บทที่ 11 ยังโกหกสู้ข้าไม่ได้เลย
ชาวบ้านในหมู่บ้านเหลียงหมินต่างกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
คนจากค่ายชิงเสอนั่งมองน้ำล้างจานในชาม กลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่า
ความคิดอาฆาตแค้นพลุ่งพล่านอยู่ในอก
กินเถอะ กินให้อิ่มไว้ คืนนี้พวกเ้าจะได้เดินทางสู่ยมโลกอย่างสบายท้อง
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็หายลับไปหลังยอดเขา
ห่าวเหรินจัดให้คนของโฉวิพักในเพิงมุงหญ้า พลางกล่าวด้วยสีหน้าขอโทษ
"หมู่บ้านของพวกข้าคับแคบ ต้องรบกวนทุกท่านพักที่นี่สักคืน"
เพิงมุงหญ้านี้ดัดแปลงมาจากคอกวัวเก่า ภายในกองด้วยหญ้าแห้งและอาหารสัตว์จำนวนมาก
ด้านหนึ่งเป็หญ้าฟาง ส่วนอีกสามด้านโล่งโปร่งลมพัดผ่าน
ช่างคับแคบจริง ๆ หากมีหญ้าฟางน้อยกว่านี้อีกสักสองสามกำก็คงไม่ต่างจากนอนกลางแจ้ง...
ผู้คนจากค่ายชิงเสอไม่พูดอะไร แม้จะไม่พอใจ แต่อย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะค้างคืนจริง ๆ
เมื่อถึงยามจื่อ พวกเขาก็จะบุกออกไปสังหารทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้
โฉวิยิ้มพลางกล่าว "ขอรบกวนท่านห่าวด้วย แค่พักค้างคืนเดียวไม่เป็ไรหรอก พวกข้าจะพักผ่อนกันเอง ไม่ต้องสนใจพวกข้าหรอก"
ห่าวเหรินแสดงสีหน้าประหลาดใจ
"พวกท่านจะพักผ่อนกันแล้วหรือ?"
โฉวิ "ยังมีธุระอื่นอีกหรือ?"
ห่าวเหรินถอนหายใจพลางแสดงสีหน้าลำบากใจ
ไป๋สวินที่อยู่ข้าง ๆ ส่งสายตาดุดัน
"หมู่บ้านของพวกข้าก็ไม่ได้ร่ำรวย พวกเ้าจะกินฟรี นอนฟรี ไม่ช่วยทำงานเลยหรือ?"
มีคนจากค่ายชิงเสอทนฟังไม่ไหวแล้ว ถึงแม้จะต้องปลอมตัว แต่ก็อดทนไม่ไหวจนต้องะโ
"พวกข้ากินอะไรกัน? แค่จิบน้ำข้าวไม่กี่อึก! ยังจะให้ทำงานอีก?"
ท้องของพวกเขามีแต่ลมกับน้ำเพียงสองช้อนกระเพื่อมอยู่
ไป๋สวินเอามือซ้ายจับฝักดาบ เลิกคิ้วคมขึ้น
"ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ขอเชิญทุกท่านไปหาที่พักที่อื่นเถิด"
ในชั่วขณะที่ไป๋สวินกำด้ามดาบ พลังกดดันแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขา บรรยากาศน่าเกรงขาม
ผู้คนที่เอะอะโวยวายเมื่อครู่ราวกับถูกบีบคอ ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดอีก
โฉวิจ้องมองไป๋สวินหลายครั้ง
พูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือ กำลังมองดาบที่เอวของเขา
ด้ามดาบแกะสลักอย่างวิจิตร แม้ยังไม่ชักออกจากฝัก แต่เสียงดาบดังก้องอยู่ในฝัก
โฉวิจำไม่ได้ว่าเป็ดาบอะไร แต่รู้สึกว่าต้องเป็ดาบชั้นดีแน่นอน
คืนนี้รอให้คนพวกนี้ตายก่อน เขาจะค้นหาบนเขา บางทีอาจจะค้นพบของดี ๆ บ้างก็เป็ได้
"พี่ชายท่านนี้พูดจากันดี ๆ เถิด หากมีอะไรให้พวกเราทำ ก็ขอเชิญว่ามาเลน" โฉวิกล่าว
ห่าวเหรินพยักหน้าอย่างเป็มิตร "เื่เล็กน้อยเท่านั้น สำหรับพวกท่านเพียงแค่ยกมือเดียวก็เสร็จแล้ว"
หนึ่งชั่วยามต่อมา
โฉวิและพรรคพวกยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าบ่อมูล
สิ่งที่ห่าวเหรินเรียกว่าเื่เล็กน้อย ก็คือให้พวกเขาตักมูลไปใส่ในทุ่งนา
มีคนข้าง ๆ เอามือปิดจมูกพลางถามเสียงเบา
"หัวหน้าใหญ่ พวกเราต้องแบกจริง ๆ หรือขอรับ?"
โฉวิหันไปมองใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของห่าวเหรินที่อยู่ไม่ไกล สายตาของเขาขุ่นมัว
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านที่ดูเหมือนบัณฑิตผิวขาวผู้นี้ ไม่มีวรยุทธ์ ทั้งยังไม่มีพละกำลัง แต่กลับทำให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเคารพนบนอบ
ไม่ว่าจะเป็คำพูดหรือสิ่งที่เขาจัดการ ถึงแม้พวกโฉวิจะปฏิเสธ ก็จะมีคนมาบังคับให้พวกเขาทำอยู่ดี
โฉวิเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน กัดฟันกลั้นหายใจ
"แบก!"
กลุ่มคนเดินโซเซพลางแบกน้ำปุ๋ยมุ่งหน้าไปยังทุ่งนา
ระหว่างทางชาวบ้านก็คอยเตือนเป็ระยะ
"อย่าทำหกล่ะ เดินให้ระวังหน่อย อย่าให้น้ำปุ๋ยต้องเสียไปนอกนาเชียว"
อีกด้านหนึ่ง หลิ่วอิ๋นหวนและคนอื่น ๆ ที่ทำงานหนักในทุ่งนาราวกับวัวควายในที่สุดก็ได้พักผ่อน
เมื่อนึกถึงว่าโฉวิจะนำกองกำลังมาช่วย และตนเองกำลังจะได้รับอิสรภาพ หัวใจของหลิ่วอิ๋นหวนก็เต้นรัวแรง
ปกติแล้วเขาไม่ค่อยยอมรับในตัวโฉวิ แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายมีกลยุทธ์เหนือกว่าเขา
หัวใจของหลิ่วอิ๋นหวนเต้นแรงอยู่หลายที แล้วก็แทบจะกระเด็นออกมาจากปาก!
เพราะเขาเห็นโฉวิและพรรคพวกเดินมาทางนี้ แต่ละคนกำลังแบกถังมูลสัตว์ด้วยสีหน้าอิดโรย
ไม่รู้ว่ามูลสัตว์นั้นหนักเพียงใด ถึงกับทำให้เอวของทุกคนโค้งงอไปหมด
โดยเฉพาะโฉวิ สีหน้าที่ยอมรับชะตากรรมนั้น ดูเหมือนวัวควายยิ่งกว่าเขาเสียอีก
สมองของหลิ่วอิ๋นหวนมึนงงไปชั่วขณะ เืลมพลุ่งพล่านขึ้นสู่ศีรษะ จากนั้นขาก็อ่อนแรง ร่างกายทรุดฮวบลงไปด้านหลัง
ชาวบ้านที่อยู่ข้าง ๆ รีบเข้ามาดู พวกเขาเป็ห่วงตัวแทนวัวของหมู่บ้านในตอนนี้
"เอ๊ะ ทำไมถึงเป็ลมไปล่ะ?"
"หรือว่าโอสถของหมออวี๋ยังไม่หมดฤทธิ์?"
"พาไปตรวจดูเถอะ"
ขงหวู่เดินเข้ามา ใช้มือเดียวยกร่างหลิ่วอิ๋นหวนขึ้น แล้วก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าไปที่ลานบ้านของหมออวี๋
หลิ่วอิ๋นหวนไม่ได้หมดสติไปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่วิงเวียนศีรษะและแขนขาอ่อนแรง เขาคิดอย่างเลือนราง ทั้งหมดนี้ต้องเป็แผนการของโฉวิแน่ ๆ
คนอย่างโฉวิที่เ้าคิดเ้าแค้นและต้องแก้แค้นอย่างสาสมให้ได้นั้น มันเป็เพียงการแสร้งทำ ใช้ท่าทีเช่นนี้หลอกสายตาทุกคนในหมู่บ้าน แล้วฉวยจังหวะตอนที่พวกเขาไม่ทันระวัง...
