ตอนที่ 10
แป้งร่ำมองนามบัตรที่รับจากมือนายตำรวจหนุ่มอีกครั้งแล้วก็สอดมันเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ที่ควักมาจากกระเป๋าสะพายข้างตัว...หญิงสาวรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ถ่ายทอดมาจากเจ้าของนามบัตรแม้เจ้าตัวจะกลับไปแล้ว เพียงแค่เห็นชื่อก้องภพอยู่ในนั้นเหมือนมีประกายไฟดวงเล็กสว่างวาบในช่วงวินาทีที่รอบด้านนั้นมืดสนิท
แต่คงไม่อาจคิดเป็นอื่นใดได้...นอกจากนึกขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่เขาหยิบยื่นให้
หากแต่ความเศร้าที่เกาะกินรอบหัวใจยังคงวนเวียนไม่จากไปไหน เธอเดินตามปิ่นมุกกลับไปยังหน้าห้องฉุกเฉินอีกครั้งและพบว่าร่างไร้ลมหายใจของมารดาไม่ได้อยู่ตรงที่เดิมแล้ว แต่ไม่ทันเอ่ยถามน้องสาวก็พูดขึ้น
“ตอนนี้เจ้าหน้าที่เขาเก็บร่างของแม่ไว้ที่ห้องดับจิต”
แป้งร่ำพยักหน้ารับ คนเป็นน้องก็คงคิดไม่ต่างจากเธอถึงได้หลีกเลี่ยงคำว่า ‘ศพ’ เพราะฟังดูแล้วมันน่ากลัวและมันยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นจริง ว่ามารดาเธอจากโลกนี้ไปแล้ว
ทันทีที่เห็นคุณกาญจนายืนอยู่แป้งร่ำก็อดที่จะคิดถึงมารดาตัวเองไม่ได้ เพราะความเป็นจริงสถานที่ที่มารดาของเธอกับคุณกาญจนาควรจะพบเจอกันวันนี้น่าจะเป็นตามร้านอาหารในโรงแรม หรือไม่ก็เป็นที่บ้านคุณกาญจนาตามคำเชิญชวนให้ไปพักก่อนหน้านี้ ไม่น่าจะเป็นที่โรงพยาบาลสักนิดและไม่น่าจะเป็นการพบกันในสภาพเช่นนี้
พบเพื่อจาก...แป้งร่ำเห็นดวงตาของคุณกาญจนาแดงก่ำเธอจึงคาดเดาว่าฝ่ายนั้นเองก็คงจะร้องไห้จนตาบวมแดงช้ำเมื่อรับทราบข่าวร้ายจากปากเธอและนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอโผกอดผู้สูงวัยด้วยความโหยหา
“น้ากาญคะ...แม่ของแป้งไม่อยู่แล้วแม่ทิ้งแป้งกับน้องไปแล้ว”
แป้งร่ำปล่อยโฮโดยไม่อายสายตาใครน้ำตามันพานจะไหลออกมาไม่หยุด จนเสื้อของคุณกาญจนาบริเวณที่หน้าเธอซบลงนั้นเปียกชื้นเป็นดวงยิ่งผู้สูงวัยเอามือลูบศีรษะของเธอ มันทำให้คิดถึงมารดาจับใจ
“ร้องไห้ให้พอเถอะหนูแป้งไม่ต้องเก็บมันไว้ เพราะต่อไปหนูจะต้องเข้มแข็งขึ้น หนูจะต้องดูแลน้อง ดูแลคุณพ่อ”
เธอได้ยินเสียงปลอบโยนจากปากผู้สูงวัยอยู่ข้างใบหูกะพริบดวงตากลมโตที่เปียกชื้น เพื่อขับไล่หยาดหยดน้ำใส
เธอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ผ้าเช็ดหน้าสีเทาหม่นของผู้หมวดหนุ่มยังคงอยู่ในกระเป๋ากางเกงจึงถอนร่างออกจากคุณกาญจนาเอามือล้วงเข้าไปหวังหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลเปรอะเต็มดวงหน้าแต่ก็ไม่ทันหยิบ เมื่อมือใหญ่ของใครคนหนึ่งซึ่งเธอลืมสังเกตว่าเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวอีกผืนส่งให้เธอ
