แสงแรกของรุ่งอรุณกำลังสาดส่องเข้ามา ตามช่องว่างของผนังดินที่ปริแตกของตัวบ้าน เสี่ยวจูตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับความแจ่มใส ร่างกายที่เคยเ็ปเขียวช้ำ กระทั่งรวมไปถึงาแบนศีรษะได้หายไปเป็ปลิดทิ้ง ราวกับว่าร่างกายนี้ของนางนั้น ไม่เคยมีอาการาเ็มาใดๆมาก่อนหน้านี้
เมื่อเห็นถึงสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตน นางก็นึกถึงน้ำหวานทิพย์จากดอกบัวเก้าสี เสี่ยวจูฉีกยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจ แต่ทว่าถึงแม้ร่างกายของนางจะหายดีแล้ว แต่เสี่ยวจูก็ไม่คิดบอกเื่นี้กับคนในครอบครัว นางไม่คิดที่จะเปิดเผยเื่ดอกบัวเก้าสีให้ผู้ใดรู้ทั้งนั้น
ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจมารดากับผู้เป็น้องชาย แต่เพราะนางไม่รู้จะสรรหาคำโกหกคำไหน มาหลอกลวงคนทั้งสองที่มีมันสมองฉลาดเป็กรดได้ เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นางจึงจำต้องพันผ้าพันแผลที่ศีรษะ เอาไว้อย่างนั้นเช่นเดิม เพื่อไม่ให้มารดาและน้องชายนึกสงสัย
อีกทั้งเพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตแก่ชาวบ้านที่มาพบเห็น จึงไม่สามารถหายจากอาการาเ็ ที่เป็อยู่ในตอนนี้เร็วเกินไปได้ เสี่ยวจูคิดเอาไว้แล้วว่าอีกสักสี่ถึงห้าวัน นางค่อยบอกกับมารดาว่าร่างกายของตน และาแที่มีอยู่บนศีรษะนั้นหายดีแล้ว
'ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"พี่สาวท่านตื่นรึยัง ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่ขอรับ"
กู้ฉิงหลางมาเคาะประตูห้องแต่เช้า พร้อมกับถือถ้วยยาอยู่ในมือ
"พี่ตื่นแล้ว เข้ามาสิประตูไม่ได้ลงกลอน"
"พี่สาวดื่มยาก่อนขอรับ"
"ตรงเวลาเสียจริง ประหนึ่งว่าเ้ามีเครื่องบอกเวลาเป็ของตัวเองอย่างนั้นแหละ"
เสี่ยวจูพูดกับน้องชายพร้อมทั้งหลุดหัวเราะออกมา
"ไม่ได้สิขอรับ ท่านแม่มอบหมายหน้าที่นี้ให้ข้า ตัวข้าจำเป็ต้องรับผิดชอบ เื่ที่ท่านแม่มอบหมายมาให้ดีที่สุดขอรับ"
"อืม...ลำบากเ้ากับท่านแม่แล้ว ที่ต้องมาดูแลข้า"
"พี่สาวกล่าวอะไรเช่นนั้นเล่า ท่านคิดมากไปแล้ว ข้ากับท่านแม่เป็ครอบครัวของท่านนะขอรับ ฉะนั้นการที่ข้าและท่านแม่ดูแลใส่ใจท่าน นี่ไม่นับว่าเป็เื่ลำบากอันใด"
"ขอบใจเ้ามากนะฉิงหลาง"
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่หวานหูจากปากของพี่สาว กู้ฉิงหลางก็ถึงกับหยุดชะงักไปชั่วขณะ ในใจก็เกิดความรู้สึกเก้อเขินขึ้นมา
"พี่ไม่ต้องเกรงใจ มาเถอะดื่มยาก่อนนะขอรับ"
"อืม"
สองพี่สองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม เมื่อหลันซื่อที่อยู่นอกประตูมาได้ยิน นางก็น้ำตาคลออย่างห้ามไม่อยู่ หากคนในครอบครัวตระกูลกู้ ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง นั่นจะเป็เื่ที่ดีมากเพียงใด
หากพ่อสามีและสามีของนางได้มาเห็น ว่าเสี่ยวจูและฉิงหลางเติบใหญ่ขึ้นอย่างแข็งแรง พวกเขาคงรู้สึกสุขใจเช่นเดียวกัน กับตัวของนางในตอนนี้อย่างแน่นอน
"ท่านแม่"
เสี่ยวจูเอ่ยเรียกมารดาเมื่อเห็นว่านางเดินเข้ามาเงียบๆ
