ทุกความเ็ปเมื่อยล้าในตัวถูกลืมเลือนไปชั่วขณะเมื่อความหวาดกลัวถึงขีดสุดกระหน่ำสมองพวกเขาใช้เส้นทางด้านหลังโรงอาหารซึ่งติดกับประตูทางออกด้านหลังกระเสือกกระสนหนีออกมาจนพ้นกำแพงโรงเรียนได้สำเร็จ
ทันทีที่ปลอดภัย ทุกคนถึงกับทรุดตัวนั่งลงกับพื้นใช้แผ่นหลังพิงผนังด้วยความเหน็ดเหนื่อยต่างพากันหอบหายใจจนไหล่กระเพื่อม ปอดของแต่ละคนปวดแปลบทรมานหาอากาศใบหน้าแดงก่ำมีเหงื่อซ่ก พวกเขาหิวเกินไปแล้วยังเหน็ดเหนื่อยเกินทนจนกระทั่งร่างกายเริ่มปรากฏสัญญาณของการล้มพับเล็กน้อย
“แฮ่ก ๆ ไอ้ตัวบ้าทั้งหมดนั่นมันอะไรกันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่เนี่ย?”
ฮารุโตะหลับตาข้างหนึ่งถามด้วยอาการปนหอบพยายามสูดอากาศเย็นเข้าปอดยาวนานแล้วระบายลมหายใจออกแรง เพื่อให้ความเหน็ดเหนื่อยทุเลาลง
“รู้สึกมันจะตามพวกเราไม่ทันแล้วนะ—แฮ่ก ๆ ว่าแต่แสงเมื่อกี้มันอะไรกัน!? เธอเป็แม่มดหรือไงกันทำไมทำแบบนั้นได้ล่ะ?”
เคนจิถามอย่างอึ้ง ๆเขายังใถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน่วินาทีแห่งความเป็ความตายไม่หาย
“ฉะ..ฉันก็ไม่รู้ตอนนั้นแค่เป็ห่วงนายจนรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง อยู่ดี ๆร่างกายมันก็รู้สึกพลุกพล่านแล้วตอบสนองไปแบบนั้นเอง”
ไหล่ชิโฮะสั่นเทาน้อย ๆคำพูดอารณ์สื่อสารสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก พยายามให้ใจให้ทันโล่งใจขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับความเงียบอันเยือกเย็นข้างนอก
“นี่...นี่...นี่...ไม่เป็วิทยาศาสตร์เลยนะ!”
ในใจฮารุโตะขัดขืนสุดกำลังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“นายเองก็ด้วย...เมื่อกี้ทำได้ยังไงกัน ทำไมเรี่ยวแรงถึงมากมายขนาดนั้นได้ล่ะ”
ชิโฮะยังจำภาพที่เคนจิเขวี้ยงกระบองอันใหญ่ใส่เ้าปีศาจนั่นได้ติดตาแรงของมนุษย์ไม่น่าจะมีทางทำอะไรแบบนั้นด้วยมือข้างเดียวได้แน่นอน
“ฉันน่ะ... รู้สึกแปลก ๆกับร่างกายตัวเองมาได้สักพักแล้วล่ะ มันเป็สิ่งที่รู้สึกได้แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายเป็คำพูดยังไงเหมือนกัน... นายเองก็ด้วยใช่ไหมเรย์”
เคนจิยกมือทั้งสองขึ้นดูขยับหมัดและเท้าเล็กน้อย รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ไหลเวียนภายในกายและการตอบสนองดูจะคล่องตัวขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ก่อนจะหันมาสบตากับเขา ที่ยังมึนงงอยู่เช่นกัน
