ในขณะที่รถของเอวากำลังจะพุ่งชนเด็กสาวที่ชื่อมณฑารถเก๋งห้าประตูสีดำขับเบี่ยงเลนเข้ามาขวางตรงหน้ารถของเธอทันใดรถของเธอก็ลดความเร็วลงอย่างรุนแรงจนหยุดกะทันหันได้ทันก่อนที่จะชนปะทะเข้ากับรถเก๋งสีดำที่เข้ามาขวางเกิดความร้อนจากการเสียดสีบริเวณยางล้อซึ่งทิ้งรอยสีดำลากเป็ทางยาวบนถนนเอวาหน้าทิ่มเกือบโดนพวงมาลัยรถแต่โชคดีที่เข็มขัดนิรภัยช่วยดึงรั้งร่างของเธอไว้ไม่ให้กระแทกโดน
เท้าของเธอยังเหยียบคาเบรกจนมิดเมื่อรู้สึกว่ารถไม่ได้ชนเข้ากับอะไรเธอจึงค่อยๆลืมตาขึ้นเผชิญกับความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้ารถที่เบี่ยงเลนส์เข้ามาขวางในแนวยาวแบบร้อยแปดสิบองศายังคงอยู่ในสภาพดีไม่สึกหรอเธอจำรถคันนี้ได้แม่นเพราะมันเป็รถที่ไปส่งเธอกลับบ้านทุกวันหลังเลิกงานรถของนาชาญนั่นเองเอวาดึงสติกลับมาได้รีบเข้าเกียร์จอดรถบนถนนแล้วเปิดประตูลงไปตรวจดูความปลอดภัยของนาชาญที่อยู่ในรถฝั่งตรงข้ามเอวาเคาะกระจกรถซึ่งทันทีที่อีกฝ่ายลดกระจกลงเธอก็รีบะโถามเสียงดัง
“นาชาญนายเป็อะไรมั้ย”
“ฉันต้องเป็ฝ่ายถามมากกว่าว่าเธอมาทำอะไร”
น้ำเสียงของนาชาญดุดันแต่แตกต่างกับตอนที่อยู่ตำหนักเ้าพ่อเพียงแต่เอวาพึ่งเคยได้เห็นั์ตาสีดำสนิทเหมือนกับเมฆหมอกสีดำทะมึนที่บดบังดวงตาคู่เดิมของเขาเอาไว้มันไร้แววของสิ่งมีชีวิตและเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่เธอไม่อาจจะเข้าใจได้ความหวาดกลัวเกาะกินหัวใจของเธอทำให้สัญชาติญาณบังคับให้เธอก้าวถอยหลังออกห่างจากเขาในทันทีโดยไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงครู่หนึ่งมือของนาชาญก็ยื่นเข้ามาจับมือของเธอเอาไว้หญิงสาวเบิกตากว้างหวีดร้องสุดเสียงด้วยความใอย่างที่สุดเธอพยายามจะสะบัดมือให้หลุดเหมือนกำลังดิ้นรนให้พ้นจากเงื้อมมือของสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีแต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือก่อนจะกล่าวด้วยอารมณ์ที่สงบลง
“เป็อะไรไปฉันเอง…นาชาญไง”
เอวาหยุดกรีดร้องพลางมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดเจนอีกครั้งสติของเธอเริ่มคืนกลับมาทำให้เธอนึกได้ว่ากำลังมาทำอะไรเธอกวาดสายตาสำรวจสภาพอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้าเ็จึงเดินช้าๆจะกลับไปที่รถของตนเอง ท่าทางของเธอทำให้นาชาญรีบลงจากรถเดินตามมาติดๆแต่เธอะโห้ามเขาโดยไม่หันกลับไปมอง
“นายอย่าพึ่งเข้ามา”
“เธอเป็อะไรไปหยุดคุยกับฉันก่อน”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้นายช่วยไปดูเด็กที่ชื่อมณฑาดีกว่า เธออาจจะยังไม่ได้สติก็ได้”