แป้งร่ำรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นจากชายหนุ่มมาไว้ในมือแล้วเบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะซับหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา
พอหมุนตัวกลับมาอีกทีแทนที่จะเป็นคุณกาญจนายืนอยู่ตรงนั้น กลับกลายเป็นเจ้าของผ้าเช็ดหน้าไปเสียได้เมื่อมองข้ามไหล่เขาไปก็เห็นว่าผู้สูงวัยกำลังจูงมือปิ่นมุกไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน
แป้งร่ำจึงเบนหน้าหนีไม่รู้จะคุยอะไรกับผู้ชายตรงหน้า รู้สึกมันอึดอัดเหมือนมีของแข็งชิ้นใหญ่บีบอัดเข้ามารอบทิศ ดังนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจเดินไปจากที่ตรงนั้น
เธอบอกกับตัวเองว่าคงเป็นเพราะความสับสนในใจจึงไม่พร้อมจะคุยในเรื่องอื่น ทั้งที่แท้จริงแล้ว รองจากเรื่องของมารดาสิ่งที่คิดเป็นลำดับถัดไป ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของกัลปพฤกษ์กับสาวลูกครึ่งคนนั้น
‘ฉันชื่อเมนี่...เป็นแฟนกับคุณปลา’
เสียงเล็กๆกังวานใสยังคงเจื้อยแจ้วหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นแสดงออกชัดเจนถึงความหึงหวงในตัวคนรักเจ้าหล่อนคล้องแขนเขาอย่างแนบชิด แถมริมฝีปากยังแอบเหยียดในทีภาพสาวลูกครึ่งนางนั้นลอยมารบกวนจิตใจเป็นระยะ
เรื่องของมานาลีถูกดึงมายังสิ่งที่อยู่ในมือจึงก้มมองผ้าเช็ดหน้าผืนสีขาวที่กำอยู่...นี่เธอคงจะร้องไห้อย่างหนักวันนี้ถึงได้รับผ้าเช็ดหน้าตั้งสองผืนพานให้คิดถึงภาพนายตำรวจหนุ่มที่เอื้ออาทรในไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
แต่แล้วจู่ๆภาพของลายเสือกลับซ้อนทับขึ้นมาดวงตาคมที่จ้องเธอนั้นเดายากว่ากำลังคิดอะไร แม้ว่าคำพูดจากปากเขาจะทำให้เธอตั้งตัวไม่ทันเขาคิดจะจีบเธอจริงอย่างที่พูดอย่างนั้นหรือ
จะคิดถึงคนๆนั้นทำไมกันนะ...
ความคิดคำนึงสะดุดกลางคันเมื่อเสียงของกัลปพฤกษ์ดังขึ้นข้างหลัง “คุณแป้งครับผมเสียใจด้วยนะครับ”
แป้งร่ำหมุนตัวกลับเอาหลังพิงกับขอบหน้าต่าง ได้แต่ตอบเสียงเนือยๆ “ค่ะ”
เธอเหลือบตามองขึ้นก็ยังเห็นว่าเขาจ้องหน้าเธอไม่วางตา แล้วจู่ๆเขาก็เอื้อมมือขึ้นมาเอานิ้วโป้งเช็ดที่แก้มของเธอทั้งสองข้าง
“หน้าคุณแป้งเปื้อนมาสคาร่าเป็นคราบเลยครับ”
แป้งร่ำจึงเอาผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่ในมือตั้งท่าจะขึ้นเช็ดแต่ชายหนุ่มกลับไวกว่า คว้าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออกจากมือเธอก่อนที่เขาจะเป็นคนเช็ดคราบเปื้อนอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรค่ะ...เดี๋ยวฉันทำเองดีกว่า”คนพูดดึงเอาผ้าเช็ดหน้ากลับ พร้อมกับเช็ดแบบลวกๆ
นึกยังไงจะมาทำเป็นเช็ดคราบน้ำตาให้เธอผู้หญิงที่เขาสมควรจะทำให้ คือแม่สาวฝรั่งนางนั้นต่างหาก ในเมื่อมีแฟนแล้วก็อย่ามาทำให้เธอต้องหวั่นไหวเสียดีกว่า
