เวลาเดียวกัน ไท่ซวนเทียนจุนกำลังวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง ฝ่าอากาศอันหนักอึ้งด้วยพลังของเหล่าราชันย์เทพะที่ยังตามมาติดๆ แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววแห่งความหวาดกลัว ทว่าจิตใจกลับไม่อ่อนแอลง ชายหนุ่มยังคงกัดฟันสู้ เพื่อหาทางรอดจากการล่าที่ไร้เมตตานี้
ทว่าในทันใดนั้นเอง เสียงแหลมคมดั่งสายฟ้าฟาดพลันดังก้อง มิติเหนือฟากฟ้าเริ่มบิดเบี้ยว คล้ายการเคลื่อนตัวของจักรวาลที่ไม่อาจควบคุมได้ จากความว่างเปล่า ปรากฏคมง้าวสีเงินล่องลอยขึ้นสู่ท้องนภา มันเปล่งประกายระยิบระยับดั่งดวงดาราแต่วางอานุภาพอันไร้ที่สิ้นสุด
ง้าวมิติแห่งกาลเวลา คำร่ำลือเกี่ยวกับศัสตราวุธมหาจักรพรรดิที่มีพลังทำลายล้างเหนือสรรพสิ่ง ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าของไท่ซวนเทียนจุน
“นี่ข้าไม่มีทางรอดแล้ว?”
เขาพึมพำในใจ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจพลันซีดเผือด และรู้ดีว่าศัสตราวุธชิ้นนี้ไม่ได้เป็เพียงแค่อาวุธ หากแต่เป็ตัวแทนแห่งกาลเวลาที่สามารถลบล้างสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด การเผชิญหน้ากับมันเปรียบดั่งการเผชิญหน้ากับห้วงอนันตกาลที่ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้
“ครืนนนนนนนนนนน!”
เสียงฟาดฟันดังสนั่น คมง้าวฟาดลงมาอย่างแรงราวกับเทพั์ถืออาวุธ มันแทงทะลุชั้นฟ้าลงมากับการฟาดฟันของสายฟ้าอันโหดร้าย
ไท่ซวนเทียนจุนพยายามหลบหนีด้วยพลังทั้งหมดที่ตนมี ทว่าเมื่อถูกรัศมีของง้าวมิติแห่งกาลเวลาส่องเพ่งเล็ง
สรรพสิ่งรอบตัวต่างถูกทำลายล้างจนแหลกสลาย ราวกับจักรวาลทั้งหมดถูกกลืนกินโดยห้วงเวลาอันไร้จุดจบ
ตอนนี้ไท่ซวนเทียนจุนไม่อาจหลีกหนีโชคชะตาได้ เขาเผชิญกับคมง้าวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แขนของเขายกขึ้นเพื่อป้องกันกลับถูกฟันขาดสะบั้น โลหิตพุ่งกระจายเต็มอากาศ มันเหมือนดั่งบทเพลงแห่งความเ็ปที่ไร้ที่สิ้นสุด และร่างถูกฟาดกระเด็นลอยกระแทกพื้นโลกที่เบื้องล่าง อำนาจอันน่าสะพรึงของง้าวมิติแห่งกาลเวลา ทำให้เขาต้องปลิวถลาลงไปไกลเป็พันลี้
เมื่อร่างของไท่ซวนเทียนจุนมาหยุดลงบนเนินเขาโล่งกว้าง ทุกสิ่งรอบตัวดูเงียบสงบ
ความเงียบนี้ไม่ได้สร้างความสบายใจ มันกลับสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวและการล่มสลาย
ภาพเืที่ไหลรินอย่างไม่หยุดหย่อนและแสงเรืองรองของง้าวมิติแห่งกาลเวลาที่ยังสะท้อนอยู่ในสายตาของเขา เหมือนกำลังกล่าวเตือนชายหนุ่มว่าไม่มีที่ให้หลบหนีในโลกที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจเหนือธรรมชาตินี้
“...............”