นาชาญนึกได้หันไปมองมณฑาที่ยังคงเดินช้าๆข้ามถนนต่อไป โชคดีที่รถของเขาขวางอยู่ทำให้ไม่มีรถคันไหนวิ่งผ่านไปได้เขารีบวิ่งไปพาตัวเธอกลับมาบนฟุตบาตที่ซึ่งญาติของเธอกำลังเดินออกตามหาจนมาหยุดเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนถนนนาชาญส่งตัวเธอคืนให้ญาติก่อนจะรีบกลับมาขึ้นรถเพื่อขับไปหาที่จอดข้างทางไม่ให้กีดขวางทางจราจรเขาลอบสังเกตอาการของมณฑาผ่านกระจกรถดูเหมือนเธอจะหยุดใจลอยและมีสติพอจะคุยกับญาติรู้เื่แล้วความสนใจของนาชาญจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่รถของเอวาซึ่งขับผ่านหน้าเขาไปแทน เขารีบโทรศัพท์หาเอวา
เอวามองเห็นชื่อของนาชาญปรากฏขึ้นบนโทรศัพท์ก็ชั่งใจอยู่พักใหญ่ก่อนตัดสินใจกดรับสาย
“ฉันไม่เป็ไรกำลังจะกลับบ้านแล้ว”
“แล้วเมื่อกี้เดินหนีฉันทำไม”
“นายถามตัวเองเถอะอยู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนถูกผีเข้า บอกตรงๆ ว่าฉันกลัวก็เลยรีบวิ่งหนีออกมาก่อนน่ะสิ”
“ฉันไม่ได้…” เสียงของนาชาญแ่ลงเหมือนหนักใจที่จะอธิบาย“เอาเป็ว่าตอนนี้เด็กที่ชื่อมณฑาปลอดภัยแล้ว แต่ฉันเป็ห่วงเธอมากกว่า”
“ฮะ”ใบหน้าของเอวาเจือสีแดงระเรื่อ เธอรีบตอบกลับแบบโวยวายนิดๆเพื่อให้ลืมอาการเขินอายที่เกือบทำให้พูดต่อไม่ได้ “นาย…ม… หมายถึงอะไร ฉันบอกว่าไม่เป็ไรไง”
“ถ้าเป็ไปได้ให้รีบกลับบ้านแล้วไม่ต้องออกจากบ้านจนกว่าจะเลยเวลาตีหนึ่ง เธอทำได้มั้ย”
“ฉันก็คิดว่าจะทำแบบนั้นอยู่นายไม่ต้องมาเตือนหรอก” เอวากล่าวในขณะที่ขับรถมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของตนเอง “ยิ่งมาเตือนแบบนี้ยิ่งทำให้ฉันกังวลแสดงว่าที่เคยไปปัดพานรับขันธ์ทิ้งนั่นมีผลใช่มั้ย”
“มันไม่ได้มีผลั้แ่ตอนปัดตกหรอกของเธอมันมีผลตอนที่ขับรถชนเหยื่อรายล่าสุดแต่ไม่สำเร็จต่างหาก”
“หมายความว่าไง”เอวายิ่งงงหนักเข้าไปอีก “นายช่วยพูดอะไรให้มันเข้าใจง่ายๆ หน่อยได้มั้ย”
“เธอทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกันแค่นี้ก่อนนะ” นาชาญวางสายไปเฉยๆ ทำให้เอวายิ่งอารมณ์ขุ่นมัวเธอขับรถกลับมาถึงบ้านโดยที่ในใจยังครุ่นคิดเกี่ยวกับ่เวลาที่รถควบคุมไม่ได้และท่าทางของนาชาญที่เหมือนถูกผีเข้ายังมีเื่ที่เขาเตือนเหมือนกับเธอกำลังตกเป็เหยื่อรายต่อไปนี่อีกเอวาได้แต่สลัดความคิดทั้งหมดทิ้งก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยความเหนื่อยล้า
