยหลงทำสมาธิสื่อสารกับดวงจิตโลกา
“ข้าขอวิชาปรุงยาสักเล่มได้หรือไม่ท่านดวงจิตโลกาหากว่าสามารถปรุงยาได้นั่นนับเป็ประโยชน์ต่อข้ามากมาย”
จ้าวเฟยหลงนั่งสมาธิแต่ใจของเขานั้นลุ้นระทึกว่าครั้งนี้จะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ไม่นานดวงจิตโลกาส่งคัมภีร์หยกให้เขาหนึ่งเล่มในห้วงความคิด
“คัมภีร์เทพ์กลั่นโอสถ”
เมื่อเปิดอ่านจ้าวเฟยหลงต้องตกตะลึงเนื้อหาข้างในมีวิธีการปรุงยาทุกชนิดทุกประเภทแบบละเลียด พร้อมตัวอย่างและกลวิธีปรุงยาหลากหลายวิธี
ทุกๆอย่างในคัมภีร์เทพ์กลั่นโอสถนับเป็สิ่งที่ไม่มีในทวีปบูรพาแน่นอนไม่แน่ว่าต่อให้เป็แดน์ก็ยังต้องแก่งแย่งกันเพื่อให้ได้มา นับว่าเป็มหาสมบัติเลยก็ว่าได้
จ้าวเฟยหลงอ่านคัมภัร์นี้อย่างละเอียดจนเข้าใจแจ่มแจ้งใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็ม วันต่อมาเขาจึงได้หันมาสนใจสมุนไพรที่ตนเองซื้อมา หลังจากจัดแยกสมุนไพรอย่างคล่องแคล่วเพราะได้ศึกษาคัมภีร์เทพ์กลั่นโอสถมาแล้วเมื่อคิดอย่างรอบคอบพบว่าเขาสามารถปรุงยา
“ยาก่อรูปเกิดิญญา”
ยาที่สามารถเพิ่มพลังการบ่มเพาะให้เร็วขึ้น เสริมสร้างจุดตันเถียน เพิ่มพลังของจิติญญาให้แข็งแกร่งขึ้น
ยานี้เป็ของล้ำค่าที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักยุทธ์หากวาสนาดีได้กลืนกิน นักยุทธ์ขั้นแปดจะทะลวงขั้นเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ได้เลยดังนั้นยานี้จึงกลายเป็ที่้าเป็อย่างมากแต่ก็มีหลุดออกมาเพียงน้อยนิดส่วนใหญ่จะมาจากสำนักยุทธ์ต่างๆที่มอบให้กับศิษย์ที่โดดเด่นของตนเองเป็รางวัลจากการทำผลงานให้แก่สำนัก
นี่คือครั้งแรกที่ทำการปรุงยาด้วยตนเองจ้าวเฟยหลงเองก็ไม่อาจซ่อนความสงบนิ่งได้ โดยทักษะที่เขาเลือกใช้ในการปรุงยาคือวิถีเทพโอสถ เนื่องจากเมื่อได้ศึกษาแล้วเขาพบว่าวิธีนี้เข้ากับตัวเขามากที่สุดเรียบง่าย แต่ทรงพลังอย่างมหัศจรรย์
จ้าวเฟยหลงนำสมุนไพรทั้งสิบชนิดโดยมีตัวยาสำคัญคือพุทราห้าสี หญ้าแดงเสริมจิต เหมยฮวาหิมะและใบสนเพลิง จัดเตรียมไว้เขากระตุ้นปราณธาตุไฟขึ้นมาแล้วปล่อยใส่ด้านล่างของเตาเพื่อให้พลังงานเมื่อเตาเริ่มร้อนจนได้อุณภูมิพอเหมาะจึงโยน สมุนไพรทั้งสิบลงในเตาปรุงยาแบบไม่ได้ใส่ใจ
หากนักปรุงยาคนอื่นมาเห็นต้องใจนแทบลมจับเพราะการใส่สมุนไพรลงในเตาพร้อมๆกันย่อมทำให้ประสิทธิภาพของยาผสมปนเปกันสิ่งปนเปื้อนก็กำจัดออกได้ยาก จึงไม่มีใครจะกล้าและบ้าทำอย่างจ้าวเฟยหลง