ไท่ซวนเทียนจุนนอนนิ่งบนเนินเขา ใจของเขายังสั่นคลอน มีเพียงเสียงลมหายใจและโลหิตที่กำลังหลั่งไหลออกมาจากมุมปาก
ในตอนนั้น กลุ่มอำนาจอันแข็งแกร่งมากมายได้ปรากฏตัวออกมา พวกเขาเป็ผู้ทรงพลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิประจำตน แสงอันทรงพลังจากอาวุธเ่าั้เปล่งประกายเจิดจ้าเหนือท้องฟ้า พร้อมทั้งบิดเบี้ยวมิติและกาลเวลา สร้างแรงกดดันมหาศาลจนแม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กว้างใหญ่ยังสั่นะเื
ไท่ซวนเทียนจุนนอนอยู่บนพื้น ดวงตาเขาเฝ้ามองผู้แข็งแกร่งนับร้อยคนที่ยืนหยัดอยู่เหนือหัวของเขา แม้จะอ่อนแรงและเต็มไปด้วยาแ แต่แววตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทาย จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ พร้อมกระอักเืออกมา
“ฮ่าๆ พวกเ้าแต่ละคนถือศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิราวกับว่าเป็เื่ง่าย”
“ระฆังฟินิกซ์์ะ ง้าวมิติแห่งกาลเวลา กระบี่พุทธะปราบอรธรรม ูเาฝ่ามือสยบจักรวาล ดาบะสังหารเทพ รูปปั้นเทพมารไร้ขอบเขต พลองเหนือภพ และโลงศพกลืน์… ทั้งหมดนี้เพื่อข้าคนเดียวจริงๆเรอะ?”
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นฟังดูทั้งเหยียดหยามและประหลาดใจ
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จับมือเป็พันธมิตรกันั้แ่เมื่อไหร่?”
“หรือว่าข้าช่างยิ่งใหญ่เกินไปจนทำให้พวกเ้าเหล่าผู้ทรงพลังต้องรวมตัวกันเพื่อไล่ล่าสังหารข้า?”
“ฮ่าๆ… ถ้าเป็เช่นนั้น ก็ถือว่าข้าช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก!”
เสียงหัวเราะของเขาดังก้องจนทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งบนฟ้าเคร่งเครียดขึ้นอีก
ทุกคนต่างจ้องมองไท่ซวนเทียนจุนที่ยังคงแสดงออกถึงความเย้ยหยัน แม้จะอยู่ในสภาพใกล้ตายก็ตาม
ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดัน พระอรหันต์ชรารูปหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่ม เขามีใบหน้าสงบนิ่ง ฝ่ามือทั้งสองยกพนมไว้ที่หน้าอก และดวงตาที่จับจ้องมาที่ไท่ซวนเทียนจุนก็เต็มไปด้วยความเวทนา
“โยมไท่ซวนเทียนจุน…”
พระอรหันต์ชราเปล่งเสียงด้วยความเมตตา
“เ้าคือสุดยอดอัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์นับล้านปี”
“เพียงแค่อายุประมาณสามสิบปี เ้าสามารถทะลวงผ่านระดับราชันย์เทพะ พร์ของเ้าไร้ผู้ใดเปรียบและไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ หากให้เวลาเ้าอีกหน่อย พวกเราอาจได้เห็นการกำเนิดของเซียนที่แท้จริง และการก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกใบนี้ มุ่งสู่เส้นทางที่ไร้ขอบเขต…”
พระอรหันต์หยุดชั่วครู่ ก่อนจะส่ายศีรษะเบาๆ
“แต่โยมกลับเลือกวิธีการยกระดับตนเองที่ผิดพลาดไป โยมกวาดล้างขุมพลังอำนาจไปมากมาย เพื่อแย่งชิงสตรีที่งดงามเลอโฉม”
“ทำเื่เลวร้ายนับไม่ถ้วน เข่นฆ่าผู้คน สังหารสรรพชีวิต และพรากความบริสุทธิ์ของเหล่าเทพธิดานับไม่ถ้วน ใช้พวกนางและชีวิตเหล่านี้เป็เครื่องมือในการยกระดับพลังของตนเองอย่างก้าวะโ วิธีการที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ย่อมเป็สิ่งที่พวกเรามากมายไม่อาจนิ่งเฉยได้!!”
“ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดชะตากรรมที่เลวร้ายเช่นนั้นอีกต่อไป…”
พระอรหันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้า
“ในวันนี้ พวกเราจะทำการดับสิ้นทั้งร่างกายและจิติญญาของเ้า!!”
คำพูดของพระอรหันต์นั้นเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่น
ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไท่ซวนเทียนจุนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเวทนา ราวกับจะกล่าวคำอำลาแก่อัจฉริยะที่เคยส่องแสงเจิดจรัสในยุคสมัยนี้ แต่กลับเลือกเส้นทางที่ผิดพลาดและนำพาตนเองไปสู่จุดจบอันโหดร้าย
“อมิตาพุทธ…”
และชั่วพริบตานั้นเอง พระอรหันต์นับสิบคนเริ่มเร้นตนในปราณแห่งพุทธะ พวกเขาท่องบทสวดและเริ่มเคลื่อนไหว กระบี่พุทธะปราบมารเปล่งแสงไว้มั่น อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายอักขระโบราณอันล้ำค่า เริ่มส่องแสงราวกับดวงสุริยะที่กำลังจะสาดแสงไปทั่วห้วงอากาศ
“เปรี๊ยง!”
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์สีทองได้พุ่งออกจากห้วงอากาศ
และทะลวงไปยังร่างของไท่ซวนเทียนจุนอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งสายฟ้าฟาดที่ไม่อาจต้านทานได้
แสงปราณพุทธะที่เปล่งประกายรอบๆกระบี่ศักดิ์สิทธิ์แผดเผาอย่างไร้ปรานี ดั่งเปลวเพลิงแห่งความบริสุทธิ์ที่มุ่งปราบปรามทุกความชั่วร้าย ร่างกายของไท่ซวนเทียนจุนที่เคยแน่วแน่เริ่มสั่นสะท้าน เขาััได้ถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายและจิติญญาของเขา
ร่างกายอันสง่างามที่เคยเต็มไปด้วยอำนาจอันมหาศาล เริ่มละลายหายไปทีละน้อย สลายตัวลงราวกับผงธุลีที่ปลิวหายไปตามสายลม
ไท่ซวนเทียนจุนรับรู้ถึงจุดจบของตนเอง เขาหลับตาลงพลางยิ้มเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เต็มไปด้วยความสงบใจ
“งั้นเรอะ.. ข้าไท่ซวนเทียนจุนมาได้เพียงแค่นี้สินะ?”
“แต่ก็ช่างเถอะ ทั่วทั้งชีวิตของข้า ข้าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไปเลย”
เสียงของเขาแม้จะเบา ทว่ามันก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นและมั่นคงอย่างหาใดเปรียบ
เขายังคงหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขากังวานไปทั่วทุกสารทิศ
เสียงนั้นไม่มีความโกรธ ไม่มีความหวาดกลัว กลับเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ เหมือนกับว่าชายหนุ่มได้พบความสงบสุขในจิติญญาของตนเอง ท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งปราณพุทธะที่แผดเผา เขาเผยแววตาแห่งความภูมิใจและความพึงพอใจในตัวเองอย่างปิดไม่มิด
พระอรหันต์ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างแสดงความเคารพด้วยการโค้งคำนับพนมมือให้
พวกเขารู้ดีว่าแม้ไท่ซวนเทียนจุนจะเลือกเส้นทางที่ผิด แต่เขาคือผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง และพวกเขาไม่อาจปฏิเสธในพลังและความอัจฉริยะของเขา แม้กระทั่งเหล่าผู้แข็งแกร่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆที่เฝ้าชมเหตุการณ์นี้อยู่ ก็ไม่มีใครเอ่ยคำสบประมาทหรือสาปแช่งไท่ซวนเทียนจุน
ในทางกลับกัน ทุกคนกลับยกมือขึ้นแสดงความเคารพต่อบุรุษผู้ซึ่งแม้ในยามตกต่ำที่สุด ก็ยังคงมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในตัวเอง
เขาคือเทพมาร ผู้แข็งแกร่งที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะต้องจารึกชื่อไว้ตลอดกาล