การที่เพิ่งได้ประสบกับเื่เสี่ยงตายมาเมื่อครู่ทำให้เรย์รู้สึกวิงเวียนและเกือบจะอาเจียนออกมาดีที่ตอนนี้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อยจึงเริ่มดีขึ้น
โชคดีที่การมองเห็นแบบปกติกลับคืนมาดังเดิมแม้จะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสายตาที่ตนมองเห็นก็ตาม
“ฉันคิดว่าเื่นี้พวกเราเอาไว้ค่อยคุยกันอีกทีเถอะก่อนอื่นลองไปดูที่สถานีตำรวจให้แน่ใจตามกำหนดหมายเดิมเื่อื่นค่อยว่ากันหลังจากนี้”
เมื่อหัวใจเต้นเป็จังหวะปกติแล้วเรย์สูดลมหายใจลึกรู้สึกเหมือนนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงที่ได้หายใจหายคอเต็มที่แบบนี้เขาเริ่มมองไปรอบ ๆ และยังไม่ลืมเอ่ยเตือนทุกคนถึงเป้าหมายหลักถึงแม้จะออกจากเขตโรงเรียนได้ แต่ใช่ว่าข้างนอกจะปลอดภัยกว่าด้านใน
“เอาเถอะอย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย ก่อนที่จะมีตัวอะไรโผล่มาให้ตื่นเต้นอีก”
เคนจิผงกหัวเห็นด้วยบรรยากาศเงียบสงบแบบวังเวงเช่นนี้ทำให้เริ่มไม่อยากอยู่กับที่นาน ๆพวกเขาจึงรีบออกเดินทางกันต่อทันที
“เดินตั้งไกลเหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว”
เคนจิบ่นกระปอดกระแปด
“หยุดบ่นแล้วเดินต่อไปเถอะน่า”
เรย์ส่ายหัวให้เพื่อนอย่างไม่จริงจัง
พวกเขาลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยของย่านที่อยู่อาศัยเสียงฝีเท้าดังก้องในความเงียบสงบของค่ำคืนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ๆ รอบตัวบ้านเรือนที่เคยสว่างไสวกลับปิดสนิท เงียบสงัดราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่เลยไฟถนนสลัว ๆ ที่ยังเหลืออยู่สองสามดวงสาดแสงพอให้เห็นทางเดินเล็กน้อยแต่แสงนั้นกลับสร้างบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจมากกว่าให้ความปลอดภัย ตรอกซอกซอยแคบ ๆล้อมรอบไปด้วยตึกสูงที่ดูเหมือนจะบดบังท้องฟ้าจนมืดมิด
เรย์มองซ้ายขวาพยายามเพ่งมองหาความเคลื่อนไหวใดๆ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิต เขารู้สึกถึงความเงียบที่ผิดปกติและลางสังหรณ์ที่บอกเขาว่าอะไรบางอย่างกำลังซ่อนอยู่ในความมืด แม้เสียงลมพัดเบา ๆก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลัง
ขณะที่พวกเขาเดินผ่านตึกเก่าที่มีผนังแตกร้าวเคนจิก็สอดส่องสายตาไปตามถนนที่เงียบเชียบ เขากระซิบกับเพื่อน ๆ
"ทำไมมันถึงเงียบอย่างนี้...ปกติเมืองมันไม่น่าจะวังเวงขนาดนี้นี่?"
ฮารุโตะเหลือบมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าหวาดระแวง
"บางทีทุกคนอาจจะอพยพออกไปหมดแล้ว...หรือไม่ก็..."
