ฝนหยุดตกแล้วแต่กลิ่นดินเปียกยังอบอวลทั่วบริเวณหยาดหมอกยังลอยอยู่เหนือพื้นดินบางเบาราวม่านผืนขาวที่กั้นโลกมนุษย์กับ์ ในค่ำคืนที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนใจของคนสองคนก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
หลิงจวินยืนอยู่ใต้ชายคามือข้างหนึ่งยังพันผ้าแน่นรอบแขนแต่อีกข้างหนึ่งถือกระบี่วางขวางบนตัก สายตาคมดั่งดาบหันไปทางป่าทางทิศตะวันออกปลายทางคือเมืองหลวง ข้างหลังเขาคือฮวาเสียนนางสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายบางเรียบง่าย ผมยาวปล่อยสยายหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ลอยตามสายลมมากระทบปลายจมูกของเขา
“ท่านคิดอะไรอยู่” ฮวาเสียนถามเบา ๆ ขณะยื่นถ้วยน้ำชาร้อนมาให้
หลิงจวินรับมาดวงตาไม่ละจากความมืดเบื้องหน้า
“ข้ากำลังคิดว่าหากเราฝ่าทุกอย่างไปได้เ้าจะอยากไปอยู่ที่ไหน”
นางนิ่งไปครู่ก่อนตอบเสียงนุ่ม
“ใตู้เาหลิงอวิ๋นมีทุ่งดอกบัวขาวที่เ้าพาข้าไปครั้งหนึ่ง”
“ข้าจำได้” เขายิ้มบาง ๆ
ฮวาเสียนมองเขาแ่เบาแล้วเอ่ยช้า ๆ
“หากข้ายังมีชีวิตถึงวันนั้น ข้าจะปลูกศาลาไม้เล็ก ๆ ไว้ริมบึงเอาไว้รอท่านกลับจากการออกล่าหรือจากการฝึกกระบี่”
“แต่ถ้าข้าไม่กลับเล่า” เขาหันมามองตานางสายตาทั้งคู่สบกันกลางหมอกบางเงียบแน่นิ่งแต่สั่นะเืดุจฟ้าคำรามในอก
ฮวาเสียนยิ้มอย่างสงบแม้แววตาเศร้า “ข้าจะรอ”
หลิงจวินวางถ้วยชาช้า ๆ เดินเข้ามาใกล้จนเหลือเพียงฝ่ามือกั้นระหว่างร่างทั้งสอง มือของเขาเอื้อมขึ้นแตะแก้มนางนิ้วโป้งไล้เช็ดหยาดน้ำชาที่เผลอไหลลงมุมปาก
“เสียนเอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่” เสียงเขาต่ำจนเกือบเป็กระซิบ
“ตลอดเวลาที่ข้านั่งกลางสนามรบเห็นฟ้าผ่ากระหน่ำเหนือหัวเห็นเืสาดกระเด็นเป็สายสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ายังยืนอยู่ได้คือน้ำเสียงของเ้าในใจข้า”
มือเขาเลื่อนขึ้นลูบเส้นผมนางแ่เบาเหมือนกำลังััสิ่งที่เปราะบางที่สุดในโลก
“เ้าเคยเป็แสงเดียวในวันที่ข้ากลายเป็เงาและแม้วันนี้แสงนั้นจะกลับมาข้ากลัวเหลือเกินว่าแสงนั้นจะจากไปอีก”
ฮวาเสียนมองเขานิ่งดวงตาเริ่มคลอด้วยน้ำใสนางยื่นมือวางบนแผงอกเขารับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงใจที่ยังร้อนระอุด้วยไฟแค้นไฟรักและไฟแห่งชีวิต
“เช่นนั้นอย่ารอให้แสงจากไปอีก” นางพูดช้า ๆ
“จูบข้า แม่ทัพหลิง”
หลิงจวินไม่ลังเลอีกต่อไปเขาประคองใบหน้านางขึ้นช้า ๆ แล้วแนบริมฝีปากลงไปอย่างแแ่ จูบนั้นไม่ใช่เพียงความโหยหาแต่เป็การะเิของทุกอารมณ์ที่เก็บซ่อนไว้ในใจไม่ใช่จูบของชายหญิงเพียงชั่วขณะแต่เป็จูบของ ใจที่ถูกฉีกออกและเพิ่งถูกร้อยกลับเข้าด้วยกัน อ้อมแขนของเขากอดรัดนางแน่นดุจเกราะสุดท้ายของตนส่วนฮวาเสียนก็แนบใบหน้าลงบนไหล่เขาซึมซับทุกความรู้สึกที่ท่วมท้นเข้ามา