ขั้นแรกเมื่อสมุนไพรอยู่ในเตาแล้วจ้าวเฟยหลง ใช้พลังจิตและพลังลมปราณแยกสมุนไพรในเตาออกเป็สามกลุ่ม คือกลุ่มร้อนกลุ่มเย็นและกลุ่มที่เป็กลาง
ขั้นที่สองไปคือการแยกสิ่งที่สกปรกและกากสมุนไพรออกทำให้เหลือเพียงพลังบริสุทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดในขั้นตอนนี้ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยาม จ้าวเฟยหลงเองก็เหนื่อยแทบขาดใจเพราะต้องละเอียดลออทำให้สิ้นเปลืองพลังเป็อย่างมาก
ขั้นที่สามทำการควบรวมพลังบริสุทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดเข้าด้วยกันเป็กลุ่มหากเป็นักหลอมโอสถคนอื่นจะทำการควบรวมทีละกลุ่มป้องกันการปะปนกันของพลังสมุนไพรในเตาแต่จ้าวเฟยหลงควบรวมพร้อมกันทันทีทั้งสามกลุ่ม เพียงใช้พลังจิตของเขาในการควบคุมการทำงานเท่านั้นนับว่าน่าประหลาดใจอย่างที่สุด
ขั้นที่สี่เริ่มการผสมพลังบริสุทธิ์ของสมุนไพรทั้งสามกลุ่มเข้าด้วยกันถือเป็ขั้นตอนที่สำคัญมากรองจากการขึ้นรูปเม็ดยาเพราะหากพลาดในขั้นตอนนี้พลังพลังบริสุทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิดจะถูกเผาไหม้เป็จุณไปทุกสิ่งที่ทำมาจะมลายหายไปทันที นักปรุงยาจะให้ความสำคัญมากในขั้นตอนนี้
แต่จ้าวเฟยหลงเพียงแค่ปรบมือเท่านั้นกลุ่มพลังบริสุทธิ์ของสมุนไพรก็ลอยเข้าไปหากันและค่อยๆซึมซับกันและกันจนรวมเป็กลุ่มพลังบริสุทธิ์เพียงกลุ่มเดียวส่องแสงสว่างอยู่ภายในเตาปรุงยา
ขั้นสุดท้ายคือขั้นที่สำคัญที่สุดการขึ้นรูปเม็ดยา หากเป็นักปรุงยาทั่วไป ขั้นตอนนี้คือตอนที่ต้องเอาใจใส่ที่สุดเพราะยาจะออกมาดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แต่จ้าวเฟยหลงเพียงแค่แสดงมุทรามือไม่กี่ท่าเม็ดยาก็ควบแน่นจนขึ้นรูปสำเร็จ
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการปรุงยาซึ่งกินเวลาไปกว่าสามชั่วยามฝาเตาหลอมก็กระเด้งเปิดออก เม็ดยาทรงกลมสีน้ำตาลอ่อนที่มีรัศมีสีทองห้อมล้อมจำนวนห้าเม็ดก็ลอยขึ้นมาจากเตาส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งเรือนของจ้าวเฟยหลง ทันทีที่เขาแบบมือออกยาทั้งห้าเม็ดก็ลอยลงไปอยู่ในฝ่ามือของเขา
