ปี พ.ศ.2533
ปลายเส้นผมนุ่มสลวยที่ถูกรวบเป็หางม้าเหนือท้ายทอยแกว่งไปมา แม้เ้าของจะซ่อนมันในหมวกแก๊ปใบสวย เด็กสาวรูปรางปราดเปรียวกำลังวิ่งกระหืดกระหอบ เข้ามาที่ตึกR&M บริษัทที่ผลิตนักร้องชื่อดังประทับฟ้าเมืองไทยหลายสิบคน และในขณะเดียวกันก็เปิดเป็บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ โรงเรียนสอนดนตรี และ สื่อสิ่งพิมพ์ มีนิตยสารหัวนอกอยู่ถึงสองเล่ม และเปิดเป็สำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย
โซดาสาวน้อยวัยสิบเจ็ดรีบผลักบานประตูกระจกสีชาของบริษัทอย่างรีบเร่ง ท่าทางรีบร้อนของเธอทำให้คนบริเวณหันมามองสาวน้อยร่างเพรียวบางที่สูงประมาณ167 ซม. ใบหน้าเนียนสวยเปื้อนเหงื่อและดวงตากลมโตใสซื่อสะกดสายตาของที่เผลอมองมา
“ขอโทษเด้อคะ ห้องอบรมเขียนนิยายไปทางไหนคะ”
สำเนียงสาวอีสานทำให้เกิดเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น โซดายกมือปิดปากอย่าเพิ่งนึกได้ ประชาสัมพันธ์คนสวยแอบเช็ดน้ำตาที่เล็ดเพราะสำเนียงไม่เข้ากับหน้าใส ๆของเธอ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ลิฟต์ไม่ไกลนัก
“มาอบรม ‘เขียนง่าย ๆกลายเป็เล่ม ๆ’ ใช่ไหมคะ เชิญที่ชั้นสิบเอ็ดเลยค่ะ”
“ขอบคุณหลาย ๆ ค๊า”
โซดาอยากตบปากตัวเองนัก แต่เกรงว่าถ้ายิ่งยืนอยู่ตรงนั้นจะยิ่งทำอะไรน่าอายเข้าไปใหญ่ เท้าที่สวยรองเท้าผ้าใบคู่เก่ารีบวิ่งไปที่ลิฟต์ทันที แล้วนิ้วเรียวก็กดหมายเลขชั้นที่้าไป
วันนี้เป็วันแรกของการมาอบรม‘เขียนง่าย ๆ กลายเป็เล่ม ๆ’ ที่โซดาเขียนความเรียงส่งประกวดในนิตยสารฉบับหนึ่ง ซึ่งรางวัลของมันก็คือได้เป็หนึ่งในสิบหกคนที่เข้ามาอบรมเขียนหนังสือที่บริษัทR&Mแห่งนี้ โดยมีวิทยากร ชื่อดัง คือ ‘ดุจตะวัน’ หรือ ‘ปกรณ์’นักเขียนสุดปลื้มของโซดา เธอหลงรักตัวหนังสือที่ดุจตะวันเขียนและเขาเป็แรงบันดาลใจของเธอที่ทำให้เธอ เด็กสาวจากร้อยเอ็ดอยากเป็นักเขียนชื่อดังกะเค้าบ้าง
“เออ คิวถ่ายแบบเลื่อนไปได้ไหม เหนื่อย เพลียเข้าใจไหม!” เสียงดังจากคนข้าง ๆทำให้โซดาหันไปมองอย่างเพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้มีเธอคนเดียวในลิฟต์
“เป็ผู้จัดการยังไง! เลื่อนคิวแค่นี้ทำไม่ได้หรือไง ไม่ไปก็คือไม่ไปไง”
เสียงที่ดังอยู่ข้างๆโซดาอยู่ห่างกันแค่ไม่ถึงก้าวครึ่ง แม้ว่าร่างสูงโปร่งจะคุยโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดอยู่ แต่เสียงที่ตะคอกราวกับจะะโให้คนที่อยู่อีกสอง่ตึกได้ยินด้วย ทันทีที่ผู้โดยลิฟต์คนเดียวกับเธอพับมือถือเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ โซดาก็จำได้ทันทีว่าเคยหน้าตาแบบในโทรทัศน์และหน้านิตยสารหลายฉบับ
“พี่ปลายศร” โซดาพึมพำออกมาเบา ๆ แต่มันคงดังพอที่จะทำให้ร่างสูงโปร่งหันมามองก่อนที่จะถอดแว่นกันแดดสุดเท่ออกแหนบที่คอเสื้อ
“เฮ้อ!แม้แต่อยู่ในลิฟต์ยังไม่มีเวลาเป็ส่วนตัวเลยหรือเนี้ย!” นักร้องหนุ่มสุดฮอตส่ายหน้าระอาใจ เขาหยิบปากกาเมจิกคู่ใจ ขยับเท้าเข้าไปใกล้ร่างเพรียวบางของเด็กสาวที่ยืนนิ่งตะลึงนะจังงังอยู่กับที่ ก่อนที่จะตวัดข้อมือเซ็นชื่อตัวเองลงบนปีกหมวกที่โซดาสวมอยู่
ปิ๊ง!
