เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังสม่ำเสมอเหมือนท่วงทำนองโบราณที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานับร้อยปี เกาะกลางทะเลแห่งนี้ยังคงงดงามราว์ที่ซ่อนเร้น—แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลงบนผิวน้ำจนประกายเป็เกล็ดเงินวาววับ ฝูงนกทะเลโผบินเหนือผิวน้ำ คล้ายร้องทักทายวันใหม่อย่างแจ่มใส
แต่สำหรับคนในเกาะ… “วันใหม่” ไม่ได้หมายถึงความสงบเสมอไป
เช้าวันนี้ อากาศเย็นกว่าทุกครั้ง ลมทะเลพัดแรงจนต้นมะพร้าวโอนเอน เสียงคลื่นไม่ใช่เพียงคลื่น หากกลับดังคล้ายเสียงคร่ำครวญยาวไกล เสียงที่ทำให้ชาวบ้านบางคนต้องรีบปิดหน้าต่าง หญิงชราที่กำลังปัดกวาดลานบ้านชะงักมือ หันไปมองทางน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ภายใต้เงาูเาสูงชันนั้น น้ำยังคงไหลริน แต่กลับแลดูหม่นขุ่นในสายตาของเธอ
“วันนี้…ไม่ดีแน่” หญิงชราพึมพำกับตัวเอง
ที่ชายหาดฝั่งตะวันออก—กลุ่มชาวประมงสามสี่คนเพิ่งกลับจากการออกเรือั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขาลากเรือขึ้นมาเกยทราย เตรียมขนปลาที่จับได้ไปขายในตลาดหมู่บ้าน แต่แล้วเสียงร้องใของหนึ่งในนั้นทำให้ทุกคนหันขวับไปทางเดียวกัน
“เฮ้ย! นั่น…คน คน คน!”
ร่างบางนอนคว่ำอยู่ตรงแนวน้ำซัดริมชายหาด—ชุดกระโปรงสีขาวบางเปียกชุ่มแนบไปกับผิวซีดขาว ผมยาวสีดำพันยุ่งกับเศษสาหร่ายและเปลือกหอย เืสีคล้ำยังคงไหลซึมออกจากข้อมือเหมือนเพิ่งผ่านการทำร้ายไม่นาน
ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้าไปช้า ๆ มือสั่นจนแทบจับมีดไม่อยู่ เขาค่อย ๆ พลิกศพขึ้น—ใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่มีใครรู้จักปรากฏออกมา ตาเบิกกว้าง ริมฝีปากซีดจนแทบกลืนกับผิว ร่างแข็งเกร็งราวถูกจับตรึงไว้กับความหวาดกลัวครั้งสุดท้ายของชีวิต
“…ไม่ใช่คนในหมู่บ้านเรา” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นสั่นเครือ
“แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง…”
ความเงียบเข้าครอบงำ เหลือเพียงเสียงคลื่นที่เหมือนหัวเราะเย้ยหยันอยู่เื้ั
ผู้ใหญ่บ้าน ได้รับข่าวและรีบเดินทางมาที่ชายหาด ชายวัยห้าสิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มถูกแดดลมเผาจนกร้าน เขาเดินฝ่าฝูงชาวบ้านที่มามุงดูด้วยสีหน้าหนักใจ
“ถอยออกไปให้หมด!”
