่เช้าเป็วิชาคัดลายมือ ถึงแม้กู้เสี่ยวหรานจะสามารถคัดลายมือได้สวยงามอย่างไร้ที่ติ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังต้องมาเข้าเรียนตามตารางเรียนเหมือนกับเด็กคนอื่น นางเลือกนั่งเรียนที่โต๊ะด้านหลังสุดตามความเคยชิน เพราะชาติที่แล้วนางก็มักจะนั่งเรียนอยู่หลังห้องเสมอ ไม่ใช่ว่านางอยากจะแอบงีบหลับหรือไม่ตั้งใจเรียน เพียงแต่นางมักจะได้รับการไหว้วานจากคุณครูให้ช่วยจับตาดูเพื่อนนักเรียนบางคนที่ไม่ตั้งใจเรียนเท่านั้น
“นี่ๆ” กู้เสี่ยวหรานหันไปเรียกเด็กหญิงรูปร่างผอมที่นั่งอยู่ข้างกัน “เ้าจับพู่กันไม่ถูกนะ ถ้าจับพู่กันไม่ถูกั้แ่แรก เ้าก็จะเขียนอักษรออกมาได้ไม่สวย เ้าต้องจับแบบนี้”
เด็กหญิงร่างผอมลองทำตาม แล้วลองเขียนอักษรลงไปบนกระดาษอย่างตั้งใจ “จริงด้วย ข้าเขียนอักษรได้สวยขึ้นจริงๆ ด้วย ขอบใจเ้ามากนะ”
“ข้าชื่อกู้เสี่ยวหราน”
“ข้ารู้” เด็กหญิงก้มหน้าตอบเสียงเบา “เ้าเป็หลานสาวของท่านอาจารย์”
“ทำไมเ้าถึงไม่มองหน้าข้าแล้วล่ะ”
“เพราะว่าเ้ากับข้าฐานะต่างกัน ท่านแม่บอกว่าคนจนอย่างพวกข้าอย่าได้เอาตัวเองไปตีเสมอกับคนที่มีฐานะสูงกว่า หากเกิดทำเื่ผิดใจคนเ่าั้ขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเสียเงินชดใช้ความผิด บ้านข้าไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น แม้แต่เงินจะจ่ายค่าเรียนพวกข้าก็ไม่มี ท่านแม่ทำได้แค่ขึ้นเขาไปเก็บหน่อไม้มาให้ท่านอาจารย์แค่ไม่กี่หน่อเท่านั้น”
“เ้าชื่ออะไร”
“หงซิ่ว ข้าชื่อหนานหงซิ่ว”
“เ้าอายุเท่าไหร่”
“สิบเอ็ด”
“อืม...เช่นนั้นข้าจะเรียกเ้าว่าพี่หงซิ่วก็แล้วกัน” กู้เสี่ยวหรานยังถามต่อ “เ้ายังมีพี่น้องคนอื่นอีกไหม”
“มีน้องชายคนหนึ่ง ปีนี้อายุสิบขวบแล้ว” หนานหงซิ่วยิ้มเมื่อพูดถึงน้องชาย “เจียกั๋วเป็เด็กที่แข็งแรงมากเลยนะ ถ้าไม่มีเขาครอบครัวของเราต้องลำบากกว่านี้แน่ๆ”
“ทำไมล่ะ”
“ท่านพ่อของข้าเพิ่งเสียไปไม่นาน เดิมทีท่านแม่ก็อยากส่งเจียกั๋วให้เข้ามาเรียนเหมือนกัน เพียงแต่หากน้องชายมาเข้าเรียน ที่บ้านก็จะไม่มีคนช่วยทำงาน” หนานหงซิ่วมองหน้ากู้เสี่ยวหราน “เ้าคงจะแปลกใจใช่ไหมว่าทำไมท่านแม่ถึงส่งข้าเข้ามาเรียนแทนที่จะส่งน้องชายให้มาเรียนหนังสือเหมือนเด็กผู้ชายบ้านอื่น”
“ใช่ ข้ากำลังสงสัยเื่อยู่จริงๆ” กู้เสี่ยวหรานรีบตอบ เพราะไม่ว่ายุคใด ครอบครัวก็มักจะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวไม่ใช่หรือ
“ท่านแม่บอกว่าผู้ชายอย่างไรก็สามารถทำงานหนักได้ หากไม่ี้เีก็ไม่มีวันอดตาย ผิดกับลูกสาว หากไม่มีความรู้ความสามารถติดตัว เมื่อต้องแต่งงานออกเรือนไปก็จะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ไม่ดี ครอบครัวฝ่ายชายก็จะไม่ยอมรับ”
