บทที่ 10 หนึ่งพันเหรียญทอง
แน่นอนว่าเมื่อบรรดาผู้สื่อิญญาฝึกหัดและชาวบ้านแผงใกล้เคียงเห็นคำว่า‘ผู้สื่อิญญาของแท้’ บนป้ายผ้าต่างก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ พร้อมทั้งพากันซุบซิบนินทา
“ไอ้เด็กสวมหน้ากากนั่น ไม่สิ เป็หญิงหรอกเรอะ? บังอาจนักกล้าเรียกตัวเองว่าผู้สื่อิญญาของแท้ ไม่กลัวโดนลากเข้าคุกหรืออย่างไรจำได้ว่าคนที่เคยแอบอ้างว่าเป็ผู้สื่อิญญายังนอนเน่าอยู่ในคุกอยู่เลยไม่ใช่หรือ”
“ใครจะไปรู้ว่านางเป็ใคร สวมหน้ากากไว้แบบนั้นนึกว่าจะไม่มีใครจับได้รึอย่ามัวพูดมากอยู่เลย ไปแจ้งทางการดีกว่าคนแบบนี้ปล่อยไว้ก็มีแต่จะหลอกลวงชาวบ้านอีก ต้องจับให้หมดถึงจะสาสม!”
“จริงด้วย! พวกผู้สื่อิญญาฝึกหัดพวกนี้ถ้าไม่มีความสามารถจริงก็ควรถูกกวาดล้างให้หมดถึงจะสบายใจ!”
ชาวบ้านทั่วไปต่างไม่ชอบขี้หน้าผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่มาตั้งแผงลอยแบบนี้แค่เห็นก็อยากถ่มน้ำลายใส่แล้ว
ส่วนพวกผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่อยู่ละแวกนั้นเมื่อเห็นป้ายของเซียวหลิงอวิ๋นก็มีสีหน้าเหยียดหยามและสมเพชชัดเจนพวกเขารู้ทันทีว่า ‘หน้าใหม่’ คนนี้ต้องซวยแน่จะไม่มีทางแย่งลูกค้าจากพวกตนได้แม้แต่น้อย แต่ก็ไม่มีใครคิดเตือนนั่งรอดูเื่ตลกแทน
เซียวหลิงเย่ได้ยินว่าชาวบ้านจะไปแจ้งทางการก็ใจนหน้าเผือด รีบขอให้เซียวหลิงอวิ๋นเก็บป้ายลงโดยเร็ว
แต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่นท่าทางนั้นทำเอาเซียวหลิงเย่ลนลานอย่างยิ่ง
จู่ๆเสียงหนึ่งที่ฟังดูโอหังและเย้ยหยันก็ดังขึ้นมา
“โฮ้! ใจถึงดีนี่ ถึงกับกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ผู้สื่อิญญาของแท้’ไม่เลว ไม่เลว ข้า...ไม่สิ ‘คุณชายผู้นี้’ไม่เคยเจอคนกล้าขนาดนี้มาก่อน ไหนลองทำนายให้ข้าดูหน่อยซิ”
เซียวหลิงเย่ที่กำลังจะยื่นมือไปเก็บป้ายด้วยตัวเองถึงกับชะงักเมื่อเสียงนั้นดังขึ้น
เซียวหลิงอวิ๋นกับเซียวหลิงเย่หันไปมองตามเสียงก็เห็นกลุ่มชายหญิงแต่งตัวหรูหรามีกิริยาท่าทางสูงส่งกำลังเดินเข้ามา คนที่นำหน้าสวมชุดขาวหน้าตาคมคายโดดเด่นจนใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง หากมองดีๆ จะพบว่าคล้ายกับหลีเทียนเหยียนอยู่หลายส่วน
และคนที่เอ่ยเมื่อครู่นั้นก็คือเขา
เซียวหลิงอวิ๋นจำได้ทันทีว่าเขาคือองค์ชายห้าหลีเทียนจวิ้น
“องค์...คุณชายห้า ข้าเกรงว่าจะเสียเวลาเปล่าพวกหลอกลวงแบบนี้สมควรถูกจับเข้าคุกั้แ่แรกคนแบบนี้เหมาะจะให้เ้าหน้าที่สอบสวนมากกว่าทำนายอะไรไร้สาระ พวกเ้าคนไหนก็ได้ไปแจ้งทางการที บอกว่าแถวนี้มีคนแอบอ้างเป็ผู้สื่อิญญาให้รีบมาจับไปเสีย”
ชายหนุ่มชุดเขียวที่ยืนข้างหลีเทียนจวิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามขณะจ้องเซียวหลิงอวิ๋นด้วยแววตารังเกียจ ราวกับมองเศษขยะ
