ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันบริเวณด้านข้าง พบว่าตอนนี้ที่โถงทางเดินเต็มไปด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ไว้หนวดเครารุงรัง บางคนโพกศีรษะด้วยผ้า บางคนหัวโล้น บางคนสักลายเต็มตัว ทุกคนในที่นี้ล้วนมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมราวขุนโจร และพวกมันกำลังวิ่งกรูขึ้นบันไดไปที่ดาดฟ้าเรือ
โจรสลัดเคราดำเหลือบมาเห็นกัปตันโจ๊กพอดี จึงคำรามบอก
“อ้าว กัปตันโจ๊ก! นี่เอ็งยังไม่ตายรึ ดีแล้ว ไม่ตายก็ดี จะได้ขึ้นฝั่งนำทางพวกข้าต่อไป มาเร็วขึ้นไปดูซิ ใช่เกาะมหาสมบัติอย่างที่เอ็งบอกไหม ?”
กัปตันโจ๊กทำหน้างุนงงวูบ กลอกตาไปมาถาม
“เอ่อ ขอโทษนะ ที่นี่ที่ไหน และพวกเอ็งเป็ใครมิทราบ?”
“เฮอะ! ไอ้นี่สงสัยโดนฟ้าผ่าแล้วสมองกลับ ความจำเสื่อม”
โจรสลัดเคราดำไม่อยากถือสา เข้าใจว่าเขาคงความจำเลอะเลือนจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อคืน พลางกวักมือเรียกบอก
“มาเร็ว กัปตันโจ๊ก รีบขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่กัปตัน”
กัปตันโจ๊กหลุดปากปฏิเสธพร้อมสั่นหน้า พลันฉุกคิดขึ้น
‘เอ๊ะ! หรือว่าเราจุติแล้ว’
โจรสลัดเคราดำขมวดคิ้วทำหน้าเครียด มันไม่ชอบต่อปากต่อคำ ถนัดแต่ใช้กำลังข่มขู่มากกว่า ทันใดนั้น มันก็ฟาดฝ่ามือใหญ่โตเข้ามาที่ใบหน้าของกัปตันลูกครึ่งหมายตบสั่งสอนเรียกความจำ ไวเท่าความคิดกัปตันโจ๊กกลับตั้งศอกรับไว้ได้ทัน แล้วเอามืออีกข้างจับข้อมือมันไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมจ้องตากับมัน
โจรสลัดเคราดำไม่เคยชินกับการแข็งข้อของลูกไล่[1]เช่นนี้ แถมยังมีสติว่องไวเยี่ยมยุทธ์ ราวกับเป็คนละคนกับกัปตันลูกไล่ ที่ยอมอ่อนข้อให้มันมาตลอด โจรสลัดเคราดำถึงกับอึ้งนิ่งงันไป ขณะสายตาทั้งสี่สายประสานกัน มันไม่เคยเห็นแววตาที่เฉียบคม ดุดัน แต่แฝงไปด้วยความเมตตาเช่นนี้มาก่อน
พอดีเขี้ยวตันลูกเรือหน้าย่น เดินตรงเข้ามาเอ่ยถาม
“มีอะไรรึ พี่เคราดำ?”
“อ้อ เปล่าไม่มีกระไร เอ่อ เขี้ยวตันเอ็งช่วยบอกมันทีว่า มันเป็ใคร?”
“โดนฟ้าผ่าสมองเลอะเลือนหรือไง...กัปตัน เอ็งก็คือกัปตันโจ๊กไง เอ็งนี่บ้าจริงเชียว แม้แต่ตัวเองก็จำไม่ได้!” เขี้ยวตันโจรสลัดหน้าย่นขมวดคิ้วบอก
ตอนนี้ไม่รู้ว่าใครบ้าหรือความจำเลอะเลือนกันแน่ ครุฑในร่างกัปตันโจ๊กยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ไม่อาจแยกแยะเื่ราวได้ถูก หรือตนจุติใหม่อยู่ในร่างนี้ก็ไม่แน่ใจ แถมรู้สึกพิกลกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของคนพวกนี้ จึงกล่าวเสียงเขียวปฏิเสธบอก
“ไม่จริง! ไม่ใช่ ข้าต้องไม่เกิดใหม่มาเป็กัปตัน!”