ฮารุโตะหยุดพูดไปครู่หนึ่งพวกเขาก็เดินมาถึงลานจอดรถขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ด้านหลังของกองกำกับการตำรวจประตูที่ทาสีฟ้าซึ่งดูเก่าและซีดจางเปิดออกอย่างราบรื่นเผยให้เห็นโถงรับรองกว้างที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟนีออนที่กะพริบเบา ๆอยู่เหนือศีรษะทำให้บรรยากาศทั้งเย็นเยียบและเงียบงันเสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องในความเงียบที่น่าอึดอัดและยิ่งทำให้สถานที่นี้ดูไม่ปลอดภัย
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ด้านในกลิ่นเหม็นฉุนลอยเข้ามาโชยจมูกภายในเต็มไปด้วยสภาพเละเทะราวกับผ่านากลางเมืองมาบนพื้นพบศพตำรวจหลายนายปะปนกับซากศพของพวกซามูไรประหลาดและจากสภาพที่พบยังดูสดใหม่เหมือนเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน
เรย์เคยมาที่ทำการกรมตำรวจอยู่ครั้งสองครั้งแต่ไม่เคยเข้าจากทางด้านหลังหรือมาในตอนกลางคืนแน่นอนว่าไม่เคยถูกตัวประหลาดตามล่าแบบนี้ด้วยเช่นกัน
ในทีแรกเขายังมีความหวังว่าอาคารที่ทำการกรมตำรวจจะเป็ที่พักพิงอันปลอดภัยหวังว่าที่นี่จะก่อตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณะภัยอะไรสักอย่างมีตำรวจและเ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินประจำอยู่ ผู้มีอำนาจคอยดูแลสั่งการ
ทว่า... เปล่าเลย
ภาพที่เห็นล้วนไม่มีวี่แววสัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นใดสิ่งที่มีอยู่คือความเงียบชวนวังเวงสั่นประสาท เต็มไปด้วยบรรยากาศแสนเย็นเยียบโถงรับรองเละเทะไปหมด เก้าอี้แตกหักล้มคว่ำกระจายอยู่ทั่วคราบเืเริ่มแห้งกรังประดับประดาฝาผนัง
สิ่งเดียวที่ยังทำให้พวกเขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความฝันก็คือเสียงดังของปืนอยู่ตามตัวเมืองเป็เนืองๆ บางครั้งใกล้ บางครั้งไกลรู้สึกราวกับเป็ตัวละครในฝันร้ายที่ตอนนี้กลายเป็หนังแฟนตาซีใหญ่ทั้งบรรดาตัวประหลาดป่าเถื่อน การตายอย่างกะทันหันของบรรดาเพื่อนนักเรียนการหนีหัวซุกหัวซุนแล้วก็มาเจอสิ่งนี้
“ทำไมแถวนี้ไม่มีใครเหลืออยู่เลยล่ะ”
ไหล่ของฮารุโตะลู่ลงกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวังมากพอ ๆ กับความรู้สึกของทุกคนในเวลานี้
“ตำรวจคงพาคนอพยพไปหมดแล้วล่ะมั้งรู้สึกทางเข้าอื่นจะล็อกซะแ่าเลยแฮะ”
เคนจิเดินเช็กตามบานประตูต่างๆ ข้างในไม่มีวี่แววของผู้คนรู้สึกเหมือนราวกับถูกทิ้งร้างมาเป็ปี
“แต่ประตูหลักด้านหน้ากับด้านหลังกลับเปิดโล่ง...เหมือนพวกเขาจะรีบหนีออกไป แถมที่ศพก็ไม่มีอาวุธเหลืออยู่เลยด้วย”
ทางฝั่งเรย์สีหน้าเคร่งขรึมพิจารณาบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด เผื่อว่ามีใครหรือตัวอะไรยังอยู่บริเวณสถานีนี้
เขาก้าวมาหยุดแวะตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์แล้วชะโงกหน้าข้ามไปมองไม่มีอะไรดูผิดปกตินอกจากไม่มีคนนั่งประจำตำแหน่งบริเวณหลังเคาน์เตอร์มีโทรศัพท์อยู่หนึ่งเครื่อง
เรย์ยกหูขึ้นหนีบไว้ระหว่างไหล่กับแก้มไล่กดหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานต่าง ๆ ทว่ายังคงไร้สัญญาณเฉกเช่นก่อนหน้า
“บางทีคงมีใครบางคนก่อนหน้าพวกเราอาจเข้ามาเก็บของไปหมดแล้วหลังจากทุกคนหนีออกไปกันหมด”
เขาถอนหายใจแล้ววางหูโทรศัพท์ลงตามเดิม
ชิโฮะทำหน้าเหยเกยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียน อดทนต่อความรู้สึกมวลท้องอยากอาเจียนเธอพยายามที่จะไม่มองไปยังพื้นด้านล่าง ก่อนจะหันไปถามทุกคน
“แล้วแบบนี้ควรเอาไงต่อ?”