“ท่านแม่ของท่านมีความคิดที่ดีมาก” กู้เสี่ยวหรานยิ้มชื่นชมอย่างจริงใจ “พี่หงซิ่ว...วันหลังข้าขอไปเยี่ยมท่านที่บ้านบ้างได้ไหม ั้แ่ข้ามาอยู่กับท่านตาท่านยาย ข้ายังไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน และข้าก็ยังไม่เคยเดินออกไปนอกบริเวณบ้านของตัวเองเลยด้วย ท่านช่วยพาข้าไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านทีสิ”
“เล็กน้อยมาก ข้าสามารถพาเ้าไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านได้ เพียงแต่เ้าต้องขออนุญาตท่านอาจารย์ให้เรียบร้อยก่อน”
“เื่นั้นท่านไม่ต้องเป็ห่วง เอาไว้ข้าพร้อมเมื่อไหร่แล้วข้าจะบอกท่านอีกที”
“ท่านตาเ้าขา ท่านตารับเด็กเข้ามาเรียนเพิ่มอีกสักคนได้ไหมเ้าคะ”
“ขอแค่พวกเขาเดินเข้ามา ตาก็ยินดีรับเด็กที่มีความตั้งใจเข้ามาเรียนทุกคนอยู่แล้ว เ้ากำลังขอร้องแทนใครอยู่ล่ะ”
“พี่หงซิ่วบอกว่านางมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง นางอยากให้น้องชายเข้ามาเรียนกับท่านตาด้วยเ้าค่ะ”
“หงซิ่วหรือ?” ท่านตาเหอลูบเคราพรางนึก “เ้าพูดถึงหนานหงซิ่วใช่ไหม อืม...เท่าที่ตารู้มา พ่อของนางขึ้นเขาไปเก็บของป่าแล้วถูกงูพิษกัด กว่าจะมีคนขึ้นไปเห็น เ้าหนุ่มนั่นก็เสียชีวิตไปแล้ว ช่างน่าสงสารจริงๆ ในเมื่อนางอยากให้น้องชายเข้ามาเรียนด้วย เ้าก็ไปบอกนางเถอะว่าตารับเขาเข้าเรียน ให้เขาเอาหน่อไม้มาให้ตาแค่สองหน่อเพื่อเป็ค่าเล่าเรียนก็พอ”
“ท่านตายังเก็บค่าเรียนเขาอีกหรือเ้าคะ ครอบครัวนี้เขาแทบจะเลี้ยงตัวเองไม่พอแล้วนะเ้าคะท่านตา”
ท่านตาเหอส่งยิ้มให้หลานสาว “แต่ละครอบครัวก็มีความลำบากด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าตาไม่เก็บค่าเล่าเรียนเขา แล้วเกิดชาวบ้านคนอื่นรู้เข้าจะทำอย่างไร พวกเขาก็จะต้องส่งลูกหลานมาเรียนโดยไม่คิดที่จะเสียค่าใช้จ่าย พอเป็อย่างนั้นพวกเขาก็จะไม่รู้จักคุณค่าของการเรียน เพราะคิดว่าอยากเรียนเมื่อไหร่ก็มา ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องมา แต่ถ้าหากเราเก็บค่าเล่าเรียน แม้จะเป็เพียงสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็จะรู้สึกเสียดายกับสิ่งของที่ต้องนำมาแลกกับวิชาความรู้”
“พวกเขาก็จะตั้งใจเรียนมากขึ้นเพราะไม่อยากให้สิ่งของที่ตนเองนำมานั้นต้องเสียเปล่าใช่ไหมเ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานทำท่านึก ในชาติที่แล้วนางได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด ไม่ว่าค่าเทอมจะแพงขนาดไหนครอบครัวของนางก็จ่ายไหวอย่างไม่มีปัญหา นางไม่เคยต้องมาทุกข์ใจเกี่ยวกับเื่นี้ จนทำให้นางหลงลืมไปว่าในยุคอดีตนี้ แม้แต่ผักกาดขาวสักหัวหรือหน่อไม้สักหน่อก็ถือเป็สิ่งของมีค่าที่สุดสำหรับครอบครัวยากจนแล้ว
“คิดอะไรมากมาย ในยุคที่เ้าจากมาไม่เป็อย่างนี้กันหรือ” ท่านตาเหอลูบผมหลานสาว