ขาดคำ เขาก็วิ่งตะบึงแซงหน้าพวกลูกสมุนโจรสลัดขึ้นบันไดไปบนดาดฟ้าเรือ พลางทำท่าะโโหย่งเหย่ง เหมือนพยายามจะบินหนีขึ้นฟ้าไป แต่แล้วเมื่อบินไม่ได้ กัปตันโจ๊กจึงหยุดชะงักอยู่ที่กราบเรือด้านข้าง กวาดตามองไปทางไหน ก็มีแต่ความเวิ้งว้างของน้ำทะเลและเส้นขอบฟ้าทอดไกลออกไปสุดสายตา แล้วมาสะดุดตาอยู่ที่เกาะร้างแห่งหนึ่งเบื้องหน้า
ทันทีนั้น นกแก้วสีสวยตัวหนึ่งบินมาจับที่ไหล่ของเขา แล้วโค้งหัวคำนับด้วยความนอบน้อม ราวกับว่าเขาเป็าาของมัน กัปตันโจ๊ก สตอรี่ ยืนพึมพำกับตนเอง ขณะที่ประสาทััรับรู้ได้ถึงกรงเล็บ น้ำหนักตัวนก กลิ่นอายน้ำทะเล และสายลมเย็นโชยมาเป็ระยะ ท่ามกลางสายตากว่าหลายสิบคู่ และเสียงโห่ร้องของพวกลูกเรือโจรสลัด ด้วยความลิงโลด
“เกาะมหาสมบัติ นั่นไง เกาะมหาสมบัติ!”
“เย้! พวกเราจะรวยกันแล้ว ไชโย!!”
กัปตันโจ๊กสูดลมหายใจเข้าปอด ชำเลืองมองนกแก้วที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขา พลางเหลียวหลังมองเลยไปที่พวกลูกเรือด้วยความประหลาดใจ
‘เกาะมหาสมบัติ งั้นรึ! ไอ้พวกบ้าสมมติ แต่เอ๊ะ! ถ้านี่ไม่ใช่เื่จริง แปลว่า เราฝันไปงั้นรึ’
สัญญาณระฆังเลิกเรียนดังกังวานสั่นระรัว ท่ามกลางมวลหมู่นักเรียนประถมที่กรูกันออกมาจากห้องเรียนราวกับฝูงผึ้งแตกรัง เด็กนักเรียนชายสองคน คนหนึ่งรูปร่างผอมบาง อีกคนรูปร่างสมส่วนกำลังเดินคุยกันมาตามทางอย่างถูกคอ คนที่ร่างผอมบางคือแจ็ค เด็กอีกคนคือลอย ก่อนที่สองคู่ซี้จะก้าวเท้าออกจากประตูโรงเรียน ได้ยินลอยถามว่า
“ทำการบ้านเสร็จแล้วเล่นไหม แจ็ค?”
“ยังไม่แน่นะ ลอย ถ้าเล่นคงได้เห็นตอนออนไลน์ แล้วเจอกัน ลอย”
แจ็คกล่าวลาเพื่อนซี้ร่วมห้องของเขา ก่อนปรี่แยกตัวมาที่รถเต่าคันเขียวของพ่อซึ่งจอดรออยู่หน้าประตูโรงเรียน แจ็ครู้สึกดีใจที่วันนี้พ่อมารับเร็ว ไม่ต้องรอนานเหมือนทุกวัน เปิดประตูขึ้นรถได้พ่อก็บึ่งรถออกไปทันที...
สองพ่อลูกมีกิจกรรมร่วมกันแบบนี้เป็กิจวัตร พอกลับมาถึงบ้าน บางครั้งนั่งดูทีวีร่วมกัน กินข้าว จากนั้นแจ็คแยกไปทำการบ้าน บ่อยครั้งที่แจ็คแอบพ่อเล่นเกมออนไลน์อยู่ในห้อง ส่วนพ่อไม่ขลุกแต่งนิยายอยู่ในห้องทำงาน ก็จะนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ตัวโปรดหน้าบ้าน แต่่เวลาที่แจ็คชอบมากที่สุดไม่ใช่ตอนแอบพ่อเล่นเกม แต่มันคือ่ตอนเข้านอน ทำไมนะหรือ ?
เพราะก่อนเข้านอน พ่อจะหยุดทำงานแล้วมาเล่านิทาน หรืออ่านการ์ตูนให้ฟัง เื่นี้ถือเป็ทีเด็ดของพ่อเลยเชียว พ่อเป็นักเล่าเื่ตัวยง เล่าได้สนุกมาก แจ็คเป็เด็กฉลาดและช่างสังเกต แต่กำพร้าแม่ ดังนั้นพ่อจึงตามใจแจ็คมากเป็พิเศษ และแน่นอนลูกไม้ที่แจ็คใช้อยู่ประจำคือ อ้อนพ่อเล่านิทานให้ฟัง ซึ่งมันใช้ได้ผล อานนท์ยอมสละเวลาจากงานเขียน มาเล่าเื่สนุก ๆ ให้แจ็คฟังก่อนนอนทุกคืนรวมทั้งคืนนี้ด้วย หลังจากอาบน้ำแล้ว เมื่อสองพ่อลูกนอนนั่งอยู่บนเตียงเดียวกันในห้องนอนแจ็ค
“คืนนี้อยากฟังนิทานเื่อะไรลูกรัก ?”
อานนท์ ผู้เป็พ่อถามลูกชายสุดที่รัก ขณะนั่งอยู่ข้างเตียง
“คืนนี้ไม่อยากฟังนิทานฮะ”
“งั้น การ์ตูนเป็ไง โดเรมอนไหม ลูกชอบไม่ใช่หรือ โนบิตะตดใส่
ไจแอนท์ตลกดีนะ”
“ฮึ ไม่เอา!”