"เป็อย่างไรบ้าง เ้ายังปวดแผลอยู่หรือไม่"
หลันซื่อเข้ามาถามไถ่บุตรสาวด้วยความเป็ห่วง นางมองสำรวจไปที่ศีรษะบุตรสาวอย่างเป็กังวล สายตาของมารดาทำให้เสี่ยวจูรู้ ว่ามารดากำลังทุกข์ใจเพราะสงสารตน เห็นอย่างนั้นนางจึงรีบพูดเพื่อให้คนตรงหน้าคลายกังวล
"ขอท่านแม่อย่าได้กงวล ลูกไม่เป็อะไรแล้วเ้าค่ะ อาการปวดศีรษะก็ไม่มีแล้ว ทั้งยังไม่ปวดแผลเหมือนเมื่อวานด้วย ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ลูกดีขึ้นแล้วจริงๆเ้าค่ะ"
หลังจากสิ้นเสียงคำพูดของเสี่ยวจู กู้ฉิงหลางที่ยืนอยู่ข้างๆเตียง ก็รีบเอ่ยปากสำทับในคำพูดของพี่สาวในทันที เพราะเห็นว่ามารดาดูมีสีหน้าที่อิดโรย เขาคิดว่าท่านแม่ของตนคงนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเป็ห่วงพี่สาวที่กำลังนอนเจ็บ แต่เขาหารู้ไม่ว่าที่หลันซื่อมีหน้าเช่นนี้ นั่นเพราะนางฝันถึงเื่ร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
"ใช่ขอรับ..ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะขอรับ ท่านแม่ท่านดูสิ..เช้านี้พี่สาวมีสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานไม่น้อยเลยขอรับ"
"ใช่ๆ..ท่านแม่ ท่านแม่หายห่วงได้แล้วนะเ้าค่ะ"
เสี่ยวจูพยักหน้ารับคำน้องชายอย่างเห็นด้วย
"อืม...เห็นเ้าหายวันหายคืนแม่ก็ค่อยเบาใจหน่อย"
หลันซื่อค่อยนั่งลงอย่างช้าๆบนเตียง ก่อนที่นางจะถอนหายใจยาวออกมา ด้านกู้ฉิงหลางที่เห็นว่ามารดาเหมือนมีเื่จะพูดคุยกับพี่สาว เขาก็ขอตัวออกจากห้องไปอย่างรู้ความ
"เสี่ยวจู"
"เ้าคะท่านแม่"
"เ้ารู้ถึงความผิดครั้งนี้ของเ้าหรือไม่"
หลันซื่อลูบไปที่หลังแล้วบุตรสาวของตน แล้วจึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ทราบเ้าค่ะ...ข้ารู้ตัวว่าข้าผิด ข้าไม่ควรก่อเื่ให้ท่านแม่กับน้องชายต้องเดือดร้อน ข้าขอโทษ..ท่านแม่อย่าโกรธข้าเลยนะเ้าคะ ข้ารู้ตัวว่าตนเองผิดไปแล้วเ้าค่ะ"
"เสี่ยวจู...แม่หาได้โกรธเคืองที่เ้าก่อเื่ แต่ที่แม่โกรธก็เพราะเ้ามีนิสัยดันทุรัง หากสู้ไม่ได้ทำไมเ้าไม่รู้จักวิ่งหนีเอาตัวรวด มีเื่วิวาทกับผู้ก็แล้วไปเถิด แต่เ้ากลับไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง โดนคนเขาขุดหลุมพรางล่อแล้วยังไม่รู้ตัวอีก มุทะลุคิดแต่จะกระโจนเข้าใส่อีกฝ่าย รู้ทั้งรู้ว่าสู้คนเขาไม่ได้ก็ยังคิดที่จะสู้ โดยที่ไม่ดูกำลังของตัวเอง เ้าเป็เช่นนี้จะให้แม่วางใจได้ยังไง"
หลันซื่อพูดดุบุตรสาวเสียงสั่น อันที่จริงนางก็ไม่ได้โกรธเคืองเสี่ยวจู ภายในใจของนางมีแต่ความเป็ห่วงเป็กังวล บุตรสาวของนางเป็คนร้ายกาจก็จริง หากแต่ก็มีนิสัยซื่อเกินไปรู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของคน ทั้งยังมีนิสัยมุทะลุบุ่มบ่ามใจร้อน
"ท่านแม่...ข้ารู้ว่าท่านแม่กับฉิงหลางรักและเป็ห่วงข้า จากนี้ข้าจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ข้าให้สัญญากับท่านแม่ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆข้าจะไม่ทะเลาะวิวาทกับผู้ใดอีก ข้าจะก่อเื่ให้น้อยลง อีกทั้งยามมีเื่กันขึ้นมา ข้าไม่ปล่อยให้ตนเองได้รับาเ็อีกเ้าค่ะ"