“เอาเป็ว่าเราไปหาอาวุธอะไรสักหน่อยพกติดตัวกันไว้จะดีกว่า...เฮ้ พวกนายคิดว่าปกติพวกเขาเอาปืนไปเก็บไว้ที่ไหนกัน?”
เคนจิกล่าวพร้อมกับหันมาเอ่ยถามขณะล้มลงเก็บไฟฉายขึ้นจากศพตำรวจนายหนึ่ง
“อืม...จากเกมที่ฉันเคยเล่น สถานีตำรวจนี่เขามีห้องเก็บปืนเฉพาะนะและต้องเป็ที่สะดวกเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นเพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็ชั้นหนึ่งนี่แหละ”
ฮารุโตะแสดงความเห็น เขาเหมือนจะจำได้รางๆ เช่นนั้น
“งั้นลองหาแผนผังอาคารดูก่อนดีไหม”
ชิโฮะเสนอ พร้อมกับพยายามมองหาไปด้วย
“ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่โง่เขียนบอกให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาหยิบปืนไปควงเล่นหรอกนี่เธอคิดว่า เขาจะเขียนว่า ‘เชิญเลยครับปืนเก็บอยู่ตรงนี้นะครับ เชิญมาเอากันไปได้เลย’ หรือไงกัน”
เคนจิเลิกคิ้วถามเหน็บแนมขำขันเพื่อบรรเทาบรรยากาศอันตึงเครียด
“หนอย...รู้ดีนักก็รีบไปหาสิยะ”
“เออๆ ก็กำลังทำอยู่นี่ไงครับคุณหนู เพื่อความปลอดภัยฝากระวังหลังให้ทีฉันกะเรย์จะเป็คนเดินนำเอง”
พวกเขาเริ่มไล่สำรวจชั้นที่หนึ่งจนมาเจอที่ที่คาดว่าน่าจะเป็ห้องเก็บอาวุธแต่ประตูกลับถูกเปิดอ้าทิ้งไว้อย่างสะเพร่า
“นี่มัน...”
เคนจิพึมพำด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ไม่เหลืออะไรเลย”
ภายในห้องขนาดสี่คูณหกบนชั้นตะแกรงเหล็กกลางห้องและตู้เก็บปืนนิรภัยติดผนังล้วนว่างเปล่า
“ดูจากสภาพห้องแล้วพวกเขาน่าจะรีบร้อนกันมากเลยนะ”
นาคาจิม่าสังเกตจากประตูนิรภัยซึ่งถูกเปิดอ้าทิ้งไว้มีกล่องเก็บะุตกเกลื่อนกระจัดกระจายเต็มพื้น
ทุกคนพยายามแยกกันค้นหาทุกซอกมุมแต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอใช้เป็อาวุธได้เลย
“อ๊ะจริงสิยังมีอีกที่นึงนี่นา ฉันคิดว่าพวกเราควรไปดูสักหน่อยไม่เสียหายนะ”
ฮารุโตะทุบกำปั้นไปที่ฝ่ามือตนเองเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก
“ห้องเก็บหลักฐานไงห้องเก็บหลักฐานน่ะ!”