“งั้นลูกอยากฟังเื่อะไรล่ะ ?”
“อยากฟังเื่ที่พ่อเขียนฮะ ผมรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นฮะ”
“แต่มันเป็เื่แต่งของผู้ใหญ่นะ มีการฆ่ากัน ต่อสู้กัน ใช้ความรุนแรง และฉากแบบว่า...”
“พ่อเขียนเองไม่ใช่หรือฮะ ทำไมพ่อไม่เขียนให้เด็กและผู้ใหญ่อ่านไปด้วยกันได้ละฮะ”
“แต่พ่อยังเขียนไม่เสร็จนะ คือเื่มันยังแต่งไม่จบเลย”
“ไม่เป็ไรฮะ ผมอยากฟัง”
“โอเค ได้ งั้นลูกรอแป๊บนึง”
อานนท์รีบลุกออกจากห้องนอนแจ็ค ไปหยิบแผ่นกระดาษงานเขียนล่าสุดของเขา มาอ่านให้ลูกชายสุดที่รักฟัง เป็จริงอย่างที่แจ็คบอกแหละ พักเดียวพ่อกลับเข้ามาเล่าเื่แต่งตอนใหม่ล่าสุดให้ฟัง พ่อเล่าได้สนุกมาก เล่ามาั้แ่ต้นเื่ยันมาถึงตอนที่ครุฑจุติมาในร่างกัปตันโจ๊ก สตอรี่
แจ็คเป็เด็กร่าเริงมีจินตนาการสูง นอนฟังพ่อเล่าไปพร้อมนึกภาพจินตนาการตามไป มองเห็นภาพทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ราวกับตัวเองเข้าไปอยู่ในเื่เล่านั้นด้วย ได้ยินเสียงที่ตัวละครพูดคุยกัน ได้กลิ่นน้ำทะเล ััสายลมเย็นที่โชยมา นอนฟังเคลิ้มไปอย่างมีความสุข แต่พอมาถึงตอนสุดท้าย แจ็คกลับขัดพ่อว่า
“ไม่พ่อ พญาครุฑไม่เกิดแบบนี้ ผมเห็นพญาครุฑแปลงร่างได้จากหุ่นขี้ผึ้งมรกต มีเทวดาสติเฟื่องเอามาให้ แล้วเดี๋ยวพญาครุฑต้องไปหาพระ ไปให้พระช่วยฮะ...”
“มีพระด้วยรึ แต่นี่พ่อดัดแปลงมาจากละครบุพเพฯ เลยนะ มนตร์อวตารจุติเนี่ย พ่อแต่งตามพล็อตเป๊ะ! เลย เดี๋ยวกัปตันโจ๊กกับพวกไปเจอเกาะมหาสมบัติ แล้วสู้กันโช้งเช้ง ๆ กับพวกปีศาจ พอสู้ชนะ ปีศาจตาย อ้า! พวกโจรสลัดก็ได้สมบัติมาแบ่งกัน เย้! เื่มันต้องจบแบบนี้ ตามพล็อตที่พ่อคิดไว้”
อานนท์แสร้งพูดเฉไฉ แถไปตามเื่ เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่อยากแก้งานที่เขียน ขณะที่แจ็คตื้อไม่หยุด ยังคงยืนกรานคำเดิม
“โธ่! พ่อ ช่างหัวบุพเพฯ เถอะน่า เขามีภาคสองแล้ว แต่งให้ผมสักเื่ไม่ได้หรือฮะ พ่อแต่งนิทานเขียนนิยายมาหลายเื่แล้ว ไม่ต้องมีพล็อตก็ได้ เขียนให้ผมสักเื่นะฮะ เชื่อผมสิ ผมรู้ว่าพ่อทำได้ เื่นี้มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นจริง ๆ นะพ่อน่ะ นะฮะ!”
แจ็คลุกขึ้นมากอดพ่อ หอมแก้มพ่อ เจอลูกอ้อนของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแบบนี้ อานนท์ผู้เป็พ่อใจอ่อนทุกที แม้จะยอมตามใจลูกแต่ก็บ่นพึมพำว่า
“ก็ได้ ๆ แต่เชื่อพ่อเถอะ ออกทะเลแน่งานนี้”
จากนั้นลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนลูก เพื่อไปที่ห้องทำงาน แจ็ครีบลุกขึ้นเดินตามพ่อไปทันที
“อ้าว! ลูกไม่นอนรึ พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนนะ”
“พรุ่งนี้ วันเสาร์ฮะ!”
สักพัก เมื่ออานนท์เปิดคอมพิวเตอร์ หย่อนก้นนั่งที่โต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้ว แจ็ค ก็เลื่อนเก้าอี้มานั่งกำกับบทอยู่ข้างๆพ่อ ให้เขียนไปตามจินตนาการที่หนูน้อยมองเห็นในหัว จากนั้นผู้เป็พ่อเริ่มพรมนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ด ราวกับร่ายมนตร์วิเศษ ชักใยให้ตัวละครโลดแล่นไปตามคำที่แจ็คบอกทุกประการ
ผ่านไปเกือบชั่วโมง ต้นฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่ตามจินตนาการที่แจ็คเห็นในหัวเสร็จเรียบร้อย แจ็คนั่งหาวแล้วตอนนี้ พ่อจึงไล่ให้ไปนอน ส่วนผู้เป็พ่อขอตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนปริ้นออกมาเป็กระดาษเก็บไว้
หลังจากแจ็คเดินหลีกกองหนังสือที่เกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น ออกไปจากห้องทำงานแล้ว อานนท์ ผู้ซึ่งไม่มั่นใจว่า เื่ราวมันจะไปต่อยังไง หากไม่เขียนตามพล็อต เื่นี้มันจะออกทะเลไหม ยิ่งเป็นิยายที่เด็กอ่านได้ด้วย การฆ่ากันไม่มี ฉากเลิฟซีนก็ไม่มีอะไรแบบนี้ เขายิ่งไม่ถนัดใหญ่ แต่อีกใจลึกๆ นั้น อานนท์เชื่อคำพูดที่แจ็คบอกว่า
“เื่นี้มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น”
คิดไปคิดมา ดังนั้นเพื่อความแน่ใจ อานนท์จึงใช้วิธีโพสต์เื่ที่แต่งลงไปในเว็บไซต์นิยายออนไลน์ ตามแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อหวังจะให้นักอ่านหรือผู้รู้บางท่านเข้ามาคอมเมนท์ชี้แนะ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาตัดสินใจฉีกพล็อตทิ้ง แล้วเริ่มต้นเขียนเื่ราวการจุติของพญาครุฑใหม่อีกครั้ง ตามสไตล์ที่แจ็คเล่าให้ฟัง ด้วยพลังแห่งรักที่มีต่อลูกชายคนเดียวแท้ ๆ และต่อไปนี้คือเื่ราวที่ถูกเขียนเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง...
ในเวลาเดียวกันนั้น บน์ชั้นดาวดึงส์ ต้นปาริชาติออกดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วแดน์ แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาใหญ่โต ปกคลุมธรรมสภาหลังโตโอ่อ่า สีสันสวยสดงดงามวิจิตร สะท้อนแสงยิบระยับแวววาว ราวเพชรเจียระไน ภายในวิหารธรรมสภา
ท้าวสักกเทวราช สวมเครื่องทรงอลังการแวววาวไปด้วยทองคำ ประดับอัญมณี ผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองทา ใบหน้าอ่อนเยาว์ราวเด็กหนุ่มอายุ ๑๗ชันษา ท้าวเธอนั่งเป็ประธานอยู่บนบัลลังก์แก้วมรกตขลิบทองสลักลวดลายวิจิตรแซมอัญมณีสู้แสงแวววับ แวดล้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์ทวยเทพผู้
เรืองยศ ต่างกำลังประชุมปรึกษาหารือกันอยู่ ได้ยินท้าวสักกะจอมเทพ (พระอินทร์) กล่าวด้วยเสียงกังวานสดใส
“เพลานี้เราเกิดปริวิตก เกรงว่าที่ภพมนุษย์มีภัยพิบัติเกิดเื่เดือดร้อน นั่นเพราะอาสนะที่นั่งของเราเกิดแข็งกระด้าง[2]ขึ้นมา นี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่า คนดีผู้เป็บัณฑิตกำลังถูกเบียดเบียน พวกท่านมีความเห็นประการใด ช่วยกันระดมความคิดแก้ไขหน่อย”
“ขอถวายความนอบน้อม แด่องค์มหาเทพผู้เป็ใหญ่แห่งดาวดึงส์์” ท้าวอิสสาปุโรหิต ร่างสูงโปร่งสมส่วน ผิวขาวราวหิมะ สวมชุดขาวสะอาดตา เผยอริมฝีปากบางกล่าว “แน่นอน ข้าพระองค์มีความเห็นว่า ควรส่ง ครุฑผู้เยี่ยมยุทธ์ลงไปปฏิบัติภารกิจ เพื่อสงเคราะห์บัณฑิตให้พ้นภัยจากพาลเหล่าอสูรปีศาจเบียดเบียน พระเ้าข้า” ท้าวอิสสาปุโรหิตกล่าวด้วยความมั่นใจ ดวงตาทอประกายส่อแววเ้าเล่ห์ พลางโบกพัดขนนกสีขาวในมือเบาๆ
“ขอถวายความเคารพฝ่าา ผู้เป็ใหญ่แห่งทวยเทพ” ท้าวธตรฐ รูปกายสีแดง สวมเสื้อกั๊กกล่าวอย่างนอบน้อม “ข้าพระองค์เห็นด้วยเช่นนั้น ผลงานที่ผ่านมาเป็ที่ประจักษ์ว่า อริยขุนศึก ไม่เคยทำให้ผิดหวัง จึงสมควรที่จักส่งอริยขุนศึกไปยังชมพูทวีปเพื่อปราบภัยพาล พระเ้าข้า” ท้าวธตรฐ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลสี่เอ่ยสนับสนุน
“แล้วท่านมีความเห็นประการใดบ้าง ท่านเวสสุวรรณ?”