ไฟในเตาเผาสมุนไพรยังคุกรุ่นกลิ่นหอมลอยคลุ้งทั่วห้องในยามที่าภายนอกยังไม่จบพวกเขาสองคนได้ประกาศชัยชนะเล็ก ๆ ต่อโชคชะตาผ่านร่างกายและหัวใจที่หลอมรวมเป็หนึ่งทั้งสองไม่ได้กล่าวคำใดอีก หลิงจวินพานางกลับเข้าห้องก่อนจะนั่งเฝ้าข้างฟูกไม้ไผ่แม้จะาเ็แต่เขาไม่ยอมหลับตา ฮวาเสียนวางมือบนหลังมือเขา กระซิบ
“คืนนี้ท่านไม่ต้องปกป้องข้าอีกต่อไปเราจะปกป้องกันและกันเท่าในแนวราบ”
เขาพยักหน้าแล้วหลับตาเพียงเสี้ยววินาทีแต่หัวใจก็อิ่มเอิบพอจะต่อสู้ต่ออีกพันลมหายใจ
รุ่งเช้าหลังค่ำคืนอันร้อนรุ่มผ่านพ้นแสงแดดอ่อนสาดลอดใบไผ่ที่พลิ้วไหวอยู่หน้าบ้านไม้ของหมอเกา เสียงนกร้องในป่าลึกค่อย ๆ กลับมาดังอีกครั้งราวกับธรรมชาติรู้ว่าใจสองดวงเพิ่งหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์
หลิงจวินลืมตาขึ้นช้า ๆ เขายังนั่งอยู่ข้างฟูกไม้ไผ่ร่างกายแม้จะอ่อนแรงแต่จิตใจกลับมั่นคงและแน่วแน่ยิ่งกว่าเคย ข้าง ๆ เขาฮวาเสียนยังคงหลับตาดวงหน้าเปี่ยมไปด้วยความสงบปอยผมยาวบางเส้นวางซ้อนบนแก้มของเขา ขณะที่มือบางยังคงจับมือของเขาไว้แน่นมันไม่ใช่การจับเพื่อขอความช่วยเหลือแต่มือของผู้หญิงคนนี้จับเขาไว้ราวกับจะเดินเคียงไปทุกสนามรบ
ไม่นานนักฮวาเสียนก็ลืมตาขึ้นดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยแสงเช้าวันใหม่และความรักที่ไม่ต้องกล่าวคำใด
“หลิงจวิน”
เขาหันมามองสบตานางก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ตื่นได้พอดี”
ฮวาเสียนยิ้มบาง “เมื่อคืนท่านกอดข้าแน่นกระแทกลึกราวกับกลัวข้าจะหายไปอีก”
“ข้ากลัวจริง ๆ” เขาตอบเสียงเรียบแต่มั่น
“ทุกสิ่งที่ข้ารักมักจะถูกพรากไปในพริบตา”
ฮวาเสียนลุกขึ้นนั่งมือหนึ่งจับชายเสื้อคลุมอีกมือจับมือเขา
“เ้าจะไม่เสียข้าไปอีกข้าสาบานตราบใดที่เรายังมีลมหายใจข้าจะอยู่ข้างเ้าไม่ว่าเป็นรกหรือ์”
หลิงจวินสบตานางแล้วค่อย ๆ ดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้งอย่างแ่เบาราวกับไม่อยากให้ภาพตรงหน้าเป็เพียงความฝัน
เมื่อหมอเกาเข้ามาในห้องก็เห็นภาพทั้งสองอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ อย่างสงบเขายกยิ้มแล้วไอเบา ๆ เพื่อให้ทั้งคู่รู้ตัว
“ดีเห็นเ้าทั้งสองยังมีแรงรักกันได้ข้าก็สบายใจจะได้พูดเื่จริงเสียที”
หลิงจวินขยับตัวลุกขึ้นนั่งเรียบร้อยดวงตากลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
“มีอะไรที่เราต้องรู้”
