ตอนที่ 29: เชิญการตัดสินศักดิ์สิทธิ์
“บัดซบ ! ” สายตาของหลินอี้แสดงความอาฆาตออกมา
แน่นอนว่าการที่เ้าของร่างเดิมได้เข้าไปทำงานที่ศาลาว่าการเขตและกลายเป็นักโทษก็เพื่อเป็แพะรับบาปจากนั้นวันนี้พ่อบุญธรรมของเขา ซูหวายจื้อก็โดนไล่ออกจากสถานศึกษาซึ่งก็เป็ส่วนหนึ่งในแผนของซูหลี่เหรินเป้าหมายก็เพื่ออาคมลัทธิเต๋า จากนั้นเขาก็จะใช้อาคมลัทธิเต๋าเพื่อดูดซับเืของปัญญาชนในสถานศึกษาเพื่อช่วยในการทะลวงผ่าน!
เฉินจิ้นเป่ยกัดฟันแน่นและพูดขึ้นมา “บัดซบ ! ”
เจิ้งจือชิวพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “ไม่คิดเลยว่าสำนักศึกษาจวินจี๋จะบ่มเพาะคนเช่นนี้...”
เฮ้อว่านเฉิงส่ายหน้าและพูดขึ้น “อาคมลัทธิเต๋าทำให้คนคิดถึงทางลัดมันทำให้คนแกร่งขึ้นได้ ซูหลี่เหรินทำผิด สำนักศึกษาจวินจี๋คงยากจะหลีกหนีความผิดได้! ”
.....
“ช่างเป็เกียรติจริงๆ ! ” ที่หน้าผากมีเหอเหวยจวินเส้นเืปูดขึ้นมาเขายกมือขึ้นตบซูหลี่เหรินทำให้อีกฝ่ายกระเด็นไปหลายร้อยเมตร
ตูม...ตอนที่กระแทกกับพื้นนั้นก็มีรอยเืกระจายไปทั่วพื้น
อึก...ซูหลี่เหรินกระอักเืออกมา เขาตื่นขึ้นเพราะความเ็ปเขานึกถึงสิ่งที่ตนเองพูดเมื่อครู่ก็สีหน้าหม่นหมองลงไปทันที ตัวเขาสั่นระริกไม่รู้ว่ามาจากเพราะความเ็ปรึความกลัวกันแน่
“ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงได้าเ็ ? ” ซูฉางหยู่เดินเข้ามาด้วยไม้เท้า เขามาเห็นตอนที่ซูหลี่เหรินกระอักเืและกระแทกกับพื้นเขาแปลกใจอย่างมาก
เขายังคิดภาพอยู่เลยว่าหลินอี้กับเฉินจิ้นเป่ยจะตายยังไง
กลับกลายเป็พี่เขาเองที่าเ็ ?
ซูฉางหยู่สีหน้าหม่นลง เขารีบมองไปที่คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋และพูดขึ้นเสียงดัง“คณบดี เหตุใดท่านถึงไม่ฆ่าหลินอี้และเฉินจิ้นเป่ย ในฐานะคณบดีแล้วท่านกลับนิ่งเฉย ! ”
“รีบฆ่าโจรนี่ซะเพื่อเพิ่มชื่อเสียงสำนักศึกษาจวินจี๋ ! ”
ซูฉางหยู่ไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด เขาแค่คิดอยากให้หลินอี้ตายเร็ว ๆ
สายตาของหลินอี้เ็าขึ้นมา เขาเดินไปหาซูฉางหยู่และซูหลี่เหริน ก่อนจะพูดขึ้นเสียงต่ำ
“ติดสินบนหัวหน้าเขต, เพื่อให้ข้าเป็แพะรับบาป,ไล่ซูหวายจื้อ, คิดดูดซับแก่นเืของปัญญาชน สำหรับเ้าแล้ว... ”
“ในสายตาของเ้า คนธรรมดานั้นสมควรตายอย่างไร้ค่ารึ ? ”
หลินอี้เดินเข้าหาซูฉางหยู่และซูหลี่เหรินช้า ๆ สายตาเขาแสดงความอาฆาตออกมาคนตระกูลซูกลัวจนไม่กล้าจะกระดิกตัว
ขณะที่คณบดีทั้งสามสำนักศึกษาไม่ได้คิดจะห้ามเขา
หลินอี้ที่เป็แพะรับบาปของซูหลี่เหรินนั้นต้องมีความแค้นเคืองในใจอยู่แล้ว
มันเป็เื่ดีที่ให้เขาได้ปลดปล่อยความแค้นออกมาบ้างเพื่อไม่ให้กำเนิดปิศาจในใจในอนาคต
“เ้าจะทำอะไร ? ” ซูฉางหยู่กลัวจนิญญาสั่นไหวเขาโน้มตัวพิงไม้เท้าและะโใส่เหอเหวยจวิน “คณบดี มีคนจะฆ่าข้าทำไมท่านถึงได้นิ่งเฉย ? รีบฆ่าเขาซะ ! ”
“เป็ความผิดของเ้าเอง ! ”เจิ้งจือชิวหันกลับเลือกที่จะไม่สนใจ
“เ้าคงไม่อาจจะมีชีวิตรอดจากความผิดที่เ้าได้ก่อ ! ” เฮ้อว่านเฉิงฮึดฮัดออกมาด้วยน้ำเสียงเ็าและเลือกที่จะไม่สนใจเช่นกัน
“ความตายยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ ! ” สายตาของเหอเหวยจวินแสดงความเ็าออกมาเขาป้องมือให้กับทางตะวันออกและพูดขึ้น “ช่วยตัดสินด้วย ! ”
วู๊.....!!!