ท้าวสักกจอมเทพ หันมาถามพญาั์กายเขียว เขี้ยวโง้ง สวมเสื้อเกราะทองคำแขนสั้นฝังเพชร ท้าวเวสสุวรรณกล่าวตอบอย่างนอบน้อม
“ข้าแต่มหาเทพที่เคารพ ข้าพระองค์เห็นควร แค่รู้สึกว่าหมู่นี้ ไฉนมีเื่รบกวนพระทัยมหาเทพอยู่เรื่อย ส่วนเื่ส่ง อริยขุนศึก ลงไปกำราบเหล่าอสูรปีศาจร้ายนั้น ข้าพระองค์มิได้ขัดข้อง เพียงอยากให้ส่งผู้ช่วยลงไปด้วย อย่างน้อยมีเื่ใดติดขัด จักได้มีเพื่อนช่วยกันแก้ไข พระเ้าข้า”
ท้าวเวสสุวรรณ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลสี่[3] กล่าวเสนอด้วยแววตากังวล
“ดี! ตกลงตามนี้ เราจักส่งอริยขุนศึกพร้อมด้วยอัจฉริยเทพบุตรลงไปอนุเคราะห์บัณฑิตที่ชมพูทวีป”
ท้าวสักกจอมเทพ สรุปความตัดสินพระทัยด้วยความยินดี รีบรับสั่งให้มาตลีเทพบุตรกับเทพโฆษะกะ ไปตามอริยขุนศึกกับอัจฉริยเทพบุตรมาเข้าเฝ้าพระองค์ด่วน
ขณะเดียวกันนี้ ณ อุทยานจิตรลดาที่ใหญ่โตโอฬารสวยงามกว่าสวน์ทั้งหมดที่มี ยามนี้ภายในอุทยานจิตรลดาได้จัดงานเฉลิมฉลอง เถาวัลย์ชนิดพิเศษชั้นยอดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ‘อาสาวดี’ เถาวัลย์อาสาวดีนี้หนึ่งพันปีจะออกดอกผลเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ครั้นถึงเวลาออกดอกแล้วจะส่งกลิ่นหอมหวนไม่แพ้ดอกปาริชาติ
ที่สำคัญคือเถาวัลย์อาสาวดีนี้ เมื่อออกผลสุกงอมแล้ว ภายในผลจะปรากฏมงกุฎสามกษัตริย์ ซึ่งพระอินทร์จอมเทพจักเป็ผู้ตัดสินประทานมงกุฎสามกษัตริย์นี้ให้แด่เทพองค์ใดนั้น ยังต้องรอลุ้นรางวัลกันอีกทีเมื่อถึงเวลา
เหล่าทวยเทพจึงเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ เพราะต่างก็มีลุ้นกันว่า ดอกอาสาวดีนี้จะออกผลมาเป็มงกุฎชนิดใด และเทพองค์ใดจะได้รับประทาน ดังนั้นตอนนี้อุทยานจิตรลดาแห่งนี้ จึงกลายเป็ลานสวนสนุกแห่งสรวง์ไปแล้ว เพราะคับคั่งเนืองแน่นไปด้วยเหล่าเทพบุตรเทพธิดา และการละเล่นรื่นเริง
บนเวทีมีการแสดงคีตะดนตรี์ เหล่านางอัปสร และคนธรรพ์ฝีมือดี ต่างกำลังบำเรอเสียงทิพย์และการขับฟ้อน ด้วยเพลงประกวดประชันฝีมือกันอยู่บนเวทีอย่างไพเราะเพราะพริ้ง เหนือกว่าดนตรีใดในสามโลกที่เคยได้ยิน ดนตรี์นั้นแปลกมหัศจรรย์ เมื่อ้าฟังจึงได้ยิน ไม่อยากฟังจะไม่ได้ยิน ซึ่งขณะนี้ลานเวทีแน่นขนัดไปด้วยผู้ชมเรือนแสน รายล้อมเต็มไปด้วยเหล่าเทพบุตร เทพธิดา นางฟ้าและคนธรรพ์ เหล่าทวยเทพผู้ชื่นชอบการขับฟ้อน พากันมานั่งเสพดนตรี์กันอยู่เนืองแน่นบนอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม สูงใหญ่โตโอ่อ่าเป็ชั้นซ้อนกันขึ้นไปหลายสิบชั้น
ครุฑ นั่งหุบปีกเอนกายอยู่บนอัฒจันทร์ด้านซ้ายชั้นสิบเอ็ด ตามองการละเล่นบนเวทีก็จริง แต่ใจนั้นหวนคิดถึงเื่แปลกอัศจรรย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตนมาสดๆร้อนๆ ก่อนหน้านี้ไม่กี่อึดใจ ครุฑจำได้ว่าตนเองไปจุติเป็กัปตันเรือผู้หนึ่งที่โลกมนุษย์ แต่แล้วไฉนจู่ ๆจึงกลับมาปรากฏอยู่ในวิมานต้นงิ้วที่เดิม จะว่าฝันไปคงไม่ใช่ เพราะนารีผลยังปรากฏเป็หลักฐานทนโท่อยู่บนเตียง เมื่อคิดหาเหตุผลดี ๆ ให้ตนปลงใจไม่ได้ พญาครุฑจึงหยุดคิด แล้วโผบินออกมาหาความสำราญ เสพสุขอยู่ที่อุทยานจิตรลดาแห่งนี้
