เฉินเสียสติตะคอกเสียงดัง “ข้าก็แค่เห็นเจ้ามันขัดหูขัดตาเท่านั้น!”
“ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเจอเจ้าครั้งล่าสุดเมื่อใด แล้วจะไปทำอะไรให้เจ้ารู้สึกขัดหูขัดตากัน?”
เฉินหลี่เจิงที่กำลังข่มอารมณ์อยู่นั้นหันมองชายหนุ่มทั้งสองคน ก่อนจะถามหลานชาย “ยังไม่รีบพูดมาอีก ตกลงเจ้าเอาพระพุทธรูปของเขาไปไว้ที่ไหน รีบนำออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ข้าไม่เห็นมันจริง ๆ” เฉินเสียสติรีบตอบอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้เป็นความสัตย์จริง”
“แล้วเหตุใดเจ้าต้องไปเผาบ้านของเขา?”
เฉินเสียสติใช้เวลาอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาอย่างคลุมเครือว่าเดิมทีนั้นเขาแอบหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านนามว่าถังซิ่ว แต่ถังซิ่วไม่เพียงไม่รับรักเขา แล้วกลับไปชอบฉีจิง และมักวิ่งไปที่บ้านของฉีจิงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นด้วยความโกรธและหึงหวง สุดท้ายเฉินเสียสติจึงไปเผาบ้านของฉีจิง เพราะคิดอยากขับไล่ชายหนุ่มให้ออกไปจากหมู่บ้านเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่ทันที่คนอื่นจะพูดอะไร แม่ของถังซิ่วก็เดินออกมาแล้วต่อว่าเขาทันที “เจ้าขี้เกลื้อน ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ลองก้มดูสารรูปของตัวเองก่อนว่าสกปรกน่าเกลียดขนาดไหน ยังมีหน้าจะมาชอบพอซิ่วเอ๋อร์ลูกสาวของข้า…ซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้านทุกวัน จะไปบ้านฉีตอนไหนกัน เจ้าอย่ามากล่าวหากันมั่ว ๆ เพื่อทำลายชื่อเสียงนางนะ!”
“หน้าด้าน! ไร้ยางอาย!” ใครคนหนึ่งในที่นั้นพึมพำเสียงต่ำ
แม่ของซิ่วเอ๋อร์หันไปตามที่มาของเสียงบริภาษนั้นทันที “ถังกุ้ยฮวา อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่านะว่าเป็นเจ้า มีอะไรเจ้าก็ออกมาพูดต่อหน้า อย่ามานินทาอยู่ด้านหลัง ใครหน้าด้าน ในหมู่บ้านนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าวัน ๆ เจ้าเอาแต่วิ่งแจ้นไปหาฉีจิงที่บ้าน คอยประจบเอาใจเขา เจ้าต่างหากคือคนที่ไร้ยางอายที่สุดในหมู่บ้าน!”
“ถุย!” ท่านย่าซุนถ่มน้ำลายลงพื้น “แล้วเจ้าดีกว่าตรงไหนหรือ ถึงได้มีหน้ามาต่อว่าลูกสาวของข้า เจ้าเองก็เป็นแค่สะใภ้ใจง่ายที่ชอบมั่วโลกีย์ จะสอนลูกสาวออกมาได้ดีแค่ไหนกันเชียว ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่คิดถึงผู้ชายหรอกหรือ วัน ๆ เอาแต่เดินบิดหลังค่อมไปมา ดูแล้วช่างเป็นหญิงที่ดีเสียจริง ๆ”
สีหน้าของชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเคร่งขรึมขึ้น เมื่อคิดว่าตอนแรกอาจจะถือโอกาสนี้กดความหยิ่งผยองของตระกูลเฉินลง แต่กลายเป็นว่าคนในตระกูลถังกลับเริ่มทะเลาะกันเอง เขาจึงใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นอย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันดังว่า
“หุบปาก! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์จะมาพูดอะไรที่นี่”
ท่านย่าซุนซึ่งปกติเป็นคนไม่ยอมใคร รวมทั้งมารดาของถังซิ่วรีบปิดปากเงียบเสียงลงทันที รออยู่ชั่วอึดใจหนึ่งเฉินหลี่เจิงก็ส่ายหัวเบา ๆ แล้วหันกลับมาคาดคั้นกับเฉินเสียสติว่า
“เจ้ารีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะว่าเอาพระพุทธรูปทองคำของเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ท่านลุงข้าไม่เห็นจริง ๆ” เฉินเสียสติที่ถูกมารดาของหญิงที่ตนรักก่นด่าจนรู้สึกทั้งโกรธ อับอาย เขาพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญว่า “แม้แต่ข้างในบ้านของเขาข้าก็ยังไม่ได้เข้าไปด้วยซ้ำ! ข้าจะไปกล้าโกหกท่านได้อย่างไร”
เฉินเสียสติยืนยันเสียงหนักแน่น และไม่ว่าจะถูกใครขู่เข็ญขนาดไหน เขาก็ยังไม่เปลี่ยนคำพูด จนชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางหันกลับไปถามฉีจิงอีกครั้ง