เซียวหลิงเย่ได้ยินดังนั้นถึงกับใจนเผลอลุกพรวดรีบจะคว้ามือเซียวหลิงอวิ๋นแล้วหนีไปด้วยกันแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับมั่นคงราวกับหินผา ไม่ขยับแม้แต่น้อย
นางตบหลังมือเซียวหลิงเย่เบาๆอย่างปลอบโยน จากนั้นจึงหันไปมองชายหนุ่มชุดเขียวด้วยแววตาเ็า
เซียวหลิงอวิ๋นจำชายผู้นี้ได้ดีเขาคือซ่างกวนอวี้ ลูกพี่ลูกน้องของเซียวเย่ว์หยาผู้เคยร่วมมือกับนางคอยกลั่นแกล้งเ้าของร่างเดิมอยู่เป็ประจำ
แต่ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือเมื่อคราวที่แม่ของเ้าของร่างเดิมถูกใส่ความเขานี่แหละที่เปิดปากยืนยันว่าเห็นนางอยู่กับชายแปลกหน้าในที่ลับทำให้ทุกคนเชื่อว่ามารดาของนางเป็หญิงใจคด เพราะ ‘เด็กไม่มีวันโกหก’
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มเย็นกล่าวกับเขา
“คุณชายชุดเขียวท่านนี้ ท่านกล่าวหาว่าข้าแอบอ้างว่าเป็ผู้สื่อิญญามีหลักฐานหรือไม่ หากไม่มี นั่นเท่ากับเป็การใส่ความข้าย่อมมีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยที่ท่านทำให้ข้าชื่อเสียงเสียหาย”
ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของซ่างกวนอวี้พลันแข็งกร้าวขึ้นเต็มไปด้วยความเฉยชาและเยือกเย็น เขาเอ่ยเสียงขุ่นด้วยความรังเกียจ
“หลอกลวงเรียกร้องความสนใจ คุณชายห้าหญิงอย่างนางที่แค่เปิดปากก็ขู่เอาเงินจะมีคุณสมบัติใดคู่ควรกับการเป็ผู้สื่อิญญาอันทรงเกียรติ เราไปเถอะเสียเวลาเปล่า”
หลีเทียนจวิ้นเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายจึงตั้งท่าจะจากไป ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นกลับขยับก้าวเข้ามาขวางทางไว้
“เดี๋ยวก่อน ท่านคือคุณชายห้าใช่หรือไม่ ไหนๆ ก็เดินมาถึงแผงข้าแล้วลองให้ข้าทำนายสักครั้งจะเป็ไร หากข้าทำนายผิด ท่านจะทุบแผงข้าให้พังยังไง ข้าก็จะไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียว”
“แต่สำหรับคุณชายชุดเขียวผู้นี้...รูปหน้าแคบแววตาเป็พิษ ข้างในจิตใจเต็มไปด้วยเล่ห์กล แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลวไร้ผลลัพธ์ไม่เพียงแต่การฝึกจะหยุดอยู่กับที่ ดวงชะตายังบอกชัดว่าจะอายุสั้น ตายก่อนวัยต่อให้มาคุกเข่าขอร้องให้ข้าช่วย ข้าก็ไม่อาจสละตนเพียงเพื่อละเมิดฟ้าลิขิตเพื่อช่วยเหลือผู้ชะตาขาดเช่นเขาได้”
ถ้อยคำของเซียวหลิงอวิ๋นแต่ละประโยคล้วนทิ่มแทงลงกลางอกซ่างกวนอวี้จนเจ็บลึกใบหน้าที่เคยสงบนิ่งพลันซีดเผือดสลับเขียวคล้ำด้วยความเดือดดาลราวกับจะะเิได้ทุกเมื่อ ก่อนจะตวาดลั่นออกคำสั่งใส่ทหารที่ติดตามมาว่า
“เ้ากล้าพูดอีกทีสิ! พวกเ้า! จับนางไปส่งที่ว่าการเดี๋ยวนี้!”