หมอเกายกมือไพล่หลังสีหน้าหนักแน่นกว่าทุกครั้ง
“เมื่อคืนที่เ้าสู้กับนักฆ่ามีบางคนเห็นและส่งข่าวออกไปถึงข้าทันที”
“ใคร”
“เครือข่ายของข้าในเมืองหลวง” หมอเกาพูดเสียงเคร่ง
“และมีข่าวร้าย อีกเจ็ดวันชินอ๋องจะจัดพิธีเซ่นิญญาแม่ทัพหลิงกลางลานเฉิงเทียนเพื่อประกาศว่าเ้าคือฏที่เขาปราบแล้ว”
หลิงจวินหัวเราะเยาะในลำคอ
“มันจะเผาศพที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อปิดฉากข้าอย่างสมบูรณ์ต่อสายตาประชาชน”
“และในวันนั้น” หมอเกากล่าวต่อ
“เขาจะใช้โอกาสนี้กวาดล้างขุนนางเก่าและขุนพลที่เคยภักดีต่อเ้าทั้งหมดพร้อมแต่งตั้งคนของตนขึ้นแทน”
ฮวาเสียนเม้มปากแน่น “แล้วฮ่องเต้ล่ะ พระองค์ไม่เอะใจเลยหรือ”
หมอเกาส่ายหน้า
“ฮ่องเต้ป่วยหนักกว่าที่ข่าวลือเสียอีก ข้าเคยเป็หมอหลวง ข้ารู้ดีว่าพระองค์ไม่มีทางทรงหยัดอยู่ได้อีกนาน หากไม่มีโอรสที่ซื่อสัตย์แผ่นดินนี้จะตกเป็ของอสรพิษเช่นชินอ๋อง”
ความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ หลิงจวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแม้ยังมีผ้าพันแผลและรอยเืเก่าแต่รัศมีของแม่ทัพก็กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
“ข้าจะกลับเมืองหลวง”
ฮวาเสียนลุกตาม “ข้าก็ไปด้วย”
หมอเกายิ้มบาง “หากเ้าสองคนคิดจะไป ข้าจะเตรียมเส้นทางลับให้คืนพรุ่งนี้ข้าจะส่งเ้าทั้งคู่ไปทางหุบเขาเสวี่ยชิงเส้นทางนั้นแม้จะอ้อมแต่ปลอดจากสายตาของพวกมัน”
“ขอบคุณท่านหมอ” หลิงจวินประสานมือคารวะอย่างจริงใจ
หมอเกาพยักหน้าแล้วเดินออกไปทิ้งให้ทั้งสองอยู่กันลำพังอีกครั้ง
เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็ยามพลบแสงแดดลาลับหลังูเาหลิงจวินกับฮวาเสียนยืนอยู่ริมลำธารเล็กหลังบ้าน เงาของทั้งคู่ทอดยาวบนผิวน้ำสงบ ฮวาเสียนเดินลงไปริมธารถอดรองเท้าแล้วจุ่มเท้าลงในน้ำเย็นจัดใบหน้าหวานแหงนขึ้นมองฟ้า
“ท้องฟ้าที่นี่กับที่เมืองหลวงเหมือนกัน”
“แต่ที่นั่นมีหมากล้อมเต็มพื้น” หลิงจวินตอบ
“เต็มไปด้วยคนที่พร้อมทรยศเพื่อแลกกับเก้าอี้ทองคำ”
ฮวาเสียนหันมามองเขาแววตาจริงจัง
“ท่านคิดว่าเราจะรอดหรือไม่”
“ไม่รู้” เขาตอบอย่างสัตย์จริง
“แต่หากไม่ไปสิ่งที่ข้ารักทั้งหมดจะดับสิ้น”
นางเดินเข้ามาหาเขาอีกครั้งก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้า
“เช่นนั้นเราก็เดินไปด้วยกัน”
“หากวันหนึ่งต้องเลือกระหว่างแผ่นดินกับข้า” นางถามเสียงเบา
“ท่านจะเลือกอะไร”
หลิงจวินเงียบไปครู่ก่อนจะเอื้อมมือแตะใบหน้าของนาง
“ข้าเคยเลือกระหว่างแผ่นดินกับความรักและข้าเสียเ้าครั้งหนึ่งแล้ว” เขากระซิบ
“ครั้งนี้ข้าไม่เลือกเพราะเ้าคือแผ่นดินของข้า”