เมื่อได้เห็นเม็ดยาเ่าั้จ้าวเฟยหลงถึงกับยิ้มจนไม่อยากเลิกยิ้ม เพราะโอสถที่เขาหลอมครั้งแรกเพียงแค่เตาเดียวสามารถหลอมเม็ดยาออกมาได้ถึงห้าเม็ดทุกเม็ดมีคุณภาพขั้นสูง นี่จึงนับเป็ผลงานการหลอมที่แม้แต่จักรพรรดิโอสถยังต้องเหลียวมองเพราะธรรมดานักปรุงยาทั่วไปสามารถปรุงยาออกมาครั้งละหนึ่งเม็ดเท่านั้น
ยาก่อรูปเกิดิญญา ถือเป็ยาระดับสามัญขั้นสูงดังนั้นเมื่อจ้าวเฟยหลงสามารถปรุงยานี้ออกมาได้สำเร็จจึงนับได้ว่าเขาคือนักปรุงแล้วเื่นี้แม้แต่จ้าวเฟยหลงเองก็อดภูมิใจในตอนเองไม่ได้
จากนั้นเขาจึงปรุงยาก่อรูปเกิดิญญาอีกเก้าวันวันละครั้งผลจากการปรุงยาทำให้เขาพบว่าแต่ละครั้ง จะใช้เวลาในการปรุงยาน้อยลงทุกครั้งที่ปรุงยา จากวันแรกที่ปรุงยานี้ใช้เวลาสามชั่วยามตอนนี้เขาใช้เวลาเพียงสองเค่อเท่านั้น
การปรุงยาแบบ วิถีเทพโอสถนั้นช่างล้ำลึกจริงๆ แต่ใช่ว่าคนทั่วไปจะทำได้ เพราะต้องมีพลังลมปราณ พลังจิต และความมานะพยายามเหนือคนทั่วไปอย่างจ้าวเฟยหลงเท่านั้นจึงจะใช้วิธีนี้ได้
ตอนนี้ในมือของเขามีเม็ดยาก่อรูปเกิดิญญาจำนวนห้าสิบเม็ดแบ่งให้หัวหน้านักล่าสัตว์อสูรเก้าเม็ดมอบให้ตระกูลอีกสิบเม็ด เท่านี้ตระกูลจ้าวก็จะมีระดับจอมยุทธ์เพิ่มมาอีกสิบเก้าคนอย่างรวดเร็ว
ตัวเขาเองมีเก็บอีกสามสิบเอ็ดเม็ดกินทุกๆเจ็ดวัน ก็จะเสริมรากฐานของพลังปราณให้สูงขึ้นแข็งแร่งมากขึ้น พลังจิติญญาก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกันทั้งหมดนี้เร็วกว่าการฝึกธรรมดา
จ้าวเฟยหลงไม่รอช้าหยิบยาป้อนเข้าปากหนึ่งเม็ดทันทีที่เม็ดยาออกฤทธิ์ พลังอันมหาศาลแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายทำให้รู้สึกโล่งสบายพลังปราณหนาแน่นไหลเข้าสู่ตันเถียนซึ่งตอนนี้โครงสร้างตันเถียนก็ค่อยๆเป็รูปร่างชัดเจนมากขึ้นส่งผลให้จ้าวเฟยหลงมีพลังที่พัฒนามากขึ้นเช่นกันแม้จะรู้สึกเสียดายที่ยานี้ไม่อาจทำให้เขาบรรลุระดับจอมยุทธ์ได้เฉกเช่นผู้ฝึกตนคนอื่น
รุ่งเช้าวันถัดมา
ผู้คนในเมืองตงเฟิงก็ต้องแตกตื่นกันยกใหญ่เพราะมีเงาร่างขนาดใหญ่บินวนรอบตัวเมืองแล้วร่อนลงที่บริเวณจตุรัสกลางเมืองไม่นานก็มีเงาร่างขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอีกครั้งคราวนี้มาพร้อมกันสามร่าง
เมื่อสังเกตุให้ดีเงาร่างที่เห็นบนท้องฟ้าคือสัตว์อสูรนั่นเองพวกมันถูกฝึกให้เป็พาหนะของสำนักต่างๆที่ทรงอิทธิพลหรือไม่ก็ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยทำให้สามารถเดินทางท่องไปในอากาศได้ ผู้คนทั่วไปได้แต่แหงนมองอย่างอิจฉาตาร้อนในความสะดวกสบายนี้