เขาตวาดเสียงดัง แต่สายตาของคนในหมู่บ้านยังคงเต็มไปด้วยความกลัวและสงสัย
เขาก้มลงมองร่างด้านหน้าครู่หนึ่ง ก่อนสั่งให้ลูกบ้านหาผ้ามาคลุม เขารู้ดีว่าถ้าข่าวนี้แพร่กระจาย ความเชื่อโบราณจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง—ตำนาน “ิญญาร้ายแห่งน้ำตก” ที่ว่ากันว่าชอบลากคนเป็ ๆ เข้าไป แล้วคืนร่างไร้ิญญาออกมาสู่ทะเล
หญิงกลางวัยอีกคนเอ่ยเสียงสั่น
“ท่านผู้ใหญ่…นี่เป็ลางไม่ดี เกาะจะเจอเคราะห์หนัก”
ผู้ใหญ่บ้านเม้มปากแน่น เขาไม่เชื่อเื่ผี แต่ก็ไม่อาจห้ามความหวาดกลัวของผู้คนได้
กลิ่นคาวเืลอยฟุ้งปะปนกับกลิ่นเค็มของทะเล บางคนถึงกับอาเจียนออกมา เสียงซุบซิบกระจายราวกับไฟลามทุ่ง—
“เธอมาจากไหน…”
“หรือว่าเป็นักท่องเที่ยวที่หลงทาง…”
“ไม่ใช่! ข้าบอกแล้ว นี่มันฝีมือผีน้ำตก!”
ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองทางทิศตะวันตก—ตรงทีู่เาซ่อนถ้ำและน้ำตกเอาไว้ ดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ความทรงจำบางอย่างแล่นกลับมา แต่เขารีบหันหนี และะโสั่งให้คนหนุ่ม ๆ รีบยกร่างออกไปเก็บไว้ที่โรงเรือนชั่วคราว
ในเวลาเดียวกัน ข่าวก็เริ่มแพร่ไปถึงฝั่งเมืองผ่านโทรศัพท์สัญญาณไม่ค่อยเสถียร นักข่าวท้องถิ่นบางคนได้รับข้อความสั้น ๆ ว่า “มีศพสาวถูกพบบนเกาะต้องห้าม” — เพียงประโยคสั้น ๆ ก็เพียงพอที่จะจุดประกายความสนใจ
เกาะนี้เคยมีข่าวลือมาก่อน—เื่คนหาย เื่เสียงประหลาดยามค่ำคืน เื่ถ้ำที่ไม่มีใครกล้าเข้า แต่ไม่เคยมีหลักฐานจริงจัง…จนกระทั่งวันนี้
แดดยามสายส่องแรงขึ้น แต่ชายหาดกลับเย็นะเือย่างประหลาด เหมือนแสงอาทิตย์ไม่อาจทะลุทะลวงเงามืดที่ปกคลุมอยู่ ความงามของเกาะที่เคยเปล่งประกาย กลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบที่ทำให้ทุกคนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
เด็กเล็กถูกผู้ปกครองรีบพากลับบ้าน ประตูหน้าต่างเริ่มถูกปิดแน่นเหมือน้ากันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เล็ดลอดเข้ามา
และท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดสาด—บางคนสาบานได้ว่า ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะเบา ๆ ปนมากับลมทะเล…
คืนนั้น เกาะทั้งเกาะเหมือนกำลังกลั้นหายใจ ทุกบ้านปิดไฟแต่หัวค่ำ เสียงหมาเห่าหอนเป็ระยะ ๆ ตามจังหวะที่ลมพัดแรงขึ้น
หญิงชราเฝ้าศาลผีออกมาจุดธูป ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นสู่ฟ้า กลิ่นกำยานอบอวล แต่ไม่อาจกลบกลิ่นคาวเืที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของชาวบ้าน
“มันเริ่มอีกแล้ว…”
เธอพึมพำกับสายลม เสียงสั่นเครือด้วยทั้งความกลัวและความรู้—ความลับที่เธอไม่กล้าเปิดเผยแก่ใคร
ในห้องมืดของโรงเรือนชั่วคราว ร่างหญิงสาวถูกคลุมด้วยผ้าขาวอย่างเรียบร้อย แต่เมื่อเงาจันทร์ลอดหน้าต่างเข้ามา ร่างนั้นขยับเล็กน้อย—นิ้วมือซีดเซียวกระตุกเหมือนจะไขว่คว้าหาอะไรบางอย่าง
ไม่มีใครเห็น…นอกจากเสียงกระซิบเบาบางที่ดังลอดออกมาจากริมฝีปากซีดนั้น—
“อย่า…เข้าไป…ในถ้ำ…”