“หืม...ห้องเก็บหลักฐานมันทำไมเหรอ”
ชิโฮะถามอย่างไม่เข้าใจ
เรย์ลูบจมูกด้วยความเคยชินเขาเริ่มตามความคิดของฮารุโตะได้”
“จริงสินะที่นั่นอาจมีอาวุธที่ถูกยึดมารวมอยู่ด้วยก็ได้ ลองไปหาดูก็ไม่เสียหาย”
“งั้นก็รีบไปกันเลย”
เคนจิเป็ฝ่ายเดินนำสำรวจอีกครั้ง
ทุกคนต่างช่วยกันจ้องมองรอบทิศทางหาสิ่งแปลกปลอมไม่ลดความระแวดระวังสุดท้ายก็มาถึงชั้นที่้าได้โดยไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตอันตรายใด
‘บนนี้ทางสะดวก’
เคนจิกระซิบทำสัญญาณกวักมือเรียกทุกคนขึ้นมายังบริเวณปากบันไดชั้นสี่ ซึ่งครั้งนี้พวกเขาดูแผนผังและมุ่งตรงมายังจุดหมายได้โดยไม่ต้องคลำหาระหว่างทางมีศพตำรวจบ้างประปรายแตกต่างจากโถงรับรอง
“สุดทางนั่นไงห้องเก็บหลักฐาน”
สุดปลายทางเดินฝั่งซ้ายมือนั้นมีประตูอีกบานก่อนที่ทางเดินจะตัดเลี้ยวไปอีกทางพวกเขาเดินไปตามโถงทางเดินปีกตึกตะวันตกยาวเหยียดพลางเหลียวซ้ายแลขวาในทุกย่างก้าว พยายามทำให้สัญชาตญาณตื่นตัวและความคิดฉับไวหากมีอันตรายก็เตรียมพร้อมที่จะตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อมาถึง มันกลับถูกล็อกไว้เคนจิพยายามใช้ไหล่กระแทกหลายครั้ง แต่ประตูก็ไม่ขยับเขยื้อน
“เดียวก่อนเคนจิ...”
เรย์แตะที่ไหล่เพื่อนเป็สัญญาณให้กระเถิบออกเว้นที่ให้เขาเล็กน้อย
“นายยังจำความรู้สึกตอนที่เราสู้กับเ้านั่นได้ใช่ไหม”
“นายกำลังจะบอกว่า...”
“อืม ลองดูกันเถอะ”
แม้จะยังควบคุมได้ไม่ดีนักแต่ก็ััถึงมันได้บาง ๆ
เรย์และเคนจิออกแรงใช้ไหล่กระแทกประตูอย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้งโดยครั้งนี้ประตูหนาถูกกระแทกเปิดออกจนบานประตูโลหะยุบตัวหงิกงอราวกับถูกรถขนาดใหญ่พุ่งชน
ความสามารถทางกายภาพเพิ่มขึ้นตามคาดอย่างน่าประหลาดนัก
“พะ... พวกนายทำได้ยังไงกันเนี่ย”
ฮารุโตะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา
เรย์และเคนจิต่างหยักไหล่พร้อมกันเป็เชิงว่าพวกเขาก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน
ภายในเป็ห้องขนาดใหญ่มีชั้นวางแยกเป็ล็อกๆ บนชั้นมีกล่องเก็บหลักฐานดูหน้าตาเหมือนกันเต็มไปหมด
“เอ่อ...ต้องเริ่มจากตรงไหนดีล่ะทีนี้”
ฮารุโตะเกาหัวแกรกไม่คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้ ยิ่งมองไปตามชั้นวางยิ่งตาลาย
“พวกตำรวจจัดเก็บหลักฐานตามแผนกที่ยืดมาเพราะงั้นก็เริ่มหาแถว ๆ หมวด ‘อาชญกรรม’ ‘หน่วยรับมือ-อาวุธ’ก็น่าจะเจอ”
เรย์เสนอพร้อมกับขมวดคิ้วไล่ดูตามตัวอักษรในขณะที่ทุกคนพากันแยกย้ายสำรวจ
“เจอแล้ว! นี่ไงล่ะ”
ไม่นานนักชิโฮะซึ่งเข้าไปยังส่วนลึกสุดส่งเสียงเรียกทุกคนอย่างตื่นเต้น
ฮารุโตะเดินไปดูกระเป๋าสีดำขนาดยาวถูกออกแบบมาเป็พิเศษที่กำลังถูกเปิดโดยชิโฮะเมื่อเขาเห็นของข้างในจึงตะลึงจนตาค้าง
“โว้ว นี่มัน UMP9พร้อมปลอกเก็บเสียง ส่วนนี่ก็ปืนพก GLOCK-19โครงพลาสติกน้ำหนักเบา มีเลเซอร์ช่วยเล็งกับแมกกาซีนพิเศษอีก 2”