ลิฟต์ดังขึ้นก่อนที่ประตูจะเปิดออก นักร้องหนุ่มยิ้มมาดนายแบบก่อนเหลือบมองไปที่แผงหมายเลขข้างประตู
“อ้าว! ชั้นเดียวกันเหรอ มาอบรมใช่ไหมพยายามหน่อยนะ แต่แหม! ปลื้มพี่มากแค่ไหนก็ไม่ต้องใช้วิธีนี้ก็ได้ ” เ้าของร่างสูงโปร่งเอ่ยต่อแบบไม่สนใจคนที่อ้าปากค้างอยู่
แต่ที่เรียกสติของสาวน้อยได้คำว่า อบรม ทำให้ร่างเพรียวบางรีบก้าวออกมาจากลิฟต์ทันที โซดามองตามร่างสูงโปร่งที่เดินนำหน้าเธอออกมาก่อน พอนึกขึ้นได้ก็ถอดหมวกแก็ปออกจ้องมองลายเซ็นยึกยือบนหมวกใบเก่งของเธอ
“ฮ่วย!” โซดาเผลอบ่นออกมาอย่างเก็บอารมณ์ไม่อยู่ “ใครเค้าอยากได้ลายเซ็นอ่ะ คนอะไรหลงตัวเองชะมัด!!!”
โซดายัดหมวกใส่เป้ที่คล้องไหล่อยู่จะขว้างทิ้งก็เสียดายของ พลางเดินไปตามแผ่นป้ายที่เขียนบอกทางไปห้องอบรมเขียน‘เขียนง่าย ๆ กลายเป็เล่ม ๆ ’เธอรู้อยู่หรอกวิทยากรในครั้งนี้มี “ปลายศร” ดาราหนุ่มยอดฮิตที่เพิ่งทำสถิติพ๊อกเก็ตบุ๊คส์ขายดีที่สุด ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงถึงสองพันเล่ม เมื่องานมหกรรมหนังสือฯ ที่ผ่านมา
แต่...เปล่าเลย... โซดาอยากเจอพี่ปกรณ์ เ้าของนามปากกา“ดุจตะวัน” ฉายาเ้าชายโรแมนติกที่เขียนนิยายได้หวานซึ้งต่างหากเล่า!
ทันทีที่โซดาเปิดประตูห้องเข้าไป เธอกลายเป็จุดสนใจในวินาทีนั้นทันที ประเมินด้วยสายตาแล้วเธอน่าจะอายุน้อยที่สุดในบรรดาสิบหกคนที่ได้มาอบรมฟรีในครั้งนี้ ใช่ ! ถ้ามันไม่ “ฟรี” เธอก็ไม่มีปัญญาได้มายืนอยู่ในนี้หรอก เธอเคยเห็นโบชัวร์เวิร์คชอปของที่นี้แค่สามวันค่าเรียนแพงลิบลิ่ว เด็กกำพร้าอย่างเธอไม่มีปัญญามาเรียนแน่ ๆ
“มาครบกันแล้วใช่ไหมครับ”
เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนักสุดปลื้มของโซดานามดุจตะวัน ร่างสูงโปร่ง ดวงตาอบอุ่นกับผมดำขลับยาวสลวยอย่างที่ผู้หญิงแท้ๆอย่างเธอยังอาย
โซดาสาวน้อยแสนห้าวในสายตาคนรอบข้างแต่กลับมีความฝันตรงข้ามกับลักษณะนิสัยภายนอก ไม่รู้ว่าเป็เพราะ “โชค” หรือ “ฝีมือ” ที่ทำให้ได้เข้ามาอบรมการเขียนที่นี่บริษัทใหญ่โตอย่างนี้เธอได้แต่ฝันกลางวันเท่านั้นในความเป็จริงแทบไม่เคยย่างกรายเข้ามาใกล้ แต่ละคนที่เข้ามาอบรมดูเป็คุณหนูแต่งตัวดี แม้จะเอ่ยปากชวนเธอคุยบ้างแต่ก็ทำเธอรู้โดยทันทีว่า มันเป็ไปตามมารยาท