ยิ่งดวงจันทร์เด่นชัดขึ้นบนท้องฟ้ายิ่งแสดงถึงเวลายามกลางคืนอันเงียบสงัดที่เข้ามาเยือนแม้กลางวันอากาศจะร้อนระอุแต่กลับมีลมเย็นสบายพัดผ่านในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะฤดูไหนๆดวงดาวก็ยังคงสุกสกาวบนท้องฟ้าสีเข้มคอยแต่งแต้มสีสันให้ยามราตรีไม่ได้มีแต่ความมืดมนและเป็เพื่อนแก้เหงาให้กับคนที่มีความจำเป็จะต้องอดตาหลับขับตานอนขับรถมาจอดเฝ้าอยู่หน้าบ้านของคนอื่นเหมือนอย่างที่นาชาญกำลังทำอยู่ตอนนี้เขาดับเครื่องยนต์และเปิดหน้าต่างรถรับลมเย็นจากภายนอกแม้จะหาวเป็ระยะก็ยังคอยเงยหน้าจับตาดูหน้าบ้านของเอวาเผื่อว่าจะมีใครเดินออกมาใน่เวลาเที่ยงคืนกว่าๆแบบนี้
ยังไม่ทันที่เขาจะเริ่มเผลอวางใจหลับตาสัปหงกลงได้ร่างเงาของหญิงสาวในชุดนอนก็เดินโผเผออกจากบ้านมาเหมือนคนไม่มีสติ ผมสีน้ำตาลเข้มยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงบ่งบอกว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวจะออกจากบ้านนาชาญลงจากรถเดินตามหลังเธอไปเงียบๆ ยังไม่ได้คิดจะปลุกเธอหญิงสาวเดินออกมาราวหนึ่งกิโลเมตรก็มาถึงบริเวณหน้าหมู่บ้านซึ่งมีถนนสองเลนสำหรับให้รถวิ่งสวนกันได้ยามนี้ไม่มีรถแล่นผ่านให้เห็นมากนักซึ่งเอวาก็ยืนนิ่งๆอยู่บนฟุตบาตรเกือบครึ่งชั่วโมงทันใดนาชาญเห็นรถคันหนึ่งแล่นอยู่ห่างออกไปราวสองกิโลเมตรกำลังมุ่งหน้ามาทางถนนตรงหน้าเอวา
นาชาญมีความลับที่ไม่เคยบอกใครมาก่อนตอนนี้ในดวงตาของเขาสะท้อนเงาร่างสีดำทะมึนของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางถนนเธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาวชุ่มโชกไปด้วยเืแดงฉานเกือบทั้งตัวเส้นผมสีดำยาวสยายที่ปกคลุมใบหน้าเผยให้เห็นเพียงใบหน้าซีกซ้ายซึ่งหนังศีรษะเปิดออกจนมองเห็นเนื้อสมองไม่ครบส่วนโผล่พ้นกะโหลกออกมาเธอกำลังกวักมือเรียกเอวาให้เดินเข้าไปหา เอวาบ่นพึมพำเหมือนคนเดินละเมอ
“คุณยายคะฉันกำลังจะไปเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบเอวาก็ทำท่าจะก้าวพรวดพราดลงไปบนถนนที่ซึ่งรถคันเมื่อครู่เร่งความเร็วเข้ามาจนเกือบถึงจุดที่เอวาอยู่นาชาญรีบเข้าไปฉุดมือเธอแล้วดึงมาไพล่หลังล็อกตัวเอาไว้ไม่ให้เธอวิ่งลงถนนรถวิ่งผ่านหน้าอย่างรวดเร็วจนลมพัดเสื้อผ้าหน้าผมของทั้งคู่ปลิวสะบัดเอวายังคงเพ้อหาคุณยายและพยายามจะวิ่งเข้าไปหาิญญาผีตายโหงที่อยู่บนถนน
นาชาญมองตรงไปที่ิญญาหญิงสาวสายตาแข็งกร้าวก่อนกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงทรงพลังเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเขาเอง“จงกลับไปในที่ที่เ้าควรอยู่เสีย นางพินธุรส”
ร่างิญญาของผีตายโหงค่อยๆเลือนหายไปจากถนนในขณะที่เอวาเริ่มกลับมามีสติอีกครั้งเธอรู้สึกตัวว่าแขนทั้งสองข้างถูกจับทำให้ขยับไม่ได้ก็โวยวายเสียงดังลั่นด้วยความใ“คุณเป็ใครน่ะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ใจเย็นๆ ฉันเอง…นาชาญ”เขาปล่อยมือจากเธอทำให้เอวากลับมามีอิสระที่จะเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกครั้ง
