วิวาห์ร้าย...ม่ายรัก

    วิวาห์ร้าย 52



            ครู่ใหญ่ผ่านไปใบหน้าหวานที่เคยหมองหม่นก็เบิกตากว้างกับภาพความสวยงามของธรรมชาติที่เห็นตรงหน้า สายน้ำที่ไหลลงมาอย่างต่อเนื่องมองดูแล้วน่าจะมีความสูงประมาณสิบเมตรเห็นจะได้ ถึงแม้จะไม่สูงมากนักแต่ก็ทำให้คนที่ตกลงมาบาดเจ็บได้เหมือนกัน


            รอยยิ้มหวานยิ้มรับกับบรรยากาศและทิวทัศน์โดยรอบ พลางหันมามองมือที่ยังถูกกุมเอาไว้อยู่ความอบอุ่นแผ่ซ่านภายในใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่โอบล้อมไปด้วยความปลอดภัย


            ถึงแม้จะเจอะเจอกับความหวาดกลัวที่ไม่อาจคาดคิดแต่ความหวาดกลัวที่เคยมีมาถึงเมื่อกี้ ได้หายไปจนหมดสิ้นแล้วและในเวลานี้ก็มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ


            ทว่าเธอไม่สามารถเดาได้เลยว่ากฤษณะคิดอะไรอยู่ อริสาแหงนหน้ามองเสี้ยวหน้าของเขาเนิ่นนานจนกฤษณะหันหน้ามามองเธอแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก


            “มองหน้าพี่มีอะไรรึเปล่า...หืม”


            ดวงตากลมโตจ้องมองเขาตรงๆ “เอ่อ.....”เธอไม่แน่ใจว่าจะถามเขาดีรึเปล่า แต่สุดท้ายก็ถามออกไป


            “พี่กฤษเสียใจบ้างรึเปล่าคะที่คุณตะวันคบกับคุณหมอธีพบ”


            เธอถามในสิ่งที่ยังคับข้องใจมาตั้งแต่โรงพยาบาลเมื่อหลายวันก่อนเธอรู้แล้วละว่าตะวันไม่ได้คิดเช่นไรกับเขา หากแต่คนตรงหน้าที่ส่งยิ้มกลับมาคิดอย่างไรกันหนอ


            ใบหน้าคมเข้มยังคงมีรอยยิ้มจนเธอเริ่มหวั่นๆในสิ่งที่ถามออกไป


            “ลูกหว้าขอโทษค่ะที่ถามอะไรแปลกๆพี่กฤษไม่ต้องสนใจหรอกนะคะ”


            อริสาเสมองไปทางอื่นหลบสายตา แทบจะกัดลิ้นตัวเองที่ถือสิทธิ์ถามคำถามนั้นออกไป เพียงแค่เขาทำดีกับเธอขึ้นมานิดหน่อยเพียงเท่านั้นใช่ว่าเธอจะมีสิทธิ์ยุ่งวุ่นวายเรื่องของเขาได้ ดูท่าเธอจะสำคัญตัวผิดไป


            “ทำไมพี่ต้องเสียใจด้วยล่ะพี่ควรจะแสดงความยินดีกับทั้งสองคนมากกว่าไม่ใช่หรอ”กฤษณะชิงพูดตัดขึ้นมาก่อนที่หญิงสาวจะทันหันหน้าหนีไปอีกทาง


            “ก็คุณตะวันเธอเป็น...เอ่อ”พอพูดมาถึงตอนนี้ ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันทีก่อนจะมีเสียงเข้มดังตอกย้ำความเจ็บปวดนั้นอีกครั้ง


            “คนสำคัญ” เขาพูดต่อให้มองใบหน้าหวานที่สลดลงอย่างน่าสงสาร


            “คนสำคัญที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆอย่างมากก็เป็นได้เพียงน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งเท่านั้น” เมื่อเห็นเธอมองอย่างไม่เข้าใจเขาจึงพูดแถลงไข


            “ก็เพราะว่าเธอเป็นลูกสาวของพ่อเลี้ยงแสงกับแม่เลี้ยงจันทร์ฉาย ซึ่งเป็นเจ้าของไร่องุ่นข้างๆ นี้ พี่เลยไม่อยากมีปัญหาด้วยเพราะเรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน และทีนี้เข้าใจรึยังว่าคนสำคัญที่พี่พูดถึงหมายความว่ายังไง”


            “..........” ถึงจะแอบดีใจกับคำตอบของเขา แต่อริสาก็เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไรแสดงว่าที่ผ่านมาคนตรงหน้าแสดงละครตบตาอยากให้เธอเจ็บปวดเหมือนกับที่เขาต้องเจ็บปวดเพราะต้องมาแต่งงานกับเธอสินะแค่คิดใจดวงน้อยก็รู้สึกหน่วงๆ คล้ายกับคนอกหักใหม่ๆ แต่สำหรับเธอถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่าอกหักตั้งแต่เริ่มรักอีกฝ่ายไปแล้ว


            “เป็นอะไรทำไมถึงเงียบไปล่ะ หืม” น้ำเสียงอ่อนนุ่มส่งต่อมาอย่างต่อเนื่อง


            “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”เธอเลี่ยงที่จะพูดแล้วหันไปมองน้ำตกตรงหน้าแทน ทว่าไม่นานนักก็ต้องหันกลับมาอีกครั้งเมื่อกฤษณะเริ่มตั้งคำถามให้เธอตอบ เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป


            “ชอบมันไหมคิดว่าเป็นยังไงบ้าง”


            ใบหน้าหวานไม่มีแววมึนงงกับคำถามแต่อย่างใด เธอรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร“ค่ะสวยมากเลย พอมองแล้วทำให้รู้สึกสงบ ลูกหว้าชอบมันค่ะ”


            “อย่างงั้นหรอพี่คิดว่าจะทำกระท่อมหลังเล็กๆ เอาไว้แถวๆ นี้สักหลัง”


            ได้ยินแบบนั้นทำให้หัวใจของอริสาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นกระท่อมหลังเล็กๆเธอต้องการใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาออกแบบให้เหมาะกับธรรมชาติสวยๆ ตรงหน้านี้จังเพียงแค่คิดก็รู้สึกสนุกขึ้นมาแล้ว


            “พี่กฤษอยากได้แบบไหนหรอคะ”


            “แบบไหน...นั่นสินะ!!คงสามารถมองดูดาวได้ด้วยมีระเบียงรอบทิศแล้วเวลายืนตรงระเบียงก็สัมผัสได้ถึงไอ้น้ำเย็นๆ”


            “ถ้ามีดอกไม้หอมๆ ด้วยก็คงจะดีนะคะ”


            กฤษณะยิ้มรับกับความคิดของหญิงสาว“ดอกแก้วล่ะ เป็นไง”


            คำถามสั้นๆ ของเขาทำเอาอริสาใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะเธอเคยบอกเขาเอาไว้ว่าชอบกลิ่นของดอกแก้ว ซึ่งดูเหมือนกฤษณะจะยังจดจำได้ทว่าเธอก็ไม่ได้ตอบรับกับคำถามนั้น


            หลังจากยืนดูน้ำตกอยู่เนิ่นนานตอนบ่ายของวันกฤษณะก็ได้พาเธอเดินลัดเลาะไร่องุ่นไปกินมื้อกลางวันด้วยกันที่โรงอาหารกลางไร่อาการขัดเขินพุ่งตรงมายังใบหน้าหวานเป็นสีแดงระเรื่อกับคำเรียกขานของเหล่าคนงานซึ่งเป็นสถานะใหม่ที่เธอไม่คุ้นชิน


            ‘นายหญิง’


            มื้อกลางวันผ่านไปอย่างง่ายๆด้วยข้าวราดแกง จากนั้นกฤษณะก็ได้พาเธอเที่ยวชมภายในไร่องุ่นถึงแม้ระหว่างทางเดินไปน้ำตกจะเห็นมาบ้างแล้วก็ตาม


            แต่พอได้เดินจนทั่วเธอถึงได้รู้ว่า สิ่งที่เธอเห็นมันเป็นเพียงพื้นที่ส่วนเล็กๆ เท่านั้นเพราะเมื่อเดินไปทางปีกซ้ายของไร่ เธอก็ต้องตกตะลึงในความสวยของทุ่งดอกไม้สีเหลืองอร่ามที่แข่งกันเจิดจ้าท้ากับดวงอาทิตย์


            อริสาไม่แน่ใจว่าตัวเองยืนยิ้มให้กับภาพตรงหน้านานเท่าไหร่รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กฤษณะเด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นมาให้เธอแล้วบอกชื่อดอกไม้ดอกนั้นว่า‘ดอกบัวตอง’ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ สามารถเพิ่มไนโตรเจนในดินได้เหมือนพืชตระกูลถั่ว


            และที่ไม่อยากจะเชื่อคือละอองของมันยังสามารถนำไปสกัดเป็นเครื่องสำอางได้อีกด้วยเขาเล่าสรรพคุณต่างๆ ให้เธอฟังต่ออีกหน่อย ก็มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามากฤษณะจึงขอตัวไปรับสายกอปรกับใบหน้าคมเข้มฉายแววตึงเครียดกับเรื่องที่คนปลายสายบอกผ่านมาและเมื่อเธอเอ่ยถามเขากลับบอกว่าไม่มีอะไร


            เดินมาได้สักพักท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มบ่งบอกว่าเวลานี้ใกล้จะเย็นเต็มทีแล้วเธอเห็นคนงานหลายคนเดินถือจอบมาจากที่ไกลๆ


            ‘ลมเย็นๆ เรามาเล่นชักว่าว ชักเบา ๆอย่าให้ว่าวมันติดลมเมียถามว่าชักอย่างไร เมียถามว่าชักอย่างไร เอามือ...ชักขึ้นชักลง’


            เสียงเพลงขับร้องดังแว่วมากับสายลมอริสาหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู หากไม่ติดตรงเนื้อร้องของเพลงเธอคงหัวเราะออกมาแล้วกับความน่ารักในการหยอกเย้าของคู่ชายหญิงที่เดินจีบกันระหว่างกลับไปยังบ้านพัก


            กฤษณะหัวเราะหึ หึ  เบาๆ ในลำคอให้กับหญิงสาวข้างกายเห็นใบหน้าหวานในยามนี้รู้สึกชอบใจอย่างบอกไม่ถูกก่อนที่มือใหญ่จะดึงมือเธอให้เดินกลับไปพร้อมกัน