ทันทีที่เขาพูดจบก็มีพลังวรรณกรรมปะทุขึ้นบนท้องฟ้าเหนือเมืองต้าซิงก่อตัวเป็เมฆวรรณกรรมพร้อมพลังสีม่วงไหลมาจากทางตะวันออก
แสงสีทองส่องประกายลงมาจากเมฆพร้อมเงาสีทองขนาดใหญ่ยืนอยู่บนก้อนเมฆ
เขาถือตำราในมือซ้ายและกระบองในมือขวา เขาสวมมงกุฎศักดิ์สิทธิ์ เขาแผ่พลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากนั้นก็มีเสียงดังขึ้น
“พูดมา ! ”
คนในเมืองไม่เคยเห็นปาฏิหาริย์เช่นนี้มาก่อน ทุกคนต่างก็พากันคุกเข่าลงกับพื้น
เจิ้งจือชิว, เฮ้อว่านเฉิง และเฉินจิ้นเป่ย ที่สีหน้าเครียดต่างก็พากันคำนับราวกับศิษย์
นี่คือเงาของเซียนแห่งต้าเหยียน หลังจากที่กลายเป็เซียนแล้วเขาก็ได้ทิ้งจิตไว้ในโลก
ใครก็ตามที่ขึ้นไปถึงสุภาพชนระดับ 4 ได้นั้นสามารถเรียกความศักดิ์สิทธิ์มาใช้ได้ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ
อัตราความสำเร็จในการเรียกต้องนั้นจะต่างกันออกไปตามแต่บุคคล เป้าหมายก็เพื่อให้เซียนตัดสินคดีของปัญญาชนและตัดสินคนที่มีจิตใจใฝ่วรรณกรรม
ภายใต้เงื่อนไขปกติแล้ว เมื่อผู้มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมกระทำผิดสถานศักดิ์สิทธิ์จะทำการตัดสิน สำนักศึกษาจะจับตัวผู้กระทำผิดส่งตัวให้กับสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นเพราะปัญญาชนนั้นมีจิตใจใฝ่วรรณกรรม
พวกเขาเป็ศิษย์ของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น สำนักศึกษาที่ฝึกฝนพวกเขาเป็แค่สำนักศึกษาในนามเท่านั้น
มันคือพิธีสำคัญในการขอการตัดสินศักดิ์สิทธิ์ มันคือการเรียกเซียนผู้ปกครองมาตัดสินมันไม่จำเป็ต้องไปถึงสถานศักดิ์สิทธิ์ เซียนจะทำการตัดสินด้วยตัวเอง
ทั้งเร็วกว่าและยุติธรรมกว่า !