กว่าจะหมดไปหนึ่งวัน เด็กสาวก็แทบหมดแรงเพราะไม่คุ้นกับสังคมใหม่แบบนี้ ทั้ง ๆที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพกับ “เบียร์”พี่ชายแท้เืสีเดียวกันได้เดือนกว่าแล้ว แต่เหมือนเธอยังปรับตัวไม่ได้ ครั้งที่พ่อกับแม่จากไปเพราะอุบัติเหตุ เธอยังเด็กจำอะไรไม่ได้มาก แต่เพราะมีกันแค่สองคนพี่น้อง พี่ชายเธอมาทำงานกับลุงที่เป็พ่อครัวอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ส่วนเธอก็ไปอยู่กับป้าญาติทางฝั่งแม่ที่ขอนแก่น แม้จะอยู่กันเป็ครอบครัวใหญ่แต่ความรู้สึกที่เป็ส่วนเกินของบ้านมันก็ยังมีอยู่ กี่ครั้งที่ร้องไห้คิดถึงพี่ชาย เธอได้แต่พยายามฝืนตัวเองให้เข้มแข็งเพื่อที่จบม.ปลายจะได้มาอยู่กับพี่ชายตามสัญญา และเบียร์ก็ทำตามสัญญาจริงๆ เมื่อเธอสอบจบม.ปลาย เขาก็มารับเธอถึงบ้านป้าตามสัญญา
ถึงจะได้อยู่กับพี่ชายในบ้านหลังเดิมที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เป็สมบัติชิ้นเดียว แต่ความเป็เมืองใหญ่ที่ทำให้เธอเหงาจนบอกไม่ถูก
คงไม่นานหรอกนะ ที่เธอจะคุ้นเคยชินกับความรู้สึกนี้
แล้วจู่ ๆรอยยิ้มก็จางไป เมื่อร่างบอบบางเดินผ่านกระจกเงาของตึกเด็กสาวจ้องมองร่างที่สูงหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดเซนต์ เสื้อผ้าที่สวมใส่ที่เป็เพียงเสื้อยืดพอดีตัว กางเกงยีนขาสามส่วนพร้อมรองเท้าผ้าใบเซอร์ ๆ สะพายเป้สีดำคู่ใจที่มีสมุดบันทึกขนาดเหมาะมืออยู่เสมอ
‘เฮ้อ! ทั้งเซอร์ ทั้งโทรมขนาดนี้ อย่าว่าแต่พี่ปกรณ์เลย ขนาดวินมอเตอร์ไซด์ยังไม่แล !!!'
โซดาถอนหายใจหนัก ๆมองภาพนักเขียนในดวงใจของเธอ ผ่านผนังกระจกที่กั้นอยู่ โซดาดึงหมวกแก๊ปใบเท่ที่ยัดใส่เป้ขึ้นมาสวม แต่มือก็ชะงักเพราะเห็นลายเซ็นไม่พึ่งประสงค์บนหมวก
‘เอาไงดีหว่า’
โซดาก้มหน้าก้มตา แอบใช้น้ำลายป้าย ๆ ถู ๆ หวังจะให้ลายเซ็นกระเด็นไปจากหมวก จนไม่ทันดูว่าประตูกระจกก็ถูกออกมามาอย่างแรง
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ”
“คะ”
โซดาสะดุ้งเมื่อบานประตูถูกผลักออกและร่างบอบบางเดินออกมาเธอไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่หน้าประตูกระจก เออนะ! ตึกนี้มันจะเป็กระจกทั้งหลังให้คนเดินผ่านสับสนเล่นรึไงนะ อีกฝ่ายยิ้มบาง ๆ ให้ โซดาจับจ้องใบหน้ากลมมนได้รูปที่ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางใด ๆแต่ดูขาวซีดเหมือนคนป่วย เสื้อคอจีนสีชมพูอ่อนรับกับกระโปรงยาวสีเข้มกว่าสีเสื้อเล็กน้อย ในมือข้างหนึ่งหิ้วกล่องไม้ใส่ไวโอลีน โซดาเอี้ยวตัวหลบทางให้อย่างเขิน ๆไม่ถึงห้านาทีรถเก๋งคันใหญ่ก็เข้ามาจอดเทียบ คนขับรถวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และร่างบอบบางก็ก้าวขึ้นรถจากไป ทิ้งให้เธอยืนอยู่คล้ายฝุ่นผง ณ บริเวณนั้น
“ไม่เอานะ อย่าคิดมากซิต้องเชื่อมั่นในตัวเองท่องไว้ซิ!!! โซดา”