“เรื่องที่เจ้าเลวคนนี้สารภาพไปนั้น เจ้าคิดเห็นเช่นไร บ้านที่เขาอยู่ข้าจะยกให้เป็นค่าชดเชยให้เจ้า ต่อไปเจ้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักอาศัยอีก”
ชายหนุ่มแสดงความเคารพพลางกล่าว “เฉินหลี่เจิง ข้าอยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัยชั่วคราว เดิมทีข้าก็ยอมรับในน้ำใจของท่าน หากเขาต้องการแค่เงิน หรือทำไปเพราะระบายอารมณ์โกรธ ข้าจะไม่ว่าอะไรมาก และคงไม่ถือสาหาความอะไรเขา แต่ครั้งนี้เขาต้องการฆ่าน้องชายของข้า พ่อกับแม่ก็สิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ข้าเหลือเพียงน้องชายคนเดียวเท่านั้นที่เป็นญาติสนิท เรื่องนี้ข้ายอมไม่ได้จริง ๆ เพราะฉะนั้นข้าจะแจ้งเรื่องนี้ต่อทางการ”
ได้ยินดังนั้นเฉินหลี่เจิงก็ใบหน้าถอดสีลงทันที เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มแซ่ฉีผู้นี้กล่าวนั้นถูกต้องทุกคำ เฉินเสียสติต้องการจะฆ่าคนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องแจ้งต่อทางการ
ฝูงชนในบริเวณนั้นเริ่มเงียบเสียงลง เฉินเสียสติเองก็เริ่มตระหนักถึงอะไรบางอย่าง ด้วยความตกใจเขาหันไปหาฉีจิงพูดปากคอสั่น “แจ้ง…แจ้งทางการอะไรกัน เจ้าเด็กโง่คนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังไม่ตายเสียหน่อย”
เฉินหลี่เจิงเตะขาหลานชายด้วยความโกรธอีกครั้ง ส่วนฉีจิงกล่าวอย่างเย็นชา ไร้ความรู้สึก
“ที่น้องชายข้าโชคดีไม่เป็นอะไร ก็เพราะว่าได้หญิงสาวตัวเล็กจากตระกูลถังเข้าไปช่วยเหลือ” พูดพร้อมกับเหลือบมองถังฉือเย่นิดหนึ่ง “ไม่เช่นนั้นพวกข้าสองพี่น้องในตอนนี้ก็คงจะต้องแยกกันเพราะความตายแล้ว ข้าไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเจ้า น้องชายข้าไม่เคยแม้แต่จะเจอเจ้าด้วยซ้ำ แต่เขาต้องมาสละชีวิต เพียงเพราะความอิจฉาเล็ก ๆ ของเจ้า คนชั่วช้าต่ำทรามเช่นเจ้า ข้าจะต้องแจ้งต่อทางการให้เขาลงโทษเจ้าอย่างสาสม”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางไตร่ตรองพร้อมส่งสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างไปถึงฉีจิงอย่างละเอียด…ชายชราผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลเฉินนั้นไม่มีทางยอมแจ้งต่อทางการแน่นอน ด้วยตำแหน่งและเป็นญาติสนิทของเฉินเสียสติ หากหลานชายถูกส่งเข้าคุกของทางการ ไม่มีทางเลยที่จะได้กลับออกมา!
เพียงแต่ว่าสิ่งที่ฉีจิงพูดนั้นหมายถึงอะไรกัน?
นางเชื่อว่าฉีจิงเองก็คงไม่ต้องการที่จะแจ้งต่อทางการ หากเขายังต้องการอยู่ที่นี่ต่อ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องมีปากเสียงกับคนในหมู่บ้าน…หรือความหมายของเขา น่าจะหมายถึงควรมอบน้ำใจนี้ให้นาง
ส่วนชายชราหัวหน้าตระกูลถังนั้น เขาคงอยากได้ตำแหน่งของเฉินหลี่เจิงแน่นอน แต่เพียงแค่เฉินเสียสติคนเดียวคงไม่สามารถทำอะไรเฉินหลี่เจิงได้ เขาคงไม่ถูกถอดออกจากตำแหน่งเพียงเพราะคดีนี้คดีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่หัวหน้าตระกูลถังต้องการคือ ใช้โอกาสจากเรื่องนี้ เพื่อลดชื่อเสียงและอำนาจของเฉินหลี่เจิงที่มีในหมู่บ้านให้มากที่สุดต่างหาก
หญิงสาวครุ่นคิดมากมายในหัว และรู้ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นนางจึงค่อย ๆ เข้าไปหาท่านหัวหน้าตระกูลอย่างเงียบ ๆ พลางกระซิบว่า
“ท่านลุง”
ถังฉือเย่เรียกเขาว่าลุงก็เพราะตามลำดับรุ่นในตระกูลเท่านั้น ส่วนหัวหน้าตระกูลถังไม่ได้รู้จักนาง ไม่รู้ว่านางคือผู้ที่ช่วยฉีหยางออกมา แต่ลูกชายของเขาที่กำลังประคองบิดาอยู่นั้นได้กระซิบบอกข้างหู ชายชราจึงหันมาและลูบที่ศีรษะนางเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน
“เย่เอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ตอบด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ท่านลุง ข้าไปขอร้องฉีจิงให้ดีหรือไม่?”