ฮารุโตะอดไม่ได้ที่จะพูดอออกมาอย่างตื่นเต้นราวกับเด็กเพิ่งได้ของเล่นชินใหม่ลูบไล้ไปบนผิวของมันอย่างเบามือ ทะนุถนอมราวกับััเด็กทารกแรกเกิดมีความรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เมื่อถือมันไว้ในมือ
เด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้ปืนอธิบายให้ทุกคนฟังต่อว่า
ปืนส่วนใหญ่หลังจากใส่อุปกรณ์เก็บเสียงแล้วก็ไม่ได้ไร้เสียงโดยสิ้นเชิงอย่างในภาพยนตร์เลยอย่างมากที่สุดก็จากร้อยสี่สิบเดซิเบลลดเหลือร้อยยี่สิบเดซิเบล แตกต่างกันเยอะมากแต่ในด้านประสิทธิภาพซ่อนเร้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็รูปธรรม
อุปกรณ์เก็บเสียงถูกภาพยนตร์ทำเป็เทพนิยายมาโดยตลอด
แต่ว่าก็มีปืนจำนวนน้อยที่หลังจากบรรจุะุซับโซนิคจะสามารถลดเสียงปืนจนต่ำสุดจริง เช่นปืนกล็อกในมือนี้
“เฮ้ทางนี้ก็มีอีกหนึ่งนะ”
เคนจิที่อยู่ไม่ไกล รื้อลังที่อยู่ในล็อกเดียวกันก่อนจะหยิบมันขึ้นมาโชว์ ภายในมีทั้งปืน และะุหลายกล่องรวมอยู่ด้วยกัน
“นั่นลูกซองแฝดสั้น MUGIGA ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่ประสิทธิภาพไว้ใจได้แน่”
“งั้นเ้านี่ฉันขอละกัน”
เคนจิรู้สึกชอบใจมันนอกจากนั้นยังมีซองปืนสวมไหล่และเข็มขัดเส้นใหญ่ซึ่งมีกระเป๋าข้างใหญ่พอให้ใส่ลูกปืนทั้งหมดลงไป เขาซองปืนเข้ากับตัวเรียบร้อยรู้สึกว่าตนเท่ขึ้นไม่หยอก
“ดูเหมือนทาเคอุจิคุงจะรู้เื่ปืนดีจังเลยนะ”
โยซึรุเอียงคอถามอย่างแปลกใจไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มขี้อายในด้านนี้มาก่อน
แต่เรย์รู้ดีว่านอกจากเพื่อนเขาจะเป็พวกโอตาคุสายอนิเมะกับมังงะแล้วฮารุโตะยังเป็โอตาคุด้านยุทธภัณฑ์อีกด้วยถึงหมอนี่จะไม่ยอมรับว่าเป็สักเท่าไหร่ก็เถอะ
“แหะๆนิดหน่อยน่ะครับ ถึงมีความรู้ไปก็ช่วยอะไรทุกคนไม่ได้มาก”
ฮารุโตะเกาแก้มหน้าเข้มขึ้น ดูเหมือนเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าแสดงอาการออกมาเกินไปจึงรู้สึกเขินเล็กน้อย
“ไม่หรอกมันน่าทึ่งมากจริง ๆ นะ”
รุ่นพี่สาวเอ่ยชมยิ้ม ๆ
หลังจากค้นหาภายในห้องเท่าที่ทำได้พวกเขาก็ไม่พบเจออะไรเพิ่มอีกนอกจากกล่องะุหลายประเภทจำนวนหนึ่งและพวกอาวุธมีคมที่ถูกยึดมา
“อยู่ดีๆฉันเริ่มรู้สึกเกลียดกฎหมายคุมเข้มเื่การอาวุธของประเทศนี้ขึ้นมาซะแล้วแฮะ”
เคนจิบ่นกระปอดกระแปดเขารู้สึกว่าอาวุธปืนที่ถูกยึดมาได้มีจำนวนน้อยกว่าที่คิด
“เอาน่าบ่นไปก็ไม่ได้อะไร เอาล่ะฉันจะสอนวิธีใช้งานให้ จำให้ดีด้วยล่ะ”
ฮารุโตะสาธิตวิธีขึ้นลำและปลดเซฟตี้ของปืนแต่ละกระบอกรวมถึงวิธีบรรจุะุใส่แมกกาซีน
ปืนที่ได้มามีทั้งหมดเพียงสามกระบอกเรย์ปฏิเสธที่จะใช้มัน เขามั่นใจในฝีมือดาบของตัวเองมากกว่าจึงเหลือให้ฮารุโตะใช้ปืนกลเบาและนาคาจิม่าต้องหัดใช้ปืนพกแทน
“นี่นายไปเรียนมาจากปืนอัดลมรึไงกันน่ะทำไมรู้ดีจัง”
เคนจิเอ่ยยิ้ม ๆ เหมือนจะชมก็ไม่ใช่จะแดกดันก็ไม่เชิง
“นายจะบ้าเรอะก็ต้องปืนจริงสิ”
“นายเคยเรียนยิงปืนด้วยเรอะ!?”