โซดายกมือสองข้างขึ้นตบแก้มเบาๆ เธอจะทำเช่นนี้เสมอเมื่อเรียกสติตัวเองและให้กำลังใจใน่ที่รู้สึกอ่อนล้า หลับตาครู่หนึ่งเมื่อลืมตาขึ้น เธอจะยิ้มรับกับทุกสิ่งที่เข้ามาไม่ว่าจะร้ายดีเพียงใดรอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แล้วเธอก็รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อลืมตาอย่างรู้สึกสดชื่นขึ้นเหมือนมีพลังงานบางอย่างพวยพุ่งจากภายใน แต่ในขณะที่กำลังเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือของตน สายตาก็เผชิญกับดวงตาสีสนิมเหล็กที่ยืนจ้องมองตัวเธออยู่ตรงข้ามฝากถนนเส้นเล็กๆ หน้าบริษัทฯ
ใบหน้าคมเข้มกับดวงตาอ่อนโยนปนเหงาหลังแว่นตาทรงกลมกรอบสีเงินกำลังมองเธออยู่!!
ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนเข้ากับกางเกงแสลคเนื้อดี และรองเท้าหนังสีดำเป็มันวาว ใบหน้าเกลี้ยงเกลาซอยผมสั้นรองทรงสะอาดตา รับกับแว่นตาทรงกลมกรอบเงินที่เขาสวมบนใบหน้า เด็กสาวเหลียวมองรอบข้างร้างไร้ร่างใคร จนมั่นใจว่าสายตาของชายหนุ่มแปลกหน้าฝั่งตรงข้ามจ้องมองอยู่ เธอก้มศีรษะเล็กน้อยเป็การทักทาย บางทีเขาคงเห็นท่าทางเปิ่น ๆของเธอเลยยืนมองดูอยู่ก็ได้
‘โธ่! โชว์เปิ่นอีกแล้วซิเรา! เฮ้อออออ’
“โซดา”
เ้าของชื่อหันไปทางต้นเสียงรถมอเตอร์ไซด์ขนาดสี่สูบเคลื่อนมาจอดขนาบข้างคนขับเปิดกระจกหน้าหมวกกันน๊อคสีดำขึ้นแล้วยิ้มให้จนตาหยี
“อ้าว…พี่ตั้มมาทำอะไรแถวนี้”
“อบรมเสร็จแล้วใช่ไหม จะกลับรึยังล่ะ” คนถามไม่รอคำตอบแต่ยื่นหมวกกันน๊อคอีกใบเป็ลายทหารส่งให้
“แอบเอารถลูกค้ามาซิ่งแบบนี้จะดีเหรอ”
“เฮ้ย...เค้าเรียกว่าเอารถมาลองเครื่องพูดแบบนี้ไม่ดีนะเบบี้”
“ค่ะ ลองเครื่องก็ลองเครื่อง งั้นไปส่งโซดาหน่อยนะ”
“คร๊าบผม!” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมเสียงบิดคันเร่ง “มารับโดยเฉพาะอยู่แล้วจ้า”
ร่างเพรียวขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซด์ขนาดใหญ่แบบสปอตร์ไบค์ เสียงเครื่องครางกระหึ่มก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับร่างสองหนุ่มสาวโซดาหันไปสบตากับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั่นคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ในสายตาหลังแว่นตาทรงกรมกรอบเงิน แต่แรงกระชากของรถทำให้เธอเลิกสนใจ แล้วเกาะเอวคนขับแน่นแนบหน้าลงกับแผ่นหลังจนได้กลิ่นเหงื่อปนโคโลญจ์อ่อน ๆ จากเสื้อยืด
โดยไม่รู้ว่า เ้าของดวงตาเหงาๆ มองร่างบางที่คร่อมมอเตอร์ไซด์จนสุดสายตา!!
………..