ขณะที่ใบหูเรียวแหลมฟังดนตรีทิพย์ไป แต่ดวงตาสีเขียวมรกตเริ่มกวาดชมบรรยากาศรอบข้าง พลันสะดุดตากับเทพธิดาองค์หนึ่ง เรือนร่างเพรียวบางงามสง่า ดวงหน้างามล้ำเหนือคำบรรยาย สวมชุดขาวสไบสีเหลือง พร้อมเครื่องประดับอลังการแวววาว นั่งอยู่ในที่ไม่ไกลกัน ความงามอันเกินพิกัดของนางฟ้าองค์นี้ สะกดจิตให้ครุฑตกอยู่ในภวังค์เคลิ้มฝัน คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยรู้จักสนิทสนมกับนางมาก่อน แต่เป็ที่ไหนหรืออย่างไรนั้น จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าตอนนี้ ตกหลุมรักอย่างแรงโดยพลัน ได้ยินเสียงหัวใจกระซิบบอก
‘ใช่เลย!’ แม้หูยังเสพดนตรีอยู่ แต่จิตใจนั้นโบยบินไปอยู่แทบเท้าแม่แก้วเทพธิดาเลอโฉมองค์นี้แล้ว...ก่อนที่จิตใจจักเตลิดจินตนาการไปมากกว่านี้ ครุฑจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปสนทนากับเธอ
“สวัสดี แม่เทพธิดา ความงามของท่านช่างตราตรึงหัวใจข้านัก ถ้านี่ไม่ใช่เพราะบุพเพสันนิวาสบันดาล ข้าว่าคงเป็พรหมลิขิตอย่างแน่ ดังนั้นอยากทราบว่า ท่านมีนามว่ากระไร และต้องทำอย่างไรข้าจึงจักได้ท่าน?”
เทพธิดาผู้เลอโฉมส่งยิ้มให้ เห็นฟันขาวเรียงรายอยู่ในริมฝีปากบางสีชมพู ดวงตาหวานเยิ้ม ขนตางอนยาวกะพริบก่อนสบตาครุฑ ด้วยใจนึกนิยมชมชอบในตัวคู่สนทนาเช่นกัน
“ข้ามีนามว่า บุศรินทร์ ข้าจุติในวิมานของพระอินทร์ ดังนั้นหากท่าน้าข้า ท่านต้องทูลขอต่อพระอินทร์ผู้เป็จอมเทพบิดาแห่งข้า แล้วท่านล่ะ มีนามว่ากระไร?”
บุศรินทร์เทพธิดา รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ถาโถมเข้าสู่จิตใจตน ขณะเอ่ยปากสนทนาพาทีกับเขา
ครุฑได้ยินคำตอบเยี่ยงนี้ ถึงกลับทรุดเข่าลงที่พื้นอัฒจันทร์ เผลอสูดกลิ่นกายหอมฟุ้งเหมือนดอกมะลิของนางเข้าไปเต็มรัก พลางกล่าว
“ข้าพเ้านามว่า อริยขุนศึก ขอบคุณมากที่ฟ้าหญิงบุศรินทร์เมตตา หากเราสองมีวาสนาต่อกัน วันหนึ่งเมื่อมีโอกาสข้าจักทูลขอต่อองค์มหาเทพพระบิดาของท่านอย่างแน่ หากแม้ท่านนั้นมีใจภักในตัวข้า ขอเวลาให้ข้าได้พิสูจน์ตนเองสักระยะหนึ่งเถิด”
บุศรินทร์ องค์หญิงผู้เลอโฉมแห่งดาวดึงส์ไม่ตอบคำ พลางฉวยดอกไม้สีขาวแกมเหลืองที่แซมอยู่ในกระบังหน้าทองคำข้างใบหู ส่งให้พญาครุฑไปด้วยหัวใจพองโตบอกไม่ถูกเหมือนกัน ราวกับเขานั้นแสนคุ้นเคย ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ทันใดนั้น บนฟ้าปรากฏราชรถเทียมม้าคันหนึ่งขับเคลื่อนมาในอากาศ โดยมาตาลีเทพบุตรผู้เป็เทพสารถี ราชรถคันนี้แล่นมาจอดลอยนิ่งอยู่เหนือ
อัฒจันทร์ บริเวณที่ครุฑและบุศรินทร์เทพธิดาสนทนากันอยู่ โฆษะกะเทพบุตรก้าวลงจากราชรถ ถือราชโองการ์ มาประกาศต่อหน้าพญาครุฑ
“มีราชโองการ์ รับสั่งให้ อริยขุนศึก เข้าเฝ้าโดยด่วน”
ครุฑชำเลืองมองบุศรินทร์เทพธิดาแวบหนึ่ง ก่อนพนมมือไหว้กล่าว
“รับด้วยเกล้า พระพุทธเ้าข้า!”