“เดี๋ยววันหลังฉันจะซักผ้าเช็ดหน้ามาคืนนะคะ”เธอสอดผ้าเช็ดหน้ากลับไปใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม
“ไม่เป็นไรครับ”ชายหนุ่มท่าทางเก้อ จึงเอามือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง
ต่างคนต่างยืนนิ่ง เหมือนไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหนในบทสนทนามันดูห่างเหินเหมือนกับว่าทั้งคู่นั้นยืนห่างกันระยะไกล ทั้งที่อยู่ใกล้เพียงคืบ
แป้งร่ำคิดว่าควรจะเลี่ยงพูดถึงบางเรื่องที่เกี่ยวพันไปถึงความสับสนใจของตัวเองขณะนี้ แต่ชายหนุ่มตรงหน้าคงจะคิดต่างจากเธอเพราะเขากลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“ผมอยากคุยกับแป้งเรื่องของเมนี่น่ะครับ...คือผมกับเมนี่ไม่ได้เป็นแฟนกัน”
เมื่อได้ฟังแป้งร่ำจึงเผลอถอนหายใจ “พี่ปลาไม่เห็นจะต้องอธิบายอะไรให้แป้งฟังเลยนี่คะในเมื่อพี่ปลาจะคบกับใครเป็นแฟนมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับแป้งเสียหน่อย...พี่ปลาจะมาบอกแป้งทำไม”
น้ำเสียงเธอติดจะขื่นปั้นหน้ายิ้มอย่างฝืนใจ ทั้งที่ดวงตาเธอกลับฟ้องความรู้สึกอีกอย่างแจ่มแจ้ง
“พี่จำเป็นต้องบอกแป้งเพราะไม่อยากให้แป้งเข้าใจผิด”
“จะเข้าใจผิดหรือเข้าใจถูกแป้งก็ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นที่แป้งต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้สักนิด” เธอเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยต่อ“พี่ปลาอย่าพูดอย่างนี้เลยนะคะเพราะถ้าคุณเมนี่มาได้ยินเข้า เธออาจจะเสียใจ”
“พี่อยากอธิบายครับ”แววตาของเขาอ้อนวอนกึ่งขอร้อง
แต่เวลานี้ เธอไม่ยินดียินร้ายที่จะรับฟังเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่จำเป็นต้องคิดมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือเรื่องงานศพของมารดาเธอต่างหากหญิงสาวจึงตัดความรำคาญใจ
“แต่มันก็ไม่ใช่เวลานี้”เธอเว้นวรรคคำนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดบางประโยคที่ทำให้ชายหนุ่มสะอึก “แม่ของแป้งเพิ่งจะเสียนะคะพี่ปลาจะเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องของพี่ปลามาพูดกับแป้งทำไม”
กัลปพฤกษ์จ้องตอบ “พี่ขอโทษครับ”
เขาหลุบตาลงมองพื้น ดูขรึมขึ้นไม่เหลือเค้าเดิมในวัยเด็กที่ชอบแหย่ ขี้แกล้งและชอบพูดกัดเธอด้วยวาจาเจ็บแสบสักนิดเดียว
แล้วชายหนุ่มก็ถอนเท้าเดินไปสมทบกับมารดาของเขา ที่ยังคงนั่งคุยอยู่กับปิ่นมุกถึงเรื่องจัดการงานศพของมารดาเธอ
แป้งร่ำยืนมองแผ่นหลังชายหนุ่มที่เป็นรักแรกแม้ยามนั้นยังเยาว์ อาจไม่แน่ใจว่านั่นจะเป็นความรักฉันท์ใดแต่ร่างสูงของเขายามนี้เหมือนกำลังเดินไกลออกไป...ทุกที
..................................................