“ข้าเติบโตมากับครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะเ้าค่ะ ทำให้ข้าลืมนึกถึงเื่นี้ไป ต่อไปนี้ข้าจะคิดเผื่อคนอื่นให้มาก หากมีตรงไหนที่ข้ายังบกพร่อง ท่านตาช่วยเตือนข้าด้วยนะเ้าคะ”
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร เ้าก็แค่ต้องเรียนรู้ ชีวิตของชาวบ้านแถวนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน พวกเขาล้วนแต่เรียบง่าย วันๆ ก็นึกถึงแค่เื่ปากท้องเท่านั้น แต่ก็ดีเหมือนกันที่เ้าจะคบหาเพื่อนสนิทไว้สักคน ดีกว่าเ้าต้องมาทนเหงาอยู่ในบ้านคนเดียว”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เป็วันหยุด ข้าขอไปเยี่ยมพี่หงซิ่วที่บ้านได้ไหมเ้าคะ”
“ได้สิ เ้าให้ท่านยายของเ้าพาไปก็แล้วกัน”
“น้องสะใภ้ เ้าเอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนี้ประเดี๋ยวชาวบ้านก็หาว่าพวกข้ามารังแกเ้าหรอก” เสียงหญิงวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างโมโห “เ้ายืมเงินพวกเราไปแล้วไม่มีปัญญาใช้คืน ข้าก็แค่จะมาพาหงซิ่วเข้าไปทำงานที่บ้านเศรษฐีในอำเภอเท่านั้น นอกจากเ้าจะปลดหนี้ได้แล้ว หงซิ่วก็ยังจะมีงานดีๆ ทำ ต่อไปเ้ากับเจียกั๋วก็จะได้สบาย ไม่ต้องมาทนลำบากอดมื้อกินมื้ออยู่อย่างทุกวันนี้”
“แต่หงซิ่วเพิ่งอายุครบสิบเอ็ดปีเท่านั้นนะเ้าคะพี่สะใภ้ อีกอย่างบ้านเศรษฐีท่านนั้นมีชื่อเสียงอย่างไรท่านไม่รู้หรือ เด็กสาวที่ถูกส่งเข้าไปไม่เคยมีใครได้กลับออกมาเลยสักคน”
“หม่าซื่อ! เ้าจะตีโพยตีพายไปทำไม หากเ้าไม่ยินยอม เช่นนั้นเ้าก็รีบหาเงินมาคืนสะใภ้ใหญ่เสีย” หญิงชราพูดขึ้น
“แม่สามี ท่านกับพี่สะใภ้ก็เอาแต่บอกว่าข้าเป็หนี้พวกท่าน ข้าถามจริงๆ เถอะว่าข้าไปเป็หนี้พวกท่านั้แ่ตอนไหน ก่อนที่สามีข้าจะเสีย ถึงแม้พวกเราจะแยกบ้านออกมาแล้ว แต่เราก็ยังส่งเงินไปทดแทนความกตัญญูไม่เคยขาด และพอสามีมาเสียชีวิตไป ข้ากับลูกก็ไม่เคยไปรบกวนพวกท่านเลยสักครั้ง ข้าก็เลยไม่เข้าใจว่าหนี้ที่พวกท่านกำลังมาทวงถามอยู่นี้มันเกิดขึ้นตอนไหนหรือเ้าคะ”
“นี่...นี่เ้ากำลังจะบอกว่าข้าโกหกใช่ไหม ดีจริงๆ ช่างเป็ลูกสะใภ้ที่ดีอะไรเช่นนี้ หากรู้ั้แ่แรกข้าจะไม่ยอมแต่งเ้าเข้ามาเป็สะใภ้บ้านข้าเด็ดขาด”
“งั้นท่านก็ทำหนังสือหย่าแล้วก็ตัดสัมพันธ์กับพวกเขาไปเลยสิเ้าคะ ส่วนหนี้สินที่ท่านพูดถึง...พูดปากเปล่าใครๆ ก็พูดได้ทั้งนั้น มิสู้ท่านยายเฉาไปเอาหนังสือกู้ยืมมาแสดงให้ทุกคนได้ดูจะดีกว่า” กู้เสี่ยวหรานเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์และได้หยุดฟังเื่ราวต่างๆ จนพอจะรู้สาเหตุของการทะเลาะกันครั้งนี้บ้างแล้ว
“เ้าเป็ใคร! มายุ่งเื่ในครอบครัวของข้าได้ยังไง” หญิงชราะโขึ้นอย่างไม่พอใจ
“นางเป็หลานสาวข้าเอง”