ก่อนที่อริยขุนศึกจะลุกขึ้นจากไปตามโองการ์ หันมาสบตา บุศรินทร์เทพธิดาอีกครา พลันนางเทพธิดาผู้เลอโฉมจับมือเขาไว้กล่าวบอก
“ข้ายินดีรอท่าน และข้าพเ้าจักคอยเอาใจช่วยนะ ท่านอริยขุนศึก”
อริยขุนศึกก้มศีรษะลงจุมพิตฝ่ามือเรียวงามขาวผ่องอ่อนนุ่มของบุศรินทร์เทพธิดาตรงหน้าอย่างทะนุถนอมแล้วจากไป
ภายหลังครุฑรับทราบภารกิจที่ต้องลงไปยังชมพูทวีปพร้อมด้วยอัจฉริยเทพบุตรจากจอมเทพแล้ว จากนั้นท้าวสักกเทวราชตรัสสั่งให้อัจฉริยเทพบุตร นำอริยขุนศึกมาที่หออักษราวุธ คลังแสงแห่งทวยเทพ เพื่อเลือกอาวุธและอุปกรณ์ของวิเศษที่ต้องนำไปใช้ปฏิบัติในภารกิจครั้งนี้
ยามนี้ ภายในหออักษราวุธ คลังแสงแห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเต็มไปด้วยคัมภีร์โบราณเก่าแก่ และของวิเศษมากมายหลากหลายชนิด สองเทพบุตรกำลังเดินเลือกหาอาวุธและของวิเศษกันอยู่อย่างเพลิดเพลิน องค์หนึ่งมีปีกเหมือนนกรูปร่างสูงใหญ่กำยำ อีกองค์รูปร่างเพรียวบางงามสง่า เสียงอัจฉริยเทพบุตร มีกังกวานสดใสกล่าวแนะนำคู่หู
“นี่ไม่ใช่คัมภีร์ธรรมดานะ ท่านอริยขุนศึก”
อัจฉริยเทพบุตร สติเฟื่อง กล่าวแนะนำ พร้อมเอื้อมมือหยิบฉวยคัมภีร์เก่าแก่ออกจากช่องเก็บ พลิกเปิดหน้าคัมภีร์โบราณออก ทันใดนั้นตัวอักษรสีทองสวยงามพรั่งพรูออกมา วิ่งวนเป็วงกลมราวหิ่งห้อยหลายร้อยตัวบินว่อนอยู่ในอากาศ จากนั้นฟรุ้งฟริ้งกลายเป็พระขรรค์[4] เนื้อดาบคมวาวราวปีกแมลงทับสีเขียวมรกต ด้ามจับเป็ทองคำสลักลวดลายวิจิตรสวยงาม
“นี่คือพระขรรค์มรกตสยบสิบทิศ”
“พระขรรค์มรกต อืมม์ สวยดีนะ แต่ข้าไม่ถนัดใช้ดาบ”
อริยขุนศึกกล่าวพลางเอื้อมมือรับ จับถือกะน้ำหนักดูในมือ เสร็จแล้วส่งคืน
“ตามใจ งั้นดูนี่ให้ดี ท่านอริยขุนศึก”
อัจฉริยเทพบุตรยักไหล่กล่าว พลางพลิกเปิดคัมภีร์โบราณเล่มใหม่ต่อไปอีก ภายหลังจากประกายวิบวับอักษรสีทองจางหาย ปรากฏเป็หอกโมกขศักดิ์[5]ทำด้วยเงินแท้ทั้งด้าม ลอยคว้างควงหมุนติ้วราวกับใบพัดเงิน หมุนเป็วงกลมอยู่ในอากาศ ก่อนหยุดจอดสงบนิ่งลอยค้างอยู่ตรงหน้า
“นี่คือหอกโมกขศักดิ์รอบทิศ บอกไว้ก่อนมีเล่มเดียวในจักรวาล ที่ผู้เป็เ้าของอธิษฐานสั่งได้ตามใจ แถมมีตาวิเศษคอยเตือนภัยให้ราวกับเป็ยาม เมื่อผู้เป็นายหลับนอน และที่พิเศษกว่านั้นคือ ยืดได้หดได้ไม่จำกัด เมื่อเ้าของไม่้าใช้ หอกจักกลับกลายเป็เส้นขนปักอยู่บนต้นแขนของผู้”
“ว้าว! หอกโมกขศักดิ์รอบทิศ สุดยอดมาก แต่อันที่จริงข้ามีอาวุธคู่ใจอยู่แล้ว เอ่อ...ขออภัยนะ บอกตามตรงข้าถนัดใช้สนับมือทองคำมากกว่า”
“ไม่เป็ไร ไม่ถูกใจไม่ว่ากัน แต่เชื่อเถอะว่าไปปฏิบัติภารกิจที่ชมพูทวีปลำพังแค่สนับมือทองคำคู่ใจของท่าน มันไม่พอหรอก... นี่... ท่านต้องมีนี่ด้วย”
อัจฉริยเทพบุตรกล่าวพลาง เปิดคัมภีร์เล่มใหม่ต่อไป ทันใดนั้น ปรากฏลูกบอลสีทอง ขนาดเท่าลูกเทนนิส ลอยอยู่ตรงหน้า
“อ้อ อันนี้ไม่ใช่ โทษที ท่านอย่าจั...”