แต่ราคาของการใช้การตัดสินศักดิ์สิทธิ์นั้นสูงอย่างมากมันเท่ากับการใช้พลังทั้งหมดของสุภาพชนระดับ 4
“ทำไมถึงเรียกการตัดสินศักดิ์สิทธิ์โดยใช้พลังทั้งหมดของเ้า ?รึว่า...ทำแบบนี้ก็เพื่อข้า ? ”
หลินอี้หวั่นไหวเล็กน้อยเขาเริ่มประทับใจในตัวเหอเหวยจวินมากขึ้น
เขารู้ราคาในการเรียกใช้การตัดสินศักดิ์สิทธิ์
ตราบใดที่เซียนตัดสินว่าซูหลี่เหรินมีความผิด เขาจะถูกลงโทษกับสิ่งที่เขาจะทำลงไป
เขาไม่ต้องกังวลสิ่งใด
“ไม่ ....ไม่ คณบดี ศิษย์รู้แล้วว่าข้าทำผิด หลินอี้ยังไม่ตายนิศิษย์ยังไม่ฆ่าใครเลย ความผิดนี้ไม่คู่ควรตาย ! ” ซูหลี่เหรินหน้าซีดด้วยความกลัว ใจเขาแทบทะลุออกมาจากอก
คณบดีเรียกการตัดสินศักดิ์สิทธิ์มาใช้ มันชัดเจนแล้วว่าเขาไม่มีทางเอาตัวรอดไปได้เลย
เหอเหวยจวินสีหน้าเครียด เขาโค้งให้กับเงาของเซียนและพูดขึ้น
“ตอนนี้ซูหลี่เหริน ศิษย์สำนักศึกษาจวินจี๋ของข้าทำผิดทั้งคำพูดและการกระทำ, ฝ่าฝืนกฎศักดิ์สิทธิ์และกระทำการชั่วร้ายข้าจึงขอให้ท่านเซียนตัดสิน ! ”
“ไม่ ศิษย์ไม่ผิด ศิษย์ยังไม่ได้ฆ่าใครเลย ! ”
“คณบดีเหอเหวยจวินอยากจะรับหลินอี้เป็ศิษย์ และ้าฆ่าข้าเพื่อทำให้หลินอี้พอใจเขาทำให้ฐานะอาจารย์เสื่อมเสีย ! ”
“ท่านเซียน โปรดจัดการเหอเหวยจวิน คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋ด้วย ! ”
ซูหลี่เหรินะโออกมาโดยไม่ลังเล เขาคุกเข่าลงกับพื้น เขากัดฟันแน่นราวกับกำลังแค้นเคือง
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงต่างก็อึ้ง
ชายคนนี้...อยากตายเร็วกว่านี้รึ ?
สายตาของเหอเหวยจวินสะท้อนแสงเ็าออกมา เขาประกบมือและพูดขึ้นเสียงดัง“โปรดตัดสินด้วย ! ”
เงาของเซียนบนเมฆวรรณกรรมพลิกตำราในมือซ้ายราวกับกำลังดูบางอย่าง
มีข่าวลือว่าตำราในมือเซียนนั้นสามารถตรวจสอบการกระทำของผู้คนได้มันขึ้นอยู่กับเซียนจะตัดสินว่าการกระทำนี้นั้นผิดจนต้องโทษตายรึไม่ ไม่นาน....เมื่อปิดตำราลงเงาของเซียนบนเมฆวรรณกรรมก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา เสียงของเซียนดังขึ้น
“เ้ามีความผิด ! ”
“ไม่..... ! ”ซูหลี่เหรินะโออกมา เขาแสดงสีหน้าไม่พอใจ “ข้าไม่ผิด ข้าไม่ยอมรับ... ”
“เหิมเกริม ! ”เหอเหวยจวินมองไปที่ซูหลี่เหรินและด่าออกมา “ดูิ่ท่านเซียน,ไม่เคารพคำตัดสินศักดิ์สิทธิ์ กำเริบสืบสาน ! ”
ในเวลาเดียวกันเงาของเซียนก็ไม่หายไป เขายังยืนอยู่บนเมฆเขาลดสายตาลงราวกับมองลงมายังโลก
“เกิดอะไรขึ้น ? หลังจากที่ท่านเซียนตัดสิน เขาน่าจะกลับไป... ” เหอเหวยจวินสงสัย
“ท่านเซียนกำลังมองมายังโลกราวกับมองดูใครสักคน บางทีเขาอาจจะมองข้าอยู่ ? ” เจิ้งจือชิวหน้าซีด
ตอนที่เขาสู้กับเฮ้อว่านเฉิงเมื่อครู่ เขาทำตัวไม่เหมาะสมกับปัญญาชน....
“น่าจะเป็เช่นนั้น ! ”เฮ้อว่านเฉิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เจิ้งจือชิวไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่มองค้อนเฮ้อว่านเฉิง
ตอนนั้นหลินอี้กลับรู้สึกอึ้ง มันราวกับมีคนจ้องเขาอยู่มันเหมือนกับมีแสงส่องมาที่หลังเขา
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองเงาของเซียน เขาก็แสบตาจนต้องหลับตาราวกับตากำลังโดนเผา
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าร่างกายตัวเองกลับยืนนิ่ง ไม่อาจจะขยับได้
ในเวลาเดียวกันก็มีแรงสูบดูดเขาเข้าไปในมิติ....