ต้องยอมรับเลยว่าเื่นี้เหนือความคาดหมายสำหรับเคนจินึกว่าอีกฝ่ายแค่ศึกษาเื่ปืนเฉย ๆ
“เมื่อสองปีก่อนครอบครัวฉันไปพักร้อนที่ฮาวาย แล้วเพื่อนพ่อของฉันมีสนามยิงปืนอยู่ที่นั่น ก็เลยได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับครูฝึกทหารสนามยิงปืน่หนึ่ง”
ฮารุโตะยืดอกทำเสียงขึ้นจมูกอย่างภาคภูมิใจน้อยๆ
“เอาล่ะเื่พวกนั้นเอาไว้ก่อน...จากนี้พวกเรามีแผนเอายังไงต่อ”
ชิโฮะรีบขัดเธอขอความคิดเห็นจากทุกคนด้วยสีหน้าเป็กังวล
“เราต้องรวบรวมของใช้จำเป็สำหรับคืนนี้อย่างแรกต้องหาอาหารและที่พัก และหาข่าวสารเพิ่มเติมเพราะดูเหมือนสถานการณ์จะขยายขอบเขตจนใหญ่โตและรุนแรงกว่าที่คาดเอาไว้มากขืนสุ่มเดินสะเปะสะปะออกไป มีโอกาสเจออันตรายสูง”
เรย์กล่าวอย่างเคร่งเครียดพอกันกับสีหน้า
“พอพูดถึงอาหารท้องก็ร้องขึ้นมาเลย”
ฮารุโตะลูบท้องตัวเองเบา ๆมื้อที่กินไปก่อนหน้าก็ขย้อนออกมาหมดแล้ว
“ถ้าเื่ที่พักไม่ไกลจากที่นี่ล่ะก็...ฉันแนะนำได้อยู่ที่หนึ่งเป็อาคารสำนักงานเจ็ดชั้นที่พ่อฉันซื้อเอาไว้ชั้นสี่ถึงชั้นเจ็ดเพิ่งถูกปรับปรุงเปลี่ยนให้เป็โฮมออฟฟิศข้าวของเครื่องใช้มีพร้อมทุกอย่าง ฉันเคยมาอาศัยนอนหลายครั้งแล้วแถมมีร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่รอบ ๆ เยอะพอสมควร น่าจะหมดห่วงเื่อาหารไปได้สักพัก”
“งั้นก็เยี่ยมไปเลยจะรออะไรกันล่ะพวกเรารีบไปกันเลยเถอะ”
ชิโฮะสนับสนุนความคิดของเคนจิ
“เห—ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยล่ะ ว่าเธอมีห้องพักแบบนั้นอยู่แถวนี้ด้วย”
มีเสียงกระแอม แค่ก แค่ก ดังขึ้นไม่ได้เกิดจากการกระแอมเพื่อขัดจังหวะ แต่เป็ปฏิกิริยาตอบโต้ของร่างกาย จากการทำงานผิดจังหวะของระบบหายใจ
โยซึรุฉีกยิ้มถามด้วยแววตาคมกริบจนอีกฝ่ายต้องเหงื่อตก
“อึก... แหะ ๆ”