พูดยังไม่ทันขาดคำ อริยขุนศึกเอื้อมมือมาจับลูกบอลสีทองนั้นแล้ว ในพริบตา ปีกสีทองทั้งสองข้างผุดงอกออกจากลูกบอลใบนั้นทันที
“หลบเร็ว!”
เสียงเทพบุตรสติเฟื่องประกาศเตือนดังก้อง พร้อมะโคว้าร่างของอริยขุนศึกหมอบลงที่พื้น ก่อนที่ลูกบอลสีทองแสนซนจะลอยดิ่งพุ่งชนแล้วพลาดเป้าไปอย่างหวุดหวิด แล้วลอยคว้างพุ่งซิกแซกเข้าชนนู่น ชนนี่ อย่างรุนแรงหนักหน่วง ภายในหออักษราวุธบังเกิดเสียงโครมครามโพ้งเพ้ง คัมภีร์โบราณเก่าแก่หลายเล่มตกล่วงลงมาเกลื่อนกลาดบนพื้น กระจกวิเศษบานหนึ่งตั้งอยู่มุมหอเกิดแตกดังโผละ! ด้วยฤทธิ์พุ่งชนอย่างรุนแรงของลูกบอลมีปีกสีทองลูกนั้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่หยุดกระเด็นกระดอนไปมาด้วยความซุกซนปั่นป่วน
พลัน อัจฉริยเทพบุตรรีบใส่ถุงมือั์ะโคว้าจับเอาไว้ได้ทัน จากนั้นจึงบรรจุลงไปในกรงแก้วใบเล็กปิดประตูขังไว้ ลูกบอลสีทองมีปีกลูกนั้นจึงสิ้นฤทธิ์ หยุดซน จอดนิ่งหุบปีกสีทองสงบลงได้
“เฮ้อ! เกือบไป”
เทพบุตรสติเฟื่องถอนหายใจกล่าว ขณะถอดถุงมือั์ออก
“ท่านนี่ มือไวจริง ๆ”
“ข้ามิได้ตั้งใจ ว่าแต่มันคือกระไรรึ ท่านอัจฉริยเทพบุตร ?”
“ลูกสปาโลดีดดิ้น เป็หนึ่งในอุปกรณ์กีฬายามว่างของเหล่าทวยเทพ ช่างเถอะ ไม่ใช่เื่สำคัญกระไร แต่ท่านไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทุกอย่างจักจัดการซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง เอาล่ะ...ตอนนี้ท่านอริยขุนศึกตามข้ามาทางนี้ดีกว่า มาดูของสำคัญที่ต้องใช้ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้กัน”
[1] ลูกไล่ : คนที่ยอมเป็รองหรือเป็เบี้ยล่างของคนอื่นเสมอ
[2] ์เป็แดนเสพเสวยความสุขจากกามอันเป็ทิพย์ เหล่าทวยเทพ เทวดา จึงรับรู้ได้แต่เพียง รูป เสียง กลิ่น รส และัั อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ อันนำมาซึ่งความสุขเพียงอย่างเดียว ส่วนสิ่งที่อยู่ตรงข้ามอันนำมาซึ่งความทุกข์นั้น ไม่อาจรับรู้ได้ ว่ากันว่า มีเพียงท้าวสักกะเทวราชเท่านั้น ที่สามารถรับรู้ได้จากการสังเกตอาสนะ(ที่นั่ง) ของพระองค์นั่นเอง
[3] เทวดาผู้ดูแลทิศทั้ง ๔ ประกอบด้วย ๑. ท้าวธตรฐประจำทางทิศตะวันออก ปกครองคนธรรพ์ ๒.ท้าววิรุฬหก ประจำทางทิศใต้ ปกครองกุมภัณฑ์ ๓. ท้าววิรูปักษ์ประจำทางทิศตะวันตก ปกครองนาค ๔.ท้าวเวสสุวรรณ ประจำทางทิศเหนือ ปกครองั์.
[4] พระขรรค์ :อาวุธมีคม ลักษณะคล้ายดาบ มีคมสองด้าน ตรงกลางคอด ส่วนใหญ่เป็อาวุธของเทพเ้า
[5] หอกโมกขศักดิ์ : ในตำนานกล่าวว่า เป็อาวุธประจำกายของกุมภกรรณ ที่นำไปฝากไว้กับพระพรหม