“แล้วนายมาทำอะไรที่นี่”เธอหันขวับไปมองสำรวจเขาก่อนจะนึกขึ้นได้ก้มมองดูสภาพของตนเองในชุดนอน“แล้วฉันมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”
สีหน้าของนาชาญเอือมระอาก่อนถามคำถามกลับไป“แล้วเมื่อกี้เธอเรียกหาใครล่ะ”
“คุณยาย”เธอจำคำพูดตัวเองได้ลางๆ ก่อนที่ภาพในหัวั้แ่ตอนที่เธอเดินออกจากบ้านเพราะคิดว่าตัวเองกำลังฝันเมื่อครู่ย้อนกลับมาในห้วงความคิด“อย่าบอกนะว่าไม่ใช่ความฝัน”
“เธอเห็นอะไรล่ะ”
“คุณยายที่ตายไปแล้วกลับมาเรียกหาฉันตอนแรกเห็นเธอกวักมืออยู่นอกบ้าน แต่พอออกจากบ้านมาเธอก็เดินออกห่างไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อกี้ที่กลางถนนคุณยายก็บอกให้ฉันไปช่วยเธอข้ามถนนหน่อย”
นาชาญยืนฟังเธอเล่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะชี้ให้เธอยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา“กี่โมงแล้วนะ”
“ตีหนึ่งสิบห้านาที”เอวาสะดุ้งเฮือกใบหน้าซีดเผือด“หมายความว่าเมื่อกี้ฉันกำลังจะะโลงไปให้รถชนหรือ”
นาชาญยิ้มแบบฝืนๆให้แทนคำตอบพลางชี้ไปที่ทางกลับบ้านของเธอ “รีบกลับไปนอนเถอะฉันจะได้กลับเหมือนกัน”
ในระหว่างเดินทางกลับบ้านท่ามกลางบรรยากาศรอบข้างที่มืดสนิทมีแสงไฟสลัวจากเสาไฟถนนส่องนำทางให้เป็ระยะเอวาลอบสังเกตท่าทางของนาชาญซึ่งกำลังหาวด้วยความง่วงนอนหลายหนแล้วเขาบอกว่าเมื่อวานนอนดึก วันนี้ยังต้องมาคอยเฝ้าเธออีกเมื่อย้อนนึกถึงตอนที่เธอเจอิญญาผีตายโหงที่กลางถนนและนาชาญเข้ามาช่วยเธอไว้ราวกับนาชาญมองเห็นิญญาผีตายโหงตนนั้นและยังใช้คำพูดสั่งิญญาได้ด้วยยิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเพ้อเจ้อแต่ก็อยากพิสูจน์ว่าเป็ความจริงหรือไม่เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
“นาชาญนายมองเห็นิญญาได้หรือ”
นาชาญหยุดฝีเท้าลงทำให้เอวาหันไปมองอย่างแปลกใจเขาไม่ได้ทักท้วงแค่ถามคำถามกลับไป “ทำไมถึงคิดอย่างนั้น”
“เมื่อกี้ฉันจำได้ลางๆว่าได้ยินเสียงของคนที่มาช่วยฉันพูดกับิญญาตายโหงนั่นได้แล้วเ้าของเสียงที่ว่าก็คือนายไม่ใช่หรือ”
“พูดกับิญญาหรือเธอนี่จินตนาการล้นเหลือเลยนะ” นาชาญพูดกลั้วหัวเราะ “ฉันเห็นเธอเหมือนถูกสะกดจิตก็เลยแกล้งทำเป็พูดกับิญญาให้ออกห่างจากเธอ เธอจะได้มีสติไงมันก็แค่จิตวิทยาอย่างนึง”
“งั้นหรือ”เอวานิ่งคิดซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจจริงๆนั่นแหละว่า่เวลาที่มองเห็นคุณยายนั่นเป็ภาพหลอน เดินละเมอหรือแค่คิดไปเองเธอถอนหายใจก่อนจะเลิกฟุ้งซ่าน “ช่างเถอะแต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่านายเหมือนถูกผีเข้าจริงๆ ”