“เดี๋ยว!”
เสียงกล่าวดังแทรกขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่ยกขึ้นอย่างเฉียบขาดทหารทั้งหมดที่เพิ่งจะก้าวเท้าขยับ ก็หยุดนิ่งทันทีเพราะคำสั่งของหลีเทียนจวิ้น
หลีเทียนจวิ้นไม่สนใจสีหน้าเขียวคล้ำของซ่างกวนอวี้กลับยิ้มอย่างมีแววสนุกขณะเอ่ยถาม
“เ้าว่าการฝึกของเขาจะไม่มีทางก้าวหน้าได้อีกจริงหรือแต่เขาเพิ่งซื้อโอสถทะลวงขั้นมา เพียงกลืนเข้าไประดับพลังก็จะเลื่อนขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นทันที เ้าไม่กลัวคำทำนายตัวเองจะกลับมาตบหน้าตัวเองหรือ”
โอสถทะลวงขั้นเป็ยาวิเศษที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณใช้ช่วยให้ผู้ฝึกพลังทะลวงขีดจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่ไม่ประสบความสำเร็จ
บรรดาสหายของหลีเทียนจวิ้นก็ร่วมสนับสนุนทันที
“ใช่แล้ว! คุณชายซ่างกวนจะกินโอสถทะลวงขั้นพรุ่งนี้เช้าแค่เม็ดเดียวก็พาเขาทะลุจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลังฟ้าขั้นปลายสู่ระดับก่อนฟ้าขั้นหนึ่งได้แน่นอนสตรีผู้นี้เป็พวกหลอกลวงชัดๆ!”
“เฮอะ! โชคดีที่มีคุณชายห้ากับคุณชายซ่างกวนสายตาเฉียบคมเปิดโปงนางได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าจะมีคนโง่หลงเชื่อนางอีกกี่คน!”
ชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างก็รู้สึกขายหน้าแทนเซียวหลิงอวิ๋นบางคนถึงกับอยากมุดแผ่นดินหนีแทนนางเสียให้พ้นๆเพราะเพิ่งตั้งแผงได้ไม่นานก็ถูกประจานเื่โกหกเสียแล้ว
เซียวหลิงเย่หน้าแดงจัดเขาอยากจะะโเถียงว่า พี่สาวของตนไม่ใช่คนหลอกลวงแต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังไม่แน่ใจนักว่าพี่สาวของตนเป็ผู้สื่อิญญาจริงหรือไม่เขาทำได้เพียงกำหมัดแน่น คิดว่าหากพี่สาวโดนจับ ตนจะรีบขวางไว้ให้พี่สาวหนี
ทว่าทางด้านเซียวหลิงอวิ๋นกลับไม่แยแสสายตาเยาะเย้ยหรือถ้อยคำสบประมาทนางยืดหลังตรง นั่งนิ่งอย่างมั่นคงแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“จริงหรือไม่ พรุ่งนี้ก็รู้เอง แต่หากปรากฏว่าคำของข้าเป็ความจริงล่ะ พวกท่านจะว่าอย่างไร”
“หากเป็จริง ข้ายอมให้เ้าหนึ่งพันเหรียญทองเลย!”