ดวงตาของท่านหัวหน้าตระกูลถังเป็นประกายขึ้นมาทันที ถามว่า “เหตุใดจึงต้องไปขอร้องเขาด้วยล่ะ?”
ถังฉือเย่กะพริบตาและกล่าวอย่างชาญฉลาด “หมู่บ้านจวี้เป่าของเรา มีเพียงข้าที่สามารถพูดกับเขาได้ ข้าฟังคำของท่านลุง หากท่านลุงต้องการให้ข้าไปขอร้อง ข้าก็จะไป”
“ช่างเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก” ชายชราหัวเราะเบา ๆ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เกาะแขนนางไว้แล้วเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ
เฉินหลี่เจิงกล่าวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้รับการอบรมจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก จึงกล้าทำเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าไม่ดีเอง ไม่ได้อบรมสั่งสอนให้ดี เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกฉีจิง ข้าจะรีบให้คนมาลากตัวเขาไปลงโทษต่อบรรพบุรุษ ไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่นอน”
ฉีจิงส่ายหน้าเล็กน้อย “เฉินหลี่เจิง ข้าเป็นคนนอกหมู่บ้าน ข้าไม่ได้มีญาติสนิทที่ไหน หากก่อเรื่องร้ายแรงอย่างนี้แล้วปล่อยไปง่าย ๆ ต่อไปหากมีใครมารังแกข้าถึงหน้าประตู ข้าจะทำอย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ท่านจะต้องจัดการอย่างระมัดระวังและเที่ยงธรรม!”
คำพูดทุกคำของชายหนุ่มล้วนมีเหตุผล มีน้ำหนักจนทำให้เฉินหลี่เจิงปวดศีรษะขึ้นมา ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่หัวหน้าตระกูลถังเอ่ยปากว่า
“ชีวิตคนสำคัญใหญ่หลวง พ่อหนุ่มฉีแม้ว่าน้องชายเจ้าจะโชคดีรอดมาได้ แต่ชายผู้นี้เกิดมามีจิตใจบ้าคลั่งแถมยังอำมหิต สมควรแล้วที่เขาจะถูกลงโทษ”
“ท่านผู้อาวุโส” ฉีจิงพูดอย่างสุภาพ “ท่านเรียกข้าว่าอาฉีก็ได้ขอรับ”
“อาฉี…” หัวหน้าตระกูลถังตอบรับ “ความแค้นที่ประทุษร้ายผู้อื่นเยี่ยงนี้ จะปล่อยไปง่าย ๆ ไม่ได้ ครั้งนี้โชคดีที่ได้เย่เอ๋อร์ช่วยไว้ ข้าจะคุยเป็นการส่วนตัวให้ จะไม่ส่งเจ้าให้กับทางการ แต่จะให้หลี่เจิงจัดการเองดีหรือไม่”
ชายหนุ่มหันไปมองที่เฉินหลี่เจิงอย่างลังเล ตอนนี้ชายผู้นั้นคงรู้สึกเหมือนกำลังถูกสุมไฟย่าง เพราะหากยอมรับก็เท่ากับว่าเขาติดหนี้น้ำใจของหัวหน้าตระกูลถัง แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก เฉินหลี่เจิงจึงจำต้องยอมรับ
“ตกลง! เรื่องนี้ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ข้าจะจัดการอย่างยุติธรรม พ่อหนุ่มฉีวางใจได้”
“ท่านลุง!” เฉินเสียสติตกใจร้องลั่น แต่ในเมื่อเฉินหลี่เจิงตัดสินใจแล้วเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป หัวหน้าตระกูลเฉินจึงหันไปเรียกคนของสกุลเฉินเข้ามาจำนวนหนึ่งแล้วจัดการมัดเฉินเสียสติก่อนจะลากถูลู่ถูกังออกไป
เฉินเสียสติพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เขาก็ถูกปิดปากก่อนจะพาไปที่ศาลบรรพบุรุษเฉินซื่อในที่สุด ซึ่งที่ศาลบรรพชนนี้ไม่อนุญาตให้คนสกุลอื่นเข้าไปจะมีเพียงชายหนุ่มของตระกูลเฉินเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เพราะฉะนั้นคนอื่น ๆ จึงรวมตัวกันรอดูสถานการณ์อยู่ภายนอก
เฉินหลี่เจิงเรียกให้คนไปเอากระดานไม้ไผ่มา พลางถอดกางเกงของเฉินเสียสติ และตีลงไปอย่างแรง!
.
.
.