“ยังไงล่ะฉันยังไม่เคยวิ่งลงไปให้รถชนนะ”
เอวาสะอึกเถียงไม่ออกแต่ก็ยังพยายามพูดแก้ตัวให้ตัวเอง“ไม่ใช่สิ ของฉันมันแค่เห็นภาพหลอน”
“ใครจับพานรับขันธ์นั่นก็เป็เหมือนกันหมดฉันว่าผีมันย้ายที่สิงสู่ไปหาคนที่จับพานแน่เลย ถ้ามันมีจริงล่ะก็นะ”
เอวาหน้าซีดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่รวมถึงเหยื่อรายก่อนๆที่ตายไปเพราะสาเหตุเดียวกัน “สงสัยคงหาตัวตายตัวแทนแน่ๆ ก็หมายความว่าิญญาผีตายโหงนั่นตายเพราะถูกรถชนหรือ”
“ถ้าผีหรือิญญามีจริงก็เป็ไปได้”
“งั้นถ้าเราสืบประวัติของผู้หญิงที่ตายเพราะถูกรถชน…”
“รู้มั้ยว่าใน่เวลาแค่หนึ่งเดือนมีคนตายเพราะถูกรถชนกี่รายแล้วิญญาผู้หญิงที่ว่านั่นตายไปกี่ปีแล้วเธอรู้หรือเปล่า”
“ไม่รู้อะไรเลย”เอวาบ่นพึมพำสีหน้าผิดหวังอย่างแรง“ถ้างั้นเราก็ต้องคอยไปตามเฝ้าเหยื่อทุกรายที่ไปตำหนักสิริล้านนาถึงจะหยุดไม่ให้มีคนตายได้งั้นหรืออย่าบอกนะว่าที่เมื่อวานนายไม่ได้นอนก็เพราะไปตามเฝ้าเหยื่อเหมือนกัน”
“แค่ไปตรวจสอบว่าเหยื่อเป็คนที่เคยไปตำหนักจริงๆ พอดีฉันได้รายชื่อของคนที่ไปตำหนักเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมาจากเพื่อนน่ะ”
เอวาใช้ความคิดสักพักสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็ซีดเผือด“ฉันพอจะนึกออกแล้วว่าเหยื่อรายต่อไปเป็ใคร เพื่อนฉันที่ชื่อเอิญฉันแนะนำให้เธอลองไปถ่ายช่องออนไลน์ทำคอนเทนต์ที่นั่นเพื่อแลกกับข้อมูลฉันเห็นช่องเธอมีภาพตอนจับพานรับขันธ์ด้วย”
นาชาญยกมือขึ้นกุมขมับเขาคงอดหลับอดนอนอีกคืนไม่ไหวแล้ว “พรุ่งนี้ไปหาเ้าพ่อนั่นที่ตำหนักด้วยกัน”
“นายคิดจะทำอะไรน่ะ”
“ถ้าสมมติว่าเขาใช้วิธีการทางจิตวิทยาแบบนี้ทำให้คนฆ่าตัวตายงั้นฉันก็จะทำให้ของย้อนเข้าตัวดูสิว่าจะมีผลทางจิตวิทยากับฝ่ายนั้นยังไงบ้าง”นาชาญกล่าวจบก็เดินหน้าต่อเพื่อพาเอวากลับไปส่งที่บ้านให้เร็วที่สุดแต่ยังมีอีกเื่หนึ่งที่เอวายังข้องใจเธอจึงเดินเข้าไปคว้าไหล่เขาเพื่อถามให้รู้เื่
“ฉันจำได้ว่านายเรียกชื่อผีตายโหงนั่นว่าพินธุรสนายรู้ได้ยังไง”
นาชาญเลิกคิ้วตอบคำถามของเธออย่างไม่เต็มใจนัก“พินธุรสอะไร ฉันก็พูดมั่วๆ ไปเรื่อยต่อให้เรียกผีนั่นว่านางมะลิเธอก็คงจะเข้าใจว่าผีฟังฉันแล้วก็ยอมหายตัวไปอยู่ดีนั่นแหละ”
เอวามีท่าทีอ่อนลงเพราะเถียงไม่ออกแต่เธอคิดวิธีพิสูจน์เื่นี้ออกแล้วจึงไม่คิดจะชวนนาชาญต่อปากต่อคำอีกหลังจากนาชาญเดินมาส่งเธอถึงบ้านแล้วเขาก็ขอตัวไปขึ้นรถขับกลับบ้านตัวเองบ้างเมื่อรถวิ่งลับตาไปแล้วเอวาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วส่งข้อความทิ้งไว้ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นักข่าวช่องออนไลน์เพื่อขอให้ช่วยหาข้อมูลของผู้หญิงที่ชื่อพินธุรสที่ตายเพราะเหตุการณ์รถชนจะเป็การฆ่าตัวตายหรืออุบัติเหตุก็ได้หลังจากนั้นเธอก็เดินกลับขึ้นไปยังห้องนอนของตนเองบนชั้นสอง