ตอนที่ขงหวู่ลากตัวหลิ่วอิ๋นหวนเข้ามาในลานเล็ก ๆ ของหมออวี๋ สติของเขาก็เริ่มกลับมาแล้ว มุมปากมียิ้มที่แฝงไว้ด้วยความแค้น
พวกคนโง่ในหมู่บ้านนี้ ยังไม่รู้เลยว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
รอยยิ้มที่มุมปากของหลิ่วอิ๋นหวนยังไม่ทันจะเก็บงำให้มิด ก็ได้ยินเสียงใส ๆ อันเยาว์วัยของซูจือจือดังออกมาจากในห้อง
"...พวกเขาไม่ใช่ผู้อพยพแน่นอน มองปราดเดียวก็รู้ว่าโกหก"
"อาเช่อ เ้าไม่เห็นหรือ พวกเขาหลายคนอ้วนขนาดนั้น จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะอดอาหารมานาน? ครั้งก่อนหมูป่าที่ตกหลุมพรางบนเขา อดอาหารแค่ไม่กี่วันยังผอมไปตั้งเยอะ"
"ข้าบอกว่าบนเขามีผลไม้ป่า พวกเขาก็ไม่ถามว่ามีผลไม้อะไร ตรงไหนจับปลาหรือล่าสัตว์ได้ กลับจ้องแต่ขงหวู่"
"ข้าบอกว่าหมู่บ้านเราตุ๋นเนื้องูอร่อย พวกเขาไม่มีทีท่าน้ำลายไหลสักนิด กลับถามข้าเื่ผู้มีฝีมือแทน"
ซูจือจือกินข้าวในชามหมดแล้ว นางนับนิ้วไล่บอกเซวียเช่อถึงข้อผิดพลาดของคนพวกนั้นทีละอย่าง
"พวกเขาช่างไม่เก่งเื่การหลอกลวงเลย โตป่านนี้แล้ว พูดโกหกยังสู้ข้าไม่ได้"
เซวียเช่อ : ...ไม่จำเป็ต้องภูมิใจกับเื่นี้หรอกนะ
ในชามข้าวของเซวียเช่อยังเหลือข้าวอยู่ครึ่งชามเล็ก ๆ เขากินอย่างสุภาพ นั่งฟังซูจือจือพูดไม่หยุดอย่างเงียบ ๆ
เด็กหญิงเท้าคาง "ข้าสามารถมองออก ทุกคนก็ต้องมองออกแน่ ไม่รู้ว่าทำไมท่านพ่อกับท่านลุงดาบถึงยังให้พวกเขาเข้าหมู่บ้าน"
เซวียเช่อค่อย ๆ เคี้ยวกลืนอาหารในปากอย่างไม่รีบร้อน บนใบหน้าไม่ปรากฏแววกังวลแม้แต่น้อย
หลังจากที่ได้สังเกตการณ์การประชุมของหมู่บ้านครั้งก่อน เขาก็รู้แล้วว่าูเาลูกนี้มั่นคงดุจป้อมปราการ
"หรือว่าหัวหน้าหมู่บ้านห่าว้าล่อให้พวกมันเผยจุดประสงค์ที่แท้จริง แล้วค่อยจับปลาในข้อง"
ซูจือจือ "จับปลาในข้องคืออะไรหรือ?"
"ก็เหมือนกับการจับเต่าในโอ่งใบใหญ่..." เซวียเช่อจึงหันไปอธิบายสำนวนให้ซูจือจือฟัง
นอกประตู หลิ่วอิ๋นหวนที่ถูกขงหวู่แบกห้อยต่องแต่งอยู่นั้น ใบหน้าซีดขาว ฟันกระทบกันสั่นระริก
จบแล้ว
จบสิ้นทุกอย่างแล้ว
แสงอัสดงค่อย ๆ จางหายไป ความมืดดำราวกับคลื่นน้ำทะเลถาโถมเข้ามา
ภายในเพิงมุงหญ้า ความเย็นชื้นของราตรีฤดูใบไม้ผลิแทรกซึมเข้าสู่กระดูกราวกับงูน้อย
พวกของโฉวิที่ขนปุ๋ยไปสามเที่ยวล้มตัวลงบนกองฟางด้วยความเมื่อยล้า แต่ละคนส่งกลิ่นเหม็นจนทนไม่ได้
หากไม่ใช่เพราะ้ารายงานต่อผู้สูงศักดิ์ โฉวิก็ไม่มีวันมาหาเื่ลำบากให้ตัวเองถึงที่นี่
วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่อคนไร้ค่าอย่างหลิ่วอิ๋นหวน
น้องชายที่ตายไปแล้วยังหาคนใหม่มาแทนได้ รองหัวหน้าตายไปก็เปลี่ยนคนใหม่ได้ ไม่คุ้มค่าพอให้เขาต้องออกโรงเอง
แต่เื่ที่ขุนนางผู้สูงศักดิ์สั่งมานั้นต้องจัดการให้เรียบร้อย
เป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มของโฉวิในครั้งนี้คือเซวียเช่อ
ขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่คอยคุ้มครองพวกเขาในราชสำนักสั่งการมาว่า จะต้องจับตัวบุตรชายของแม่ทัพเซวียให้ได้ ต้องจับเป็ และต้องทำการอย่างลับ ๆ มิเช่นนั้นจะเป็การนำภัยมาสู่ตน
โฉวิรู้สึกโชคดีที่ตนปลอมตัวเข้ามาสืบดูสถานการณ์ก่อน
หมู่บ้านนี้ไม่ธรรมดา หากบุกเข้าไปตรง ๆ เกรงว่าจะสูญเสียกำลังพลไปมาก มิหนำซ้ำยังจับตัวเซวียเช่อไม่ได้อีก
พระจันทร์เสี้ยวลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ แสงจันทร์ลอดผ่านหลังคามุงหญ้าลงมาเป็สาย
โฉวิหรี่ตาลง งูที่ขดอยู่บนหัวเข่าแลบลิ้นส่งเสียงฟ่อ ๆ
รอจนพระจันทร์ขึ้นถึงกลางฟ้า ก็จะเป็เวลาที่เืไหลนองยอดเขา