อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 1 ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก (1)

    เสียงรองเท้าส้นสูงก้าวเป็นจังหวะตามหลังผู้ชายในชุดสูทที่เดินนำอยู่ข้างหน้าห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน แต่เมื่อเดินออกมานอกสถานีตำรวจ ขาเรียวก็ต้องชะงักทันทีเมื่อเห็นบรรดาฝูงนักข่าวที่กำลังยืนอยู่ หญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดเดรสสีดำมีระบายฟูฟ่องไปทั่วทั้งตัวมองกองทัพนักข่าวตาเขม่น พร้อมกับหัวใจที่สั่นระรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หญิงสาวกำลังจะยื่นมือไปจับคนข้างหน้า แต่ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหน้ากลับเดินต่อไปไม่เหลียวหันมามองเลยสักนิดเดียว“ออกมาแล้ว!” เสียงนักข่าวคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับชี้มาทางหญิงสาวที่เวลานี้รู้สึกเริ่มชาไปทั้งร่าง“ใช่คนนี้แหละ รีบไปเข้าเร็ว” หญิงสาวเห็นพวกนักข่าวที่อยู่ไม่ห่างพุ่งตรงเข้ามา สัญชาตญาณในใจสั่งให้รีบหมุนตัวกลับเข้าไปด้านในสถานีตำรวจที่พึ่งเดินออกมา แต่ก็ไม่ทันบรรดานักข่าวที่พุ่งเข้ามาจนหญิงสาวแทบจะเซล้มไปกับพื้นมือบางเย็นเฉียบพร้อมกับเหงื่อที่เริ่มไหลซึมออกมาตามไรผม เธอพยายามมองหาคนที่จะเข้ามาช่วย แต่คนที่เธอพึ่งเดินตามออกมากลับเดินออกไปยืนมองอยู่เงียบ ๆ นอกวงด้วยสายตาเรียบนิ่ง“คุณรสาเกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ”“ตำรวจแจ้งข้อหาพยายามฆ่า คุณเป็นคนทำจริงหรือเปล่าคะ”“ทำไมเด็กคนนั้นถึงเข้าไปอยู่ในบ้านของคุณรสาได้คะ”“ทำไมคุณรสา...”รสาไม่แม้แต่จะพูดอะไรออกมา หัวใจของหญิงสาวเริ่มสั่นระรัว เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามฝ่ามือ นิ้วเล็กเคาะลงบนขาตัวเองอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันได้รู้ตัว น้ำลายที่พยายามกลืนกลับฝืดคอจนแทบจะกลืนไม่ลง ตอนนี้เหมือนทุกอย่างจะเริ่มเดินช้าลง มือบางยกขึ้นขยับคอเสื้อที่เหมือนจะรั้งคอจนหายใจไม่ออก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดีขึ้นสักนิดภาพทุกสิ่งในสายตาของรสาเริ่มพร่ามัวขึ้นยิ่งกว่าสายตาที่สั้นเสียอีก เสียงที่กระหน่ำคำถามเริ่มอื้ออึงจนน่าเวียนหัว แต่ภาพทุกอย่างก็หายไปก่อนที่เธอจะรู้สึกถึงแรงผลักออกไปอย่างไร้ทิศทาง“ภาวิน ช่วยพารสาไปขึ้นรถหน่อย”“ครับ” รสารู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือที่มาจับเธอเอาไว้ ก่อนที่จะรับรู้ถึงความอบอุ่นจากแขนใครสักคนมาโอบไหล่เธอแล้วพาให้คนที่รู้สึกชาไปทั้งร่างก้าวไปที่ไหนสักแห่ง“ขึ้นรถ” เสียงที่แสนจะเรียบนิ่งพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอจะให้ได้ยินกันแค่สองคนภาวินมองคนที่ก้าวขึ้นรถตู้ไปพร้อมกับเสื้อสูทที่ถูกขอไปก่อนหน้านี้ราวกับร่างไร้วิญญาณ เขาได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ ที่หญิงสาวขึ้นไปนั่งด้านหลังแต่กลับไม่ยอมเอาเสื้อสูทเขาออก ภาวินก้าวขึ้นไปนั่งรอปกรณ์ซึ่งเป็นอาของหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ด้านหลังชายหนุ่มมองตรงไม่ได้หันไปมองคนที่นั่งเงียบอยู่ด้านหลัง แต่สายตาของเขาที่มองตรงไปข้างหน้าก็เห็นคนที่ยังคงใช้เสื้อสูทของภาวินคลุมหัวอยู่ ดวงตาคมนิ่งเรียบไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมา เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงนั่งเงียบ ปกติเธอก็มักจะชอบทำตัวแปลกแยกภายใต้ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกประตูรถถูกเปิดออกพร้อมกับปกรณ์ที่เดินขึ้นมาบนรถตู้หลังจากที่จัดการกับกองทัพบรรดานักข่าวที่แห่กันมา ภาวินละสายตาจากกระจกมองหลังหันไปมองคนที่เดินขึ้นมาก่อนที่จะถอนหายใจออกมา“ขอบคุณมากนะภาวินที่มาช่วยยัยรสา” ปกรณ์หันมาพูดเขา ภาวินเลยยกยิ้มขึ้นมาบาง ๆ บนใบหน้า“ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แค่เป็นคนเอาหลักฐานไปยื่นให้ตำรวจก็เท่านั้น” ภาวินบอก“ถ้าให้ฉันจัดการเอง โรงพักคงพังไปแล้ว” ปกรณ์พูดกับเขาอย่างนั้นก่อนจะถามต่อ “ให้ฉันไปส่งที่บ้านเลยใช่ไหม”“ครับ” ภาวินตอบไปแค่นั้น สายตาก็มองตรงไปทางข้างหน้านิ่ง“ไปส่งคุณภาวินที่บ้านนะตาวง” ปกรณ์สั่งคนขับรถก่อนที่จะหันไปมองหลานสาวตัวเองที่ยังคงนิ่งเงียบไม่ขยับตัวเลยสักนิด ปกรณ์ยกนาฬิกาขึ้นมาดูก็เห็นว่าตั้งแต่หลานสาวขึ้นรถมาก็เกือบสิบห้านาทีแล้ว“ตั้งแต่ขึ้นรถมารสาได้พูดอะไรกับนายหรือเปล่า ภาวิน” ปกรณ์หันมาถามคนที่นั่งอยู่ข้างกัน“ยังไม่ได้พูดอะไรครับ” ปกรณ์ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้า สายตาคมสีนิลของปกรณ์คอยมองนาฬิกาอยู่เป็นระยะจนเวลาผ่านอีกสิบห้านาทีอย่างใจเย็นก่อนจะหันไปมองหลานสาวตัวเองที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างเดิม“หลานหิวแล้วหรือยัง เราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันก่อนดีไหม” ปกรณ์ถามหลานสาวตัวเอง แต่ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับอะไรกลับมาเลยหันไปถามคนที่นั่งข้างๆ “ภาวินหิวแล้วหรือยัง ตอนนี้ฉันชักจะหิวแล้ว วันนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย” ปกรณ์พยายามส่งสัญญาณให้ภาวินตอบรับคำถามของเขาที่ดูจะเป็นกันเองมากกว่าปกติ“ครับ ผมก็ชักจะหิวเหมือนกัน” ถึงแม้ภาวินจะไม่อยากพูดคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้างหลังเท่าไร แต่การที่ปกรณ์ขอให้ช่วยก็ทำให้เขาปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน“ว่ายังไง หลานหิวแล้วหรือยัง ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ เย็นแล้วนะ” ปกรณ์รอหลานสาวตอบแต่ก็มีเพียงความเงียบที่เป็นสิ่งตอบรับกลับมา ปกรณ์มองนาฬิกาที่เข็มนาทีค่อย ๆ ผ่านไปนานขึ้น ก่อนจะตัดสินใจย้ายตัวเองไปนั่งข้างหลานสาว ภาวินเห็นท่าทางของคนเป็นอาที่เริ่มกังวลจนผิดสังเกต“ถ้าหลานไม่กินก็เอาเสื้อสูทลงเถอะ อยู่แบบนี้จะหายใจไม่ออกเอานะ อีกอย่างจะถึงบ้านภาวินแล้วด้วย อาจะได้คืนสูทให้เขา ถ้าเขาไม่มีสูทใส่ไปทำงานคงแย่” ปกรณ์พูดขึ้นอย่างนั้น แต่คนเป็นหลานสาวยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบรับหรือปฏิเสธปกรณ์หันไปมองภาวินที่มองมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“ไม่เป็นไรครับ ถ้าเขายังไม่อยากคืน” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่คนเป็นอากลับมองชายหนุ่มอย่างครุ่นคิดก่อนจะยกมือขึ้นลูบคางตัวเองอย่างต้องการตัดสินใจ“ถ้าหลานยังเงียบ อาจะดึงสูทออกแล้วนะ” ปกรณ์กระตุกสูทเบา ๆ แต่คนเป็นหลานกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ยิ่งทำให้คนเป็นอาที่ก่อนหน้ามีเพียงอาการกังวลเล็กน้อย ตอนนี้กลับเริ่มตกใจ เสื้อสูทที่ถูกตัดมาพอดีตัวกับเจ้าของที่ถูกใช้มาคลุมศีรษะถูกดึงออกทันที“รสา!” เสียงของปกรณ์เรียกหลานสาวที่ตอนนี้ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด แต่มันไม่เท่ากับสายตาที่มองตรงไป ถึงแม้ภาวินจะมองเข้าไปภายในดวงตาดำขลับที่ตอนนี้เหมือนจะมองไปยังไร้จุดหมายไม่รับรู้ ไม่รู้สึกเหมือนอย่างเคย แต่ดวงตาไร้แววกลับมีน้ำตาไหลออกมา“รสาได้ยินอาไหม รสา” ปกรณ์เรียกอย่างร้อนรนพร้อมกับตบใบหน้าของคนที่นั่งเงียบอยู่เบาๆ แต่ก็ไม่ได้รับปฏิกิริยาตอบโต้กลับเลยสักนิด“ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้เลยครับ” ภาวินที่ดูจะมีสติที่สุดหันไปบอกคนขับรถที่มองมายังด้านหลังที่เสียงเจ้านายของตัวเองดังขึ้น“รสา อาขอโทษ ขอร้องเถอะนะ อย่าเป็นอะไรไปอีกคนเลย” ปกรณ์เรียกหลานสาวที่เหมือนจะไม่รับรู้อะไรด้วยสีหน้าที่เจ็บปวดขึ้นมา“ท่านใจเย็นๆ เถอะครับ” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่ปกรณ์กลับหันไปมองคนพูด“ภาวิน ฉันจะทำยังไงดี ฉันน่าจะลงไปกับนายตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นรสาคงไม่เป็นอย่างนี้” ปกรณ์บอกอย่างเจ็บปวดก่อนจะหันไปทางหลานสาวตัวเอง “ฉันมัวแต่โกรธรสา แต่กลับลืมคิดถึงใจของหลานสาวคนเดียวไปได้ยังไง”“ท่านรู้เหรอครับ ว่าทำไมรสาถึงเป็นแบบนี้” ภาวินถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางราวกับโทษตัวเองของชายวัยใกล้เกษียณ“PTSD ฉันคงจะชินกับอาการของรสาจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ารสาเคยเป็นโรคนี้” ปกรณ์บอกพร้อมกับมองหลานสาวตัวเองอย่างทุกข์ใจ ภาวินที่ได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้น“PTSD โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรงอย่างนั้นเหรอครับ” ภาวินถามอย่างครุ่นคิด เขาพยายามคิดว่ามีช่วงเวลาไหนที่ตั้งแต่เขารู้จักสองอาหลานมา หลานสาวจะเจอเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจขนาดนั้น แต่จิตใจของคนเรา บางคนอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บางคนก็กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน“ช่วงนี้ฉันไม่ได้สนใจรสาเลยด้วยซ้ำ นานเท่าไรแล้วไม่รู้เหมือนกันที่ฉันไม่รู้ว่าเธอยังนอนฝันร้ายอยู่หรือเปล่า วันหนึ่งเธอจะนอนบ้างไหม เธออยู่บ้านหลังนั้นคนเดียวจะเป็นยังไง” ปกรณ์พูดขึ้นพร้อมกับมองหน้าหลานสาวตัวเอง“มันไม่ใช่ความผิดของท่านหรอกครับ ท่านคงคิดว่ารสาโตแล้ว เลยอยากให้เธอได้ใช้ชีวิตของตัวเอง แล้วอีกอย่าง ท่านก็มีครอบครัวที่ต้องดูแลและงานของท่านก็เยอะ” ภาวินพูดปลอบใจปกรณ์ที่ขอบตาเริ่มแดงขึ้นมาทั้งสองไม่ทันได้คุยอะไรต่อ รถตู้ก็มาจอดอยู่หน้าโรงพยาบาล ภาวินลงจากรถไปยืนรอหญิงสาวที่ตอนนี้เหมือนถอดปลั๊กตัวเองออกไปแล้ว ปกรณ์อุ้มหลานสาวที่ไม่ตอบสนองขึ้น แต่มือบางกลับเกร็งขึ้นจนเล็บจิกไปบนแขนของผู้เป็นอาจนเลือดซึมออกมา ภาวินที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็รีบรับร่างบางที่ดูจะเบากว่าที่เขาคาดเอาไว้ก่อนจะเดินตรงไปทางรถเข็นผู้ป่วย