“แค่จ่ายเงินมันไม่พอหรอก! ถ้าเป็จริงข้าจะตัดหัวตัวเองวางไว้ให้เ้าทำเป็ม้านั่งเลย!”
“ถ้าแม่นจริง ข้าจะแก้ผ้าเดินรอบเมืองให้ดู!”
เหล่าคนหนุ่มสาวต่างพากันหัวเราะเยาะเอ่ยคำท้าทายอย่างไม่เห็นเซียวหลิงอวิ๋นอยู่ในสายตา
เซียวหลิงอวิ๋นหันไปถามหลีเทียนจวิ้นด้วยรอยยิ้มบาง
“แล้วท่านล่ะ คุณชายห้า...จะว่าอย่างไร”
หลีเทียนจวิ้นรู้สึกเหมือนเงาแห่งภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันราวกับว่าหากเขาไม่เชื่อคำของเซียวหลิงอวิ๋น ผลลัพธ์จะเลวร้ายอย่างคาดไม่ถึงอีกทั้งลึกๆแล้วเขายังรู้สึกว่าเด็กสาวผู้มีน้ำเสียงอ่อนเยาว์ตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่
เขากลอกตาไปมาก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มทีเล่นทีจริง
“หากเป็จริง ข้ายอมคารวะเ้าเป็อาจารย์ของข้า เป็อย่างไร”
บรรดาคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาต่างตกตะลึงจนแทบหลุดเสียงะโออกมา
ล้อเล่นอะไรกัน!ถึงขั้นจะให้องค์ชายห้าคารวะหญิงลวงโลกเช่นนั้นเป็อาจารย์ เหลวไหลสิ้นดี!
แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรเซียวหลิงอวิ๋นก็ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรังเกียจเสียก่อน
“ไม่เอาๆ ท่านก็ไม่ได้มีพร์ด้านนี้ อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเป็ฮ่องเต้ของท่านต่อไปเถอะ...”
พอหลุดพูดออกไปถึงได้รู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้วนางชะงักเล็กน้อย มุมปากกระตุกเบาๆ อย่างอดไม่ได้ก่อนความหงุดหงิดจะก่อตัวขึ้นในอก
องค์ชายห้าผู้นี้เ้าเล่ห์เกินไปจริงๆ
เซียวหลิงอวิ๋นกวาดตามองทั่วร่างเขาครั้งหนึ่งก่อนเอ่ยเรียบๆ
“ถ้าหากพรุ่งนี้เขาไม่สามารถทะลวงขั้นได้ ท่านก็ให้หยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวมานี่ก็แล้วกัน”
หยกเส้นนั้นของหลีเทียนจวิ้นทำให้เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกไม่สบายใจมันมีพลังแฝงบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก
หลีเทียนจวิ้นเองเมื่อได้ยินคำพูดก่อนหน้านั้นของเซียวหลิงอวิ๋นใจถึงกับเต้นไม่เป็จังหวะ หญิงตรงหน้าเอ่ยราวกับรู้ว่าเขาเป็องค์ชายและ...ถึงขั้นบอกว่าเขาจะได้เป็ฮ่องเต้?!
เมื่อได้ยินว่านาง้าหยกเส้นนั้นเขาก็พยายามสงบใจ มองหยกบนเอวที่ดูธรรมดา ไม่โดดเด่นอะไรแม้แต่น้อยมันเป็ของที่เขาเก็บได้ในดินแดนลับเมื่อปีก่อน คุณภาพไม่ได้ดีอะไรแต่เพราะเป็ของจากดินแดนลับ เขาจึงติดตัวไว้เสมอ
เขาถอดหยกออกมาอย่างไม่ลังเลพร้อมกับนั่งลงตรงหน้าเซียวหลิงอวิ๋น สายตาเคร่งขรึมขึ้นขณะเอ่ยถาม
“หยกนี่ข้าให้เ้าได้เลย แล้วเ้าลองดูสิความปรารถนาในใจข้า...สามารถเป็จริงได้หรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อใด”