เช้าวันอังคารยังคงเป็วันที่อากาศร้อนเพราะแสงแดดแรงกล้าในฤดูร้อนของเดือนมีนาคมเอวาเป็คนขับรถเก๋งสีเทาของสำนักงานโดยมีนาชาญนอนหลับสนิทอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับเมื่อคืนเอวาหลับทันทีที่หัวถึงหมอนหลังกลับถึงบ้านต่างกับนาชาญที่เมื่อเช้าออกอาการพูดไม่ค่อยรู้เื่ด้วยความงัวเงียเอวายังคงข้องใจกับบุคลิกแปลกๆ ของนาชาญที่ชอบผลุบโผล่ออกมาให้ใเล่นและมันยังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เธอถามเขาก็จะตอบแบบเอาตัวรอดหรือขอไปทีบางครั้งเธอก็รู้สึกว่าเขามองเห็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติแต่เขาก็จะอ้างว่าเป็แค่จิตวิทยากับความเชื่อเท่านั้นนาชาญขยับตัวไปมาเพราะอึดอัดกับสายตาของหญิงสาวที่จ้องมองเขาสลับกับมองกระจกหน้ารถเขาลุกขึ้นนั่งก่อนหันไปคุยกับเธอแบบจริงจัง
“สงสัยอะไรอีกเนี่ยมองจนหน้าฉันจะทะลุเป็รูแล้ว”
“เพื่อนฉันช่วยหาข้อมูลเื่ผู้หญิงที่ชื่อพินธุรสที่ตายในเหตุการณ์รถชนปรากฏว่าเธอมีตัวตนจริงๆ และตายเมื่อเดือนที่แล้ว ตายเพราะะโเข้าไปให้รถชนเพื่อฆ่าตัวตาย”
นาชาญเบือนสายตาหนีไม่กล้ามองหน้าเอวาตรงๆ “งั้นหรือ บังเอิญล่ะมั้ง”
“ไม่น่าใช่นะสาเหตุที่ผู้หญิงคนนี้ฆ่าตัวตายเพราะมีปัญหาเื่เงินเธอกำลังตกงานและพบว่าแฟนไปมีผู้หญิงคนอื่นความสัมพันธ์กับครอบครัวของเธอก็มีปัญหาเธอหาทางออกไม่ได้สุดท้ายก็คิดสั้นระหว่างที่ออกมาหาซื้อข้าวกินข้างนอกรู้สึกคล้ายๆ กับปัญหาของคนที่ตายหรือเหยื่อที่เคยไปที่ตำหนักมั้ย”
“ถ้าเหมือนแล้วยังไงล่ะฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมีหลักฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย” นาชาญยังยืนกรานไม่พูดเข้าเื่ไสยศาสตร์แต่เอวาพยายามอธิบายให้เกี่ยวข้องกัน
“ที่ฉันจับพานรับขันธ์แล้วยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนถึงเมื่อวานไม่ใช่เพราะว่าฉันปัดพานทิ้งแต่เป็เพราะตอนที่ฉันรับขันธ์ ยังไม่มีิญญาตายโหงมาตามรังควานฉันต่างหากตำหนักสิริล้านนานั่นมีแต่พิธีปลอมๆ ไม่เคยมีคุณไสยมนตร์ดำอะไรมาจนถึงเมื่อเดือนที่แล้วการตายต่อเนื่องเกิดขึ้นในเดือนนี้ เวลามันลงตัวพอดีว่ามั้ย”
“เธอลองฟังสิ่งที่ตัวเองพูดสิมันมีเหตุผลมั้ย เธอพูดบนสมมติฐานที่ว่าผีมีอยู่จริงนะ”
“ก็ฉันโดนผีหลอกจริงๆจนเกือบตายมาแล้ว แล้วจะให้บอกว่าผีไม่มีจริงหรือไงเล่า” เอวาขึ้นเสียงเริ่มมีน้ำโห“นายไม่ต้องมาปิดบังแล้ว นายมองเห็นผีใช่มั้ย”