คำตอบที่ฟังดูทะแม่งๆของบุตรสาว ทำเอาหลันซื่อถอนหายใจยาวหลายครั้ง
"เฮ้อ..แม่ก็หวังว่าเ้าจะทำได้อย่างที่พูดนะ เสี่ยวจูเอ๊ย...ครอบครัวของเราก็มีกันอยู่แค่นี้ เ้าเคยคิดหรือไม่หากว่าเ้าเป็อะไรไป แม่และน้องของเ้าจะอยู่ต่อไปยังไง จากนี้ต่อไปไม่ว่าเ้าจะทำอะไรก็ตาม เ้าจะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เื่ทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น หากหลีกเลี่ยงได้เ้าก็เลี่ยงไปเถอะนะ ได้ไหม"
"เ้าค่ะ"
หลันซื่อถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยใจ ทั้งพูดปลอบและหลอกล่อบุตรสาวอย่างสุดกำลัง เพราะเสี่ยวจูคนเก่าสร้างเื่น่าปวดหัว ตบตีทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นอยู่เป็ประจำ
ทำให้มารดาอย่างหลันซื่อกังวลใจอยู่ไม่น้อย แต่การมีเื่ทุกครั้งมีแต่เสี่ยวจู ที่เป็ฝ่ายต่อยตีชนะผู้อื่น เพราะนางมีพละกำลังมากเทียบเท่าบุรุษ ที่มีร่างกายกำยำใหญ่ๆหลายคนรวมกัน
แต่การทะเลาะกับผู้อื่นในครั้งนี้ ทุกอย่างนั้นกลับต่างออกไป เพราะบุตรสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน นางวางแผนหลอกล่อให้เสี่ยวจูวิวาทด้วย แต่ในเวลาเดียวกันก็ยุยงให้เพื่อนสนิทหลายคนของตน ถือไม้ไว้รุมตีเสี่ยวจูทีเผลอ จนกระทั่งนางได้รับาเ็สาหัสอย่างที่เป็อยู่
"หากถูกรังแกเ้าก็จงสู้กลับ แต่หากสู้กลับไม่ไหวก็ต้องรู้จักหนีเอาตัวรอด เข้าใจไหมลูกเสี่ยวจู"
"เ้าค่ะท่านแม่"
เสี่ยวจูรับปากมารดาอย่างว่าง่าย ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นถึงความเศร้า ที่ปรากฏชัดออกมาจากแววตาของมารดา นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกไป
"ท่านแม่...ท่านแม่มีเื่กังวลใจอื่นใดอีกใช่หรือไม่เ้าคะ"
"อืม...เมื่อคืนแม่ฝันถึงบิดาและท่านตาของเ้า"
ยังไม่ทันที่หลันซื่อจะพูดจบ กู้ฉิงฉลางก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง
"เ้านี่นะ...จะเข้ามาในห้องก็เดินเข้ามาดีๆไม่เป็รึยังไง เหตุใดต้องวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วย ดูสิทำเอาข้ากับท่านแม่ตกอกใหมด ไม่ใช่ว่าบัณฑิตต้องสำรวมกิริยาและคำพูดหรอกเหรอ ดูเ้าสิคล้ายบัณฑิตแก่เรียนเสียที่ไหน"
เสี่ยวจูที่ใกับการกระทำของน้องชาย อดไม่ได้ที่จะพูดดุออกไปหลายประโยค
"ท่านพูดผิดแล้วพี่สาว ตัวข้าเป็บัณฑิต..หาใช่พระเคร่งกฎที่บวชอยู่ในอาราม เหตุใดจะต้องสำรวมถึงเพียงนั้นด้วยเล่าขอรับ"
กู้ฉิงหลางตอบกลับไปอย่างทันควัน
"เอาล่ะๆพอแล้วหยุดเลยทั้งสองคน ในเมื่อเข้ามาแล้วเ้าก็นั่งลงเถอะฉิงหลาง เ้ากับเสี่ยวจูก็เติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว คงถึงเวลาสักทีที่แม่จะเล่าเื่ของบิดา และครอบครัวตระกูลกู้ให้พวกเ้าได้รู้"
เสี่ยวจูและฉิงหลางต่างหันมองหน้ากัน ก่อนที่จะเบนสายตาไปทางมารดาด้วยความแปลกใจ ยิ่งเห็นแววตาที่ดูเศร้าโศก และสีหน้าที่เป็ทุกข์ของมารดาตนในเวลานี้ นั่นยิ่งทำให้คู่พี่น้องทั้งสองคนแน่ใจ ว่าเื่ที่มารดาจะเล่าออกมานั้น ไม่แคล้วคงเป็เื่ร